ข่าว เศรษฐกิจ → สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 19 - 25 มิ.ย. 2554

สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 19 - 25 มิ.ย. 2554

วันที่ 25-06-2011

รำลึก 20 ปี "ทนง โพธิ์อ่าน" นักวิชาการชี้เรื่องราวเริ่มเลือนหายจากสังคม 19 มิ.ย. 54 - มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย พร้อมด้วยเครือข่ายองค์กรแรงงาน และญาติอดีตผู้นำแรงงานที่วายชนม์ ได้ร่วมกันจัดงาน "รำลึก 20 ปี ทนง โพธิ์อ่าน" อดีตวุฒิสมาชิกสายแรงงานและผู้นำแรงงาน ที่หายตัวไปอย่างลึกลับ เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2534 หลังจากออกมาคัดค้านการยุบเลิกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ และต่อต้านการรัฐประหารของ รสช. โดยมีการจัดพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับ นายทนง พร้อมด้วยอดีตผู้นำแรงงานที่เสียชีวิต อาทิ นายอารมณ์ พงศ์พงัน นายศุภชัย ศรีสติ และ ศ.นิคม จันทรวิทูร บริเวณห้องประชุมอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ศาสตราภิชาน แล ดิลกวิทยรัตน์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า การหายตัวไปของ นายทนง คือภาพสะท้อนอำนาจเถื่อนของรัฐต่อผู้ใช้แรงงาน ซึ่งระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ทำให้เรื่องราวการหายไปของ นายทนง เริ่มจะเลือนหายไปจากสังคม นอกจากนี้ ยังสะท้อนให้เห็นว่า แม้บ้านเมืองจะดูดีขึ้น ทั้งในเรื่องการเมือง หรือการมีหน่วยงานของกระบวนการยุติธรรมเพิ่มขึ้น เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แต่เป็นการเพิ่มขึ้นในเชิงปริมาณ แต่หลักประกันในสิทธิและเสรีภาพยังไม่ได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันก็สะท้อนว่าขบวนการแรงงานยังไร้ซึ่งอำนาจต่อรองทางการเมือง สาเหตุสำคัญคือการขาดความเป็นปึกแผ่นและอันหนึ่งอันเดียวกัน (สำนักข่าวไทย, 19-6-2554) ปลัดแรงงานเล็งชงร่าง สปส.เป็นองค์การมหาชนให้รัฐบาลหน้าอนุมัติ นพ.สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน (รง.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประกันสังคมกล่าวถึงการปรับโครงสร้างสำนักงานประกัน สังคม (สปส.) ว่า ขณะนี้กระทรวงแรงงานได้จัดทำร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งสำนักงานประกันสังคม (องค์การมหาชน) เสร็จแล้ว และผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการ สปส.แล้ว โดยจะเสนอต่อรัฐบาลชุดหน้าเพื่อพิจารณานำเข้าสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวได้ปรับเปลี่ยนสถานะของ สปส.จากที่ปัจจุบันเป็นหน่วยงานรัฐไปเป็นองค์การมหาชน อยู่ในการกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและบริหารงานในรูปแบบคณะ กรรมการฝ่ายต่างๆ เช่นเดิม "การที่ สปส.ปรับเปลี่ยนไปเป็นองค์การมหาชน หรือองค์กรอิสระมีข้อดี จะทำให้ สปส.สามารถสรรหาคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ รวมทั้งบริหารจัดการและจัดซื้อจัดจ้างด้านพัสดุ รวมทั้งจ้างมืออาชีพที่เชี่ยวชาญด้านการลงทุนมาบริหารเงินลงทุนของกองทุน ประกันสังคมได้คล่องตัวมากขึ้น ส่วนเรื่องสิทธิการรักษาพยาบาลยังคงมีคณะกรรมการการแพทย์ของสปส.ดูแลเหมือน เดิม" ประธานคณะกรรมการ สปส.กล่าว นพ.สมเกียรติ กล่าวอีกว่า ส่วนการลงทุนของกองทุนประกันสังคม ซึ่งปัจจุบันมีเงินกองทุนกว่า 8.4 แสนล้าน โดยในช่วง 3 ปีนี้ ได้ผลกำไรอยู่ที่ 2-3 หมื่นล้านบาทต่อปี ไม่ถือว่าน้อยเกินไปและอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานการลงทุนของกองทุนต่างๆ ทั้งนี้ กองทุนประกันสังคมเน้นการลงทุนที่มีความมั่นคงทางการเงินมากกว่าการลงทุนที่ มีความเสี่ยงทั้งที่จริงแล้วกองทุนประกันสังคมสามารถลงทุนแบบหวือหวาได้ เพราะมีรายได้แน่นอนจากเงินสมทบของรัฐบาล นายจ้างและลูกจ้าง "แม้การลงทุนที่มีความเสี่ยงจะได้ผลกำไรมากแต่ผลกำไรก็ไม่แน่นอน ซึ่งระยะยาว 5-10 ปีข้างหน้า หากมานั่งคำนวณดูตัวเลขภาพรวมระหว่างเงินลงทุนกับผลกำไร อาจจะขาดทุนก็ได้ อีกทั้ง สปส.ไม่อยากให้ผู้ประกันตนที่รับเงินบำเหน็จชราภาพ จะต้องมานั่งลุ้นใจหายใจคว่ำ หากลงทุนแบบหวือหวา บางปีได้กำไรน้อย จะทำให้ผู้ประกันตนได้รับเงินบำเหน็จน้อยตามไปด้วย" ประธานคณะกรรมการ สปส.กล่าว (ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 21-6-2554) แรงงานไทยในลิเบีย ร้องขอความช่วยจากเอ็นจีโอแรงงาน แรงงานไทยที่เคยเดินทางไปทำงานที่ ประเทศลิเบีย เข้าร้องเรียนเอ็นจีโอแรงงาน ขอความช่วยเหลือให้ช่วยติดตามความคืบหน้า จากกระทรวงแรงงาน จากกรณีที่ตัวแทนแรงงานได้ไปยืนคำร้องทุกข์ ต่อกองตรวจและคุ้มครองคนหางาน กระทรวงแรงงาน เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาแต่ยังไม่มีความคืบหน้า เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 54 ที่ผ่านมานายมานะ พึ่งกล่อม อายุ 44 ชาวจังหวัดขอนแก่น และนายบุญเริ่ม คงเนียม อายุ 41 ปีชาวจังหวัดพิษณุโลก ได้เดินทางมาที่สำนักงานของโครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย เพื่อขอความช่วยเหลือ ให้ทางโครงการฯ ช่วยติดตามความคืบหน้า จากกรณีที่พวกเขาได้ไปยื่นหนังสือร้องทุกข์ ไว้กับกองตรวจและคุ้มครองคนหางาน กระทรวงแรงงาน เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2554 ซึ่งปัจจุบัน ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ เลย ซึ่งพวกตนได้รับความเดือนร้อนอย่างมาก นายมานะ กล่าวว่า ตนและเพื่อนๆ ตกลงเดินทางไปทำงานที่ประเทศลิเบีย ผ่านบริษัทจัดหางานเงินและทอง พัฒนา จำกัด ส่งไปทำงานกับบริษัทแรนฮิลล์ (RANHOILL) โดยเสียเงินค่านายหน้าเป็นจำนวนมาก ซึ่งตนและเพื่อนบางคนต้องนำที่ดินไปจำนองเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายดังกล่าว แต่พอไปถึงกลับไม่ได้รับค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ตามที่ได้ตกลงกันไว้ และต้องเดินทางกลับประเทศไทย พร้อมๆ กับหนี้สิน ซึ่งที่ดินของตนก็ได้หลุดจำนองไปแล้ว ลูกเมีย ก็มาหนีไปอีก นอกจากนี้ นายมานะ ยังได้กล่าวอีกว่า จากการที่ตนออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมดังกล่าว ตนต้องมาถูกฟ้องร้อง จากบริษัทจัดหางานเงินและทองฯ ในข้อหาหมิ่นประมาท เป็นจำนวนเงินถึง 1 ล้านบาท สุธาสินี แก้วเหล็กไหล ผอ.โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทยกล่าวในเรื่องนี้ว่า เมื่อได้รับเรื่อง ก็ได้โทรติดต่อประสานงานไปยัง กองตรวจและคุ้มครองคนหางาน และได้รับคำตอบว่า "เนื่องจากมีคนงานที่มีปัญหาจากหลายบริษัท ที่มายืนคำร้อง ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนเรียกแต่ละบริษัทมาไกล่เกลี่ย" สุธาสินี กล่าวว่า จริงๆ แล้ว จะมาอ้างเหตุผลเช่นนี้ไม่ได้ เพราะตามระเบียบ เมื่อมีคนงานมาร้องทุกข์ กองตรวจฯ จะต้องสืบข้อเท็จจริงและออกคำสั่ง ว่าบริษัทจะต้องจ่ายตามข้อร้องเรียนของคนงานหรือไม่ ภายใน 30 วัน แล้วยังสามารถขยายได้อีกก 30 วัน รวมเป็น 60 วัน แต่นี่ก็เกินระยะเวลานั้นไปมากแล้ว กระทรวงแรงงานปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้ แต่จะต้องกระตือรือร้นมากกว่านี้ เพราะที่ผ่าน ปัญหาของคนงานก็คือขั้นตอนและระยะเวลาในกระบวนการยุติธรรมที่ยาวนาน มันเป็นสิ่งที่ฆ่าคนจน อุตสาหกรรมยานยนต์ดึงแรงงานอุตสาหกรรมอื่น กรุงเทพฯ 22 มิ.ย.- สถาบันยานยนต์คาดว่ายอดผลิตรถยนต์ของไทยปีนี้ จะกลับมาเท่ากับเป้าหมายเดิม 1.8 ล้านคัน ขณะที่โรงงานรถยนต์กำลังต้องการแรงงานเพิ่มขึ้นอีกเกือบ 1 หมื่นคน นายวัลลภ เตียศิริ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ กล่าวว่า ขณะนี้อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศฟื้นตัวกลับมาผลิตได้ตามปกติแล้ว แต่ยังไม่สามารถป้อนชิ้นส่วนได้เต็มที่ จึงยังไม่เปิดทำงานล่วงเวลาต้องรออีก 1-2 เดือน ล่าสุด ยอดผลิตในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่ผ่านมา ลดลงเพียง 50,000 คัน น้อยกว่าที่คาดไว้เดิม 150,000 คัน จึงมั่นใจว่ายอดผลิตรวมทั้งปีจะเป็นไปตามเป้าหมายเดิมที่ 1.8 ล้านคันได้ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ กล่าวว่า จะมีโรงงานผลิตรถยนต์ใหม่อีก 3 โรงงาน ได้แก่ โรงงานอีโคคาร์ของซูซูกิ และมิตซูบิชิ และโรงงานรถเก๋งซีดานของฟอร์ด กำลังการผลิตโรงงานละประมาณ 150,000 คัน และยังมีโรงงานชิ้นส่วนอีกค่ายละ 20 โรงงาน ที่จะเดินหน้าผลิตในช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า และต้องการแรงงานไม่น้อยกว่าแห่งละ 3,000 คน หรือรวมเกือบ 10,000 คน โดยร้อยละ 70 เป็นระดับปฏิบัติการ อีกร้อยละ 20 เป็นช่างและวิศวกร ที่เหลือเป็นแรงงานอื่น ๆ ซึ่งได้เริ่มทยอยรับสมัครพนักงานแล้ว และอาจมีแรงงานจากอุตสาหกรรมอื่นไหลเข้ามาทำงานในอุตสาหกรรมรถยนต์ ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ตามมา (สำนักข่าวไทย, 22-6-2554) แคนาดาอนุญาตให้คนไทย 19 คนที่เป็นเหยื่อค้ามนุษย์อยู่ต่ออีก 2 ปี ออตตาวา 22 มิ.ย.- คนงานเกษตรชาวไทย 19 คนที่ตกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ในแคนาดาได้รับอนุญาตให้พำนักอยู่เป็นการชั่ว คราวอีก 2 ปีเพื่อให้มีเวลายื่นขอพำนักอยู่ถาวร เว็บไซต์ซีบีซีของแคนาดาอ้าง เคธี โคลาร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านคนเข้าเมืองซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่มชาวไทยในการไต่สวนของคณะ กรรมการคนเข้าเมืองแคนาดาว่า คณะกรรมการมีคำตัดสินที่ให้ความเป็นธรรมแก่พวกเขา รวมไปถึงเหยื่อค้ามนุษย์ในอนาคตเพราะเป็นคำตัดสินที่จะใช้เป็นบรรทัดฐานต่อ ไป คนงานไทยกลุ่มนี้จ่ายเงินให้นายหน้าในไทยรายละ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 300,000 บาท) เพื่อนำมาทำงานในแคนาดา แต่กลับถูกนายจ้างยึดหนังสือเดินทางและทำงานหนักโดยไม่ได้ค่าแรง เธอเห็นว่า โครงการของรัฐบาลกลางที่รับชาวต่างชาติทำงานชั่วคราวมีข้อบกพร่องเพราะไม่มี หลักประกันคุ้มครองอย่างเพียงพอ เพราะทันทีที่คนงานไม่ทำงานให้นายจ้างแม้ว่ามีเหตุผลว่าถูกละเมิดก็จะถือว่า ละเมิดเงื่อนไขการพำนักอยู่ในแคนาดา จะถูกจำคุกหรือเนรเทศกลับประเทศ สตรีไทยคนหนึ่งเผยด้วยความยินดีว่า พวกเธอมีเวลาอีก 2 ปี เธอเดินทางมาแคนาดาเมื่อ 5 ปีก่อนหวังมีชีวิตที่ดีขึ้นแม้ต้องทิ้งบุตรสาวและมารดาไว้ที่เมืองไทยเพราะ นายหน้าบอกว่าจะได้เงินเดือน ๆ ละ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 60,000 บาท) ขณะนี้เธอและเพื่อนคนไทยได้ทำงานในฟาร์มย่านวินเซอร์ เธอหวังว่าจะสามารถพาบุตรสาวและมารดามาใช้ชีวิตร่วมกันที่แคนาดาต่อไป (สำนักข่าวไทย, 22-6-2554) พนักงานของ บ.ไวรัส สทิวดิโอ เรียกร้องให้จ่ายค่าเสียหายชดเชยเลิกจ้าง วันนี้ (22 มิ.ย.) กลุ่มอดีตพนักงานของบริษัท ไวรัส สทิวดิโอ จำกัด ได้ร่วมกันแถลงชี้แจงข้อกล่าวหาที่ทางบริษัท ไวรัส สทิวดิโอ จำกัด ได้ระบุในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยมีนายโกวิท เจริญรัชดาพันธุ์ , นายณัฐวุฒิ ทองใหม่ , นายนิมมาณ ทองลิ่ม เป็นตัวแทนกลุ่มอดีตพนักงาน ร่วมกันแถลงในครั้งนี้ "ขอเริ่มจากข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น เมื่อเวลาเช้าของวันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2554 กลุ่มอดีตพนักงานได้เดินทางเพื่อมาทำงานตามปกติ แต่พบว่าสำนักงานหรือสถานที่ทำงานซึ่งตั้งอยู่ในอาคารกรุงเทพธุรกิจ (BB อโศก) อยู่ในสภาพว่างเปล่า เหลือเพียงเศษขยะและของใช้ส่วนตัวบางส่วน เฟอร์นิเจอร์และคอมพิวเตอร์ทั้งหมดได้ถูกขนย้ายออกไป สำนักงานหรือสถานที่ทำงานจึงไม่อยู่ในสภาพที่จะทำงานได้ต่อไป" "อดีตพนักงานที่อยู่ในเหตุการณ์จึง ได้ร่วมประชุมเพื่อแบ่งหน้าที่เพื่อจัดการกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยพนักงานบางส่วนได้พยายามใช้โทรศัพท์ติดต่อผู้เกี่ยวข้อง ส่งเอสเอ็มเอส เอ็มเอ็มเอส เอ็มเอสเอ็นเข้าไปหา คุณรสรินทร์ บุญวัฒนพิสุทธิ์ ประธานกรรมการบริษัท กับอดีตกรรมการบริษัท นายอารียา มิลินธนาภา รวมถึงหัวหน้างานอื่นๆ แต่กลุ่มพนักงานก็ไม่สามารถติดต่อได้เลยตลอดทั้งวันไม่ว่าจะเป็นช่องทางใดๆ กลุ่มอดีตพนักงานจึงได้รอคำชี้แจงตอบกลับจากบริษัท" "ในระหว่างที่รอนั้นกลุ่มอดีตพนักงาน ได้ทำการถ่ายรูปและบันทึกวีดีโอไว้ รวมถึงเก็บของใช้ส่วนตัวที่อยู่ในสภาพดีหรืออยู่ในสภาพที่ซ่อมแซมได้ กลุ่มอดีตพนักงานบางคนยังพบว่าของใช้ส่วนตัวบางส่วนหายไป ในวันเดียวกันนั้นเวลาประมาณ 11.00 น. อดีตพนักงานบางส่วนได้ติดต่อสอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ของอาคารกรุงเทพธุรกิจ เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากนั้นมีเจ้าหน้าที่ของอาคารกรุงเทพธุรกิจขึ้นมาตรวจสอบพื้นที่ภายใน สำนักงาน" "เจ้าหน้าที่อาคารได้แจ้งให้กลุ่ม อดีตพนักงานได้ทราบว่า นายอารียา มิลินธนาภา ได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่อาคารกรุงเทพธุรกิจว่า ทางบริษัทฯ ขอคืนพื้นที่ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งจะปรับปรุงพื้นที่ใหม่ เนื่องจากบริษัทฯ ต้องการปรับลดกำลังคน จึงขอขนย้ายเฟอร์นิเจอร์เก่าออก เพื่อที่จะได้นำเฟอร์นิเจอร์ใหม่เข้ามาเปลี่ยน" "เมื่อได้ฟังคำชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ อาคารดังกล่าว ทำให้กลุ่มอดีตพนักงานรู้สึกสับสนมากยิ่งขึ้น เนื่องจากสภาพภายในสำนักงานขัดแย้งกับสิ่งที่ทางบริษัทฯ แจ้งกับทางอาคาร ซึ่งจากสภาพที่กลุ่มอดีตพนักงานพบเห็นนั้นปรากฏว่ามีการรื้อถอนประตู วงกบ ผ้าม่าน สายไฟและอื่นๆ ออกไปจากสำนักงาน" "ต่อมากลุ่มอดีตพนักงานจึงได้ปรึกษา หารือกับฝ่ายอาคาร ได้ข้อสรุปในเบื้องต้นว่า ทางฝ่ายอาคารก็ไม่สามารถติดต่อผู้รับผิดชอบได้เช่นเดียวกัน ทางอาคารจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ จำเป็นจะต้องระงับการจ่ายไฟฟ้า ปิดพื้นที่สำนักงานหรือสถานที่ทำงาน เพื่อให้ฝ่ายกฏหมายของอาคารกรุงเทพธุรกิจดำเนินการตามกฏหมายต่อไป" "ภายหลังฝ่ายอาคารปิดพื้นที่ของสำนัก งานหรือสถานที่ทำงาน กลุ่มอดีตพนักงานจึงตัดสินใจเดินทางไปที่กรมแรงงาน เพื่อแจ้งให้กรมแรงงานทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเจ้าหน้าที่กรมแรงงานได้แนะนำให้กลุ่มอดีตพนักงานทั้งหมดทราบถึงสิทธิ์ ทางกฏหมายของลูกจ้างและแนะนำแนวทางการดำเนินคดี หลังจากได้รับคำชี้แนะจากเจ้าหน้าที่ กลุ่มอดีตพนักงานได้นัดหมายเพื่อรวมตัวกันอีกครั้ง เพื่อไปแจ้งต่อเจ้าหน้าที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเขตพื้นที่ 8 ในวันถัดมา" "ในวันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2554 กลุ่มอดีตพนักงานจำนวน 28 คน ได้เดินทางไปร้องเรียนกับเจ้าหน้าที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเขต พื้นที่ 8 เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้เรียกบริษัทฯ ให้เข้ามาชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานต่อไป อย่างไรก็ตามกลุ่มอดีตพนักงานได้เดินทางไปยังสำนักงานเพื่อรอการติดต่อ จากบริษัทฯ ติดต่อกันทุกวัน จนกระทั่งได้รับทราบจากสื่อฯ ภายหลังจากบริษัทฯ เปิดแถลงการณ์ต่อสื่อมวลชนที่ได้รับเชิญเป็นการส่วนตัวเมื่อวันศุกร์ที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา" "บัดนี้กลุ่มอดีตพนักงานบางส่วนได้ ถอนเรื่องจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเขตพื้นที่ 8 แล้ว เพื่อนำเรื่องดังกล่าวดำเนินการทางกฏหมายด้วยตนเองต่อไป ทั้งนี้กลุ่มอดีตพนักงานบางส่วนที่ถอนเรื่องจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรง งานเขตพื้นที่ 8 ขอสงวนสิทธิ์ในการยื่นเรื่องดังกล่าวกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเขต พื้นที่ 8 ในโอกาสต่อไป" "จากข้อเท็จจริงที่กล่าวมาเบื้องต้น ประกอบกับหลักฐานพยานที่กลุ่มอดีตพนักงานได้เสนอในวันนี้ กลุ่มอดีตพนักงานของบริษัท ไวรัส สทิวดิโอ จำกัด จึงขอแสดงความเห็นว่าการกระทำดังกล่าวของบริษัทฯ ไมว่าจะเป็นการที่บริษัทออกมาแถลงการณ์เพียงฝ่ายเดียว บิดเบือนข้อเท็จจริง อันต่างออกไปจากหลักฐานที่กลุ่มอดีตพนักงานนำมาประกอบ ไม่เปิดโอกาสให้กลุ่มอดีตพนักงานได้ชี้แจงความบริสุทธิ์ของตนเอง ดำเนินการขนย้ายอุปกรณ์สำนักงานออกไปจากสถานที่ทำงานโดยไม่แจ้งให้กลุ่มอดีต พนักงานทราบล่วงหน้า อันเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของกลุ่มพนักงานบางคนเสียหาย สูญหาย ถูกทำลายจนไม่สามารถใช้งานต่อไปได้ จึงไม่เป็นธรรมต่อกลุ่มอดีตพนักงานอย่างยิ่ง รวมทั้งการกระทำที่ไม่คำนึงถึงมนุษยธรรม ศีลธรรม ตลอดจนมิได้เคารพยำเกรงต่อกฏหมายบ้านเมืองแต่อย่างใด" "ในสุดท้ายนี้ กลุ่มอดีตพนักงานจำเป็นต้องดำเนินคดีตามกฏหมายต่อผู้ที่เกี่ยวข้องให้ถึงที่ สุด เพื่อแสดงออกถึงความบริสุทธิ์ของกลุ่มอดีตพนักงานทุกคน ตลอดจนเป็นคุ้มครองสิทธิ์ตามกฏหมายคุ้มครองแรงงานและกฏหมายอื่นๆที่เกี่ยว ข้อง เพื่อความถูกต้องเป็นธรรมต่อไป โอกาสนี้กลุ่มอดีตพนักงานขอกราบขอบพระคุณสื่อมวลชนทุกท่าน ที่เปิดโอกาสให้เราได้แสดงข้อเท็จจริงตามเหตุการณ์ ขอกราบขอบคุณพี่น้องประชาชนผู้ใช้บริการ นักวิชาการ นักศึกษา ที่ให้การสนับสนุนให้กำลังใจ อันเป็นแรงผลักดันอย่างดีตลอดมา ขอบพระคุณครับ" ทั้งนี้ ภายหลังการอ่านแถลงการณ์ ตัวแทนกลุ่มอดีตพนักงานได้ระบุว่า แถลงการณ์ของบริษัท ไวรัส สทิวดิโอ จำกัด ส่งผลกระทบเชิงลบต่อกลุ่มอดีตพนักงานในหลายด้าน จึงจำเป็นจะต้องชี้แจงตอบโต้ข้อกล่าวหาของ น.ส.รสรินทร์ บุญวัฒนพิสุทธิ์ ในแต่ละประเด็นที่ถูกกล่าวหา ประเด็นที่ น.ส.รสรินทร์ กล่าวว่า จะมาประกาศให้พนักงานทุกคนทราบถึงเรื่องที่บริษัทได้มีการย้าย พร้อมกับเปิดบริษัทฯให้พนักงานทุกคนเข้ามาเก็บของ ทางกลุ่มอดีตพนักงานได้ชี้แจงว่า ความจริงแล้วสำนักงานไม่ได้ถูกเปิดไว้โดยเจ้าของบริษัทฯ เนื่องจากประตูได้ถูกรื้อถอนไปแล้ว เหลือเพียงประตูด้านนอกของอาคารเท่านั้น ซึ่งตรงนี้ก็เท่ากับว่าไม่ได้มีการล็อคอะไรอยู่แล้ว ประเด็นที่ น.ส.รสรินทร์ กล่าวว่า มีคนในสำนักงาน ณ เวลานั้นโทรแจ้งไปว่า กลุ่มอดีตพนักงานอยู่ในอารมณ์รุนแรง ไม่ควรเข้ามาพบ เพราะอาจจะเกิดอะไรขึ้นก็ได้นั้น ทางกลุ่มอดีตพนักงานได้ชี้แจงว่า ได้มีการติดต่อไปหา น.ส.รสรินทร์ ทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้ ก็ไม่สามารถติดต่อได้ ตรงนี้ก็ไม่รู้ว่าใครติดต่อเข้าไป เพราะไม่มีใครสามารถติดต่อผู้บริหารได้เลย "ถ้าดูจากคลิปวีดีโอก็จะเห็นได้ว่า กลุ่มอดีตพนักงานจะตลกโปกฮาไปเรื่อย ไม่ได้อยู่ในภาวะอารมณ์เสียอะไร ก็พยายามจะโทรศัพท์ไปหาทั้งตัวเจ้าของ ทั้งตัวเลขาฯ หัวหน้างานแผนกอื่นๆ ที่พอจะมีเบอร์โทรศัพท์กันอยู่ จากวีดีโอคลิปจะเห็นว่าแม้กระทั่งวงกบก็เอาไปด้วย ที่บอกว่าเปิดไว้ก็เปิดไว้จริงๆละครับ ไม่มีประตูเหลือกั้นไว้" ตัวแทนกลุ่มอดีตพนักงาน กล่าว ประเด็นที่ น.ส.รสรินทร์ กล่าวว่า ได้รับทราบถึงการปล่อยคลิปวีดีโอเหตุการณ์ดังกล่าวในวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา ทางกลุ่มอดีตพนักงานได้ชี้แจงว่า คลิปวีดีโอดังกล่าวได้ถูกปล่อยไปในเช้าวันอังคารที่ 7 มิถุนายน ซึ่งขัดแย้งกับแถลงการณ์ของบริษัทฯ ที่บอกว่าเห็นคลิปวีดีโอในวันจันทร์ จึงระงับการส่งเอกสารแจ้งแก่พนักงาน ประเด็นเรื่องการสูญหายของทรัพย์สิน พนักงาน ทางกลุ่มอดีตพนักงานชี้แจงว่า ได้มีการแจ้งความไว้แล้วที่ สน.ทองหล่อ ตรงนี้ก็จะมอบให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการต่อไป มีหลักฐานเป็นบันทึกจากกล้องวีดีโอวงจรปิดของทางอาคาร ประเด็นที่ น.ส.รสรินทร์ กล่าวว่า ต้องย้ายโดยไม่แจ้งเพราะหวั่นเกรงการทำลาย ขนย้าย ขโมยข้อมูลบริษัทฯ ทางกลุ่มอดีตพนักงานชี้แจงว่า ปกติบริษัทฯจะทำการแบ็คอัพสำรองข้อมูลไว้อยู่แล้ว ด้วยพื้นฐานของธุรกิจไอทีจะต้องมีการแบ็คอัพอยู่แล้ว ต่อให้เป็นกรณีที่พนักงานบ้าคลั่งถึงขนาดทำลายข้อมูล บริษัทฯก็ยังจะมีข้อมูลที่สำรองไว้อยู่ดี จึงไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่ที่อ้างเหตุนี้ ส่วนกรณีที่พนักงานจะก็อปปี้ข้อมูล ต้องบอกว่างานตรงนี้เกิดจากมันสมอง ส่วนที่จะก็อปปี้มันไม่สำคัญ มันสำคัญที่สติปัญญาของพนักงาน เพราะมีฝีมือติดตัวอยู่แล้ว ไม่จำเป็นจะต้องก็อปปี้อะไรไป พนักงานสามารถสร้างสรรค์งานดีๆออกมาได้เสมอ นอกจากนี้บริษัทฯก็ทำการป้องกันข้อมูลไว้อยู่แล้ว พนักงานไม่สามารถเอาข้อมูลไปได้ แถมในกลุ่มพนักงานที่ถูกเลิกจ้างยังมีแม่บ้านรวมอยู่ด้วย ก็ไม่เข้าใจว่าแม่บ้านจะเกี่ยวข้องกับเรื่องขโมยข้อมูลได้อย่างไร ประเด็นที่ น.ส.รสรินทร์ กล่าวว่า ได้แจ้งการย้ายต่อฝ่ายอาคารล่วงหน้า 1 เดือนและไม่ได้ค้างชำระ ทางกลุ่มอดีตพนักงานชี้แจงว่า ได้ไปสอบถามกับทางอาคารกรุงเทพธุรกิจ พบว่ามีการแจ้งล่วงหน้าเพียง 1 สัปดาห์ว่าจะเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ แต่กลับขนย้ายทรัพย์สินออกไป ทำให้ทางอาคารเสียประโยชน์ ล่าสุดก่อนหน้าการแถลงครั้งนี้ไม่กี่นาที กลุ่มอดีตพนักงานได้เช็คกับทางอาคารกรุงเทพธุรกิจ ก็ได้รับแจ้งว่าทางบริษัทฯ ยังไม่ได้ชำระเงินกับทางอาคาร พร้อมกับได้ขอสำเนาใบแจ้งหนี้ที่ทางอาคารได้ออกให้กับบริษัทฯ ตัวแทนกลุ่มอดีตพนักงานระบุว่า ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาก่อนเกิดเหตุ มีการออกใบเตือนให้กับพนักงานหลายคน โดยที่เป็นการเตือนย้อนหลังชนิดที่ว่า "คุณมาสายเมื่อปีที่แล้ว" ใบเตือนลักษณะนี้กลุ่มอดีตพนักงานได้รับกันเกือบทุกคน มีการสร้างเงื่อนไขให้พนักงานได้รับใบเตือนแบบนี้คนละ 2 ใบเกือบทุกคน ตัวแทนกลุ่มอดีตพนักงานระบุว่า ต้องการให้ทางบริษัท ไวรัส สทิวดิโอ จำกัด จ่ายค่าเสียหายชดเชยให้แก่กลุ่มอดีตพนักงานที่ถูกเลิกจ้างทั้งหมดให้ถูกต้อง ตามกฏหมาย ตามสิทธิ์ที่กฏหมายกำหนดไว้ (ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 22-6-2554) สรท.เล็งขอบีโอไอผ่อนผันข้อห้ามใช้แรงงานต่างด้าว นายไพบูลย์ พลสุวรรณา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า ประกาศของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่ให้ผู้ประกอบการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนต้องยกเลิกการใช้แรงงาน ต่างด้าวไร้ฝีมือภายใน 6 เดือน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 24 พฤศจิกายน 2554 กำลังสร้างปัญหาให้แก่ผู้ประกอบการ ทำให้ไม่สามารถจัดหาแรงงานในระดับต้นทุนที่เหมาะสมและเกิดปัญหาขาดแคลนแรง งานอย่างมาก ดังนั้น สรท.จึงเตรียมหารือกับบีโอไอเพื่อยื่นข้อเสนอ สำหรับข้อเสนอดังกล่าว ได้แก่ 1.เพื่อป้องกันการปิดตัวของโครงการต่างๆ ที่เข้ามาลงทุน ควรให้มีการผ่อนผันการห้ามใช้แรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือออกไป โดยให้ออกเป็นประกาศอย่างชัดเจนอีกครั้ง 2.ควรปรับปรุงหลักเกณฑ์อนุญาตให้ใช้แรงงานต่างด้าวตามประกาศ ป./2553 เพื่อให้โครงการที่ได้รับการส่งเสริมทั้งหมด สามารถว่าจ้างแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือได้อย่างเท่าเทียมกัน 3.ควรอนุญาตให้โครงการที่ได้รับการส่งเสริมสามารถว่าจ้างแรงงานต่างด้าวไร้ ฝีมือ ซึ่ง "ถูกต้องตามกฎหมาย" และมีจำนวนไม่เกิน 15% ของแรงงานทั้งหมดในโครงการ "จากสภาพการณ์ในปัจจุบันแรงงานไทย ส่วนใหญ่ย้ายไปสู่ภาคการเกษตร ธุรกิจบริการ ประกอบอาชีพอิสระ และเลือกงานมากขึ้น ดังนั้น การใช้แรงงานต่างด้าวจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นหากต้องการให้ภาคการส่งออกของไทย ยังเป็นกำลังหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ" นายไพบูลย์กล่าว (คมชัดลึก, 23-6-2554) ก.แรงงานแก้กฎหมาย 3 ฉบับ ชี้ควรปรับขึ้นเงินเดือนให้สูงขึ้นสกัดสมองไหล ที่กระทรวงแรงงาน นายสิงหเดช ชูอำนาจ ผอ.สำนักประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวหลังประชุมคณะทำงานจัดทำแผนการทบทวนและแก้ไขปรับปรุงกฎหมายและกฎ ระเบียบของกระทรวงแรงงานที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือเสรี 7 สาขาวิชาชีพ ว่า ที่ประชุมมีมติให้ปรับปรุงกฎหมาย 3 ฉบับ ได้แก่ 1.พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 2.ร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน ฉบับที่ .... และ 3.พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 เนื่องจากกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ มีบทบัญญัติบางประการที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งเกรงว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีอาเซียนปี 2558 ใน 7 สาขาวิชาชีพ ประกอบด้วย แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล สถาปนิก วิศวกร ช่างสำรวจ และนักบัญชี เพื่อให้แรงงานกลุ่มเหล่านี้สามารถเข้ามาทำงานในประเทศไทยและจัดตั้งสหภาพ แรงงานได้ ซึ่งขณะนี้ร่างแก้ไขกฎหมายทั้ง 3 ฉบับอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา หากพิจารณาแล้วเสร็จทางกระทรวงแรงงานจะเสนอต่อรัฐบาลใหม่เพื่อผลักดันเข้า สู่สภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ต่อไป นายสิงหเดช กล่าวอีกว่า ในที่ประชุมตัวแทนสมาคมวิชาชีพทั้ง 7 สาขา ได้แสดงความเป็นห่วงในเรื่องเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพ เนื่องจากมาตรฐานแต่ละประเทศไม่เท่ากัน จึงเห็นว่าควรจัดทำเกณฑ์มาตรฐานกลางของแต่ละวิชาชีพในระดับอาเซียน เพื่อนำมาใช้ประเมินแรงงานอาเซียนซึ่งจะทำให้แรงงานไทยและต่างชาติเข้าสู่ มาตรฐานเดียวกัน รวมทั้งในเรื่องค่าตอบแทนในแต่ละประเทศจะมีอัตราที่ไม่เทากัน หากประเทศไหนให้ค่าตอบแทนสูง เกรงว่าแรงงานจะทะลักเข้าไปประเทศนั้นมากขึ้น ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบให้แต่ละสมาคมวิชาชีพไปศึกษาข้อมูลจำนวนประชากร รวมถึงสัดส่วนของประชากรต่อจำนวนผู้ประกอบวิชาชีพทั้ง 7 สาขา ของแต่ละประเทศในอาเซียน เพื่อวางแผนกำหนดสัดส่วนการเปิดรับและไหลออกของแรงงานแต่ละสาขาให้สอดคล้อง กับอุปสงค์และอุปทานของแต่ละประเทศ จะได้ไม่เกิดปัญหาขาดแคลนบุคลากร "ปัจจุบันแรงงานไทยในหลายสาขาวิชาชีพ เช่น แพทย์ พยาบาล มีการไหลออกไปทำงานต่างประเทศกันอยู่แล้ว ซึ่งเป็นไปตามแหล่งทุนและความขาดแคลนของประเทศนั้นๆ ดังนั้น เมื่อเปิดประชาคมอาเซียน ประเทศไทยก็ต้องเตรียมความพร้อมรับมือแรงงานไทยที่จะไหลออกไปนอกประเทศเพิ่ม ขึ้น เช่น รัฐบาลควรเพิ่มค่าตอบแทนสูงขึ้นและเปิดช่องให้มีการหารายได้เสริม อาทิ ปรับเงินเดือนแพทย์ พยาบาลให้สูงขึ้นและให้แพทย์สามารถเปิดคลินิกได้ ทั้งนี้ ปัญหาเหล่านี้จะมีการนำไปหารือในเวทีอาเซียนอีกครั้ง"นายสิงหเดช กล่าว นายสิงหเดช กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ประเทศไทยได้เตรียมความพร้อมไปพอสมควรซึ่งค่อนข้างล้ำหน้าไปกว่า ประเทศอื่นๆ ดังนั้น ในที่ประชุมจึงได้ตั้งข้อสังเกตว่าประเทศไทยควรจะสงวนท่าทีในเรื่องนี้ และคอยจับตาดูว่าประเทศอื่นๆ มีการเตรียมความพร้อมอย่างไร (แนวหน้า, 23-6-2554) ก.แรงงานขอความร่วมมือนายจ้างให้ลูกจ้างเลือกตั้ง นายสมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ตามที่พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2554 กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการเลือกตั้งทั่วไป ในวันอาทิตย์ ที่ 3 กรกฎาคม 2554 และกรรมการการเลือกตั้ง กำหนดให้ วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน 2554 เป็นวันลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า ณ ที่เลือกตั้งกลาง (ทั้งในเขตเลือกตั้ง และนอกเขตจังหวัด) กระทรวงแรงงานจึงขอความร่วมมือ นายจ้าง สถานประกอบการอนุญาตให้ลูกจ้าง ที่ทำงานอยู่ในสถานประกอบกิจการ เดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยไม่ถือเป็นวันลาหรือวัน หยุด และตามกฎหมายการเลือกตั้งได้บัญญัติไว้ว่า ผู้บังคับบัญชาหรือนายจ้างผู้ใดขัดขวางหน่วงเหนี่ยว หรือไม่ให้ความสะดวก ต่อการไปใช้สิทธิเลือกตั้งของลูกจ้าง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับจังหวัดพะเยาหน่วยลงคะแนนเลือก ตั้งล่วงหน้า ณ ที่เลือกตั้งกลางนอกเขตจังหวัด คือที่ศาลาประชาคมจังหวัดพะเยา ส่วนหน่วยลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง มีอยู่ 3 แห่ง คือ เขต 1 ที่ หอประชุมโรงเรียนพะเยาพิทยาคม , เขต 2 ที่หอประชุมวิทยาลัยการอาชีอำเภอเชียงคำ , และเขต 3 ที่หอประชุมอำเภอดอกคำใต้ (สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์, 25-6-2554) โพลล์ลูกจ้างชอบนโยบายแรงงาน แต่เชื่อทำได้ยาก-วอนรัฐบาลใหม่เพิ่มสิทธิประกันสังคม จ็อบสตรีดอทคอม หนึ่งในเว็บไซต์จัดหางานและมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการส่งเสริมความก้าว หน้าด้านอาชีพ โดนใจที่สุด" โดยสำรวจจากพนักงานกลุ่มบริษัทเอกชนจำนวน 1,700 คน อายุ 18-50 ปี จากการสำรวจพบว่าคนทำงานกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งครั้งนี้ โดย 98% ระบุว่าจะออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ทั้งนี้ 73% ทราบว่าแต่ละพรรคมีนโยบายด้านแรงงาน แต่ในจำนวนนั้นมีเพียง 60% เท่านั้นที่ทราบรายละเอียดของนโยบาย นโยบายด้านแรงงานที่นำมาสำรวจความคิด เห็นในครั้งนี้ ได้แก่ นโยบายการปรับค่าแรงขั้นต่ำภายใน 2 ปี, นโยบายเพิ่มค่าแรงเป็น 300 บาททันที, การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำสูงสุดถึง 350 บาทต่อวันภายใน 3 ปี, รับประกันเงินเดือนวุฒิปริญญาตรี ไม่ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท, การพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน, การขยายประกันสังคมสำหรับเกษตรกรและแรงงานนอกระบบ, การแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าว, การสร้างงานในภูมิลำเนาให้ภาคเกษตรกรรม, การจัดตั้งกองทุนจ้างงาน 1 ล้านตำแหน่ง, การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับแรงงานที่เพิ่งเริ่มทำงาน, การสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับแรงงานที่ต้องการมีบ้าน และคูปองสุขภาพ 5,000 บาท สำหรับผู้ใช้แรงงานปีละ 1 ใบ นอกจากนี้ ผลการสำรวจพบว่า นโยบายที่มีผู้ชื่นชอบที่สุดคือเรื่องการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไป ชอบนโยบายนี้ถึง 100% แม้จะชอบนโยบายแต่ส่วนใหญ่เชื่อว่านโยบายเหล่านั้นเป็นไปได้ยากโดยนโยบายที่ คิดว่าเป็นไปไม่ได้มากที่สุดคือ การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาททันที มีผู้โหวตว่าเป็นไปไม่ได้ถึง 44.9% รองลงมาคือนโยบายการรับประกันเงินเดือนขั้นต่ำผู้จบปริญญาตรีที่ 1.5 หมื่นบาท 38.7% และนโยบายการเพิ่งค่าแรงขั้นต่ำสูงสุดถึง 350 บาทต่อวันภายใน 3 ปี 36.8% ตามลำดับ ส่วนนโยบายปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 25% ภายในสองปีมีความเป็นไปได้ 51.4% สำหรับนโยบายมีความเป็นไปได้สูงสุด คือนโยบายการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน, นโยบายการขยายประกันสังคมสำหรับเกษตรและแรงงานนอกระบบ และนโยบายการสร้างงานในภูมิให้เกษตรกรรม ส่วนสิ่งที่คนทำงานอยากได้อะไรจากรัฐบาลชุดใหม่มากที่สุด พบว่า 81.4% อยากให้รัฐบาลดูแลเรื่องการเพิ่มสิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคม รองลงมา 78.6% อยากได้ค่าแรงหรือฐานเงินเดือนเพิ่ม และอันดับสาม 73.4% อยากได้สวัสดิการด้านการศึกษาเพื่อจะได้ประก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง