ข่าวสารประชาชนรอบสัปดาห์ (10-17 เม.ย.54)
สุรินทร์ประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้งแล้ว 17 อำเภอ 17 เม.ย.54 นายอำนวย จันทรัฐ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสุรินทร์ เปิดเผยว่า เนื่องจากสภาพความแห้งแล้งและปริมาณฝนตกไม่เพียงพอ เป็นเหตุให้เกิดภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ โดยจังหวัดสุรินทร์ได้ประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้งครอบคลุมทั้ง 17 อำเภอ 157 ตำบล 2,041 หมู่บ้าน หรือร้อยละ 96.27 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 625,419 คน จำนวน 222,614 ครัวเรือน หรือร้อยละ 68.80 ของครัวเรือนทั้งจังหวัด ส่วนใหญ่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำดื่มสะอาด ส่วนน้ำใช้ในครัวเรือนและน้ำเพื่อการเกษตรยังไม่ประสบความเดือดร้อนรุนแรงมากนัก ทั้งนี้ จังหวัดสุรินทร์ มีเกษตรกรที่เพาะปลูกพืชหน้าแล้ง จำนวน 26,862 ราย รวมเนื้อที่เพาะปลูกทั้งหมด 167,741 ไร่ แยกเป็น ข้าวนาปรัง 141,571 ไร่ พืชไร่ 17,495 ไร่ พืชผัก 8,369 ไร่โดยมีพื้นที่การเกษตรที่ได้ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าวนาปรัง 141,876 ไร่ มีพื้นที่ข้าวนาปรังประสบภัยแล้งแล้วประมาณ 11,350 ไร่ เกษตรกรเดือดร้อน 1,024 ราย ในพื้นที่อำเภอชุมพลบุรี ท่าตูมและรัตนบุรี ส่วนด้านปศุสัตว์และด้านประมงยังไม่มีเกษตรกรได้รับความเดือดร้อนจากภัยแล้ง ที่มา: http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9540000047210&utm_source=twitterfeed color: #e36c0a; font-size: 10pt">เครือข่ายองค์กรชุมชนระดมทุนช่วยน้ำท่วมใต้ 17 เม.ย.54 นายพรมมา สุวรรณศรี ตัวแทนคณะประสานงานองค์กรชุมชนภาคกลางตอนบนและตะวันตกเปิดเผยว่า หลังจากที่เกิดอุทกภัยและดินถล่มในพื้นที่ภาคใต้เครือข่ายองค์กรชุมชนทั้งสี่ภาคได้ร่วมกันระดมทุนและจัดซื้อข้าวสารเบื้องต้นจำนวน 5 ตัน น้ำดื่มเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มจัดส่งเพื่อบรรเทาทุกข์แก่พี่น้องผู้ประสบภัยในพื้นที่จังหวัดกระบี่และสุราษฏร์ธานีโดยใช้ชุดประสบการณ์จากชุมชนซึ่งประสบภัยพิบัติก่อนหน้านี้มาช่วยแก้ไขปัญหาและใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลสร้างเครือข่ายในพื้นที่ประสบภัยให้เชื่อมโยงกับเครือข่ายองค์กรชุมชนทั่วประเทศเพื่อให้เกิดการจัดการแก้ไขปัญหาในพื้นที่โดยชุมชนท้องถิ่นเอง นายสยาม นนท์คำจันทร์ ผู้จัดการสำนักงานปฏิบัติการภาคกลางตอนบนและตะวันตกสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหรือ พอช. กล่าวว่าการระดมความช่วยเหลือเพื่อพี่น้องผู้ประสบภัยภาคใต้เป็นการรวมน้ำใจในระยะเร่งด่วนซึ่งในระยะต่อไปเครือข่ายองค์กรชุมชนภาคกลางตอนบนและตะวันตกจะวางแผนร่วมกับช่างชุมชนตามโครงการบ้านมั่นคงในการร่วมแรงลงพื้นที่ภาคใต้เพื่อช่วยกันซ่อมสร้างที่อยู่อาศัยที่เสียหายซึ่งหลังเทศกาลสงกรานต์จะดำเนินการทันที ที่มา: http://www.komchadluek.net/detail/20110417/94862/เครือข่ายองค์กรชุมชนระดมความช่วยน้ำท่วมใต้.html เมืองพัทยาดัน "รถไฟฟ้ารางเดี่ยว" อีกรอบ มั่นใจมีข้อดีมากกว่าเสีย 17 เม.ย.54 เมืองพัทยายันนโยบายพัฒนาเมืองสู่ความเป็นอินเตอร์ ต้องมีรถไฟฟ้ารางเดี่ยว เตรียมนัดประชุมใหม่หารือแนวทางการดำเนินโครงการต้น มิ.ย. ชี้ข้อดีมากกว่าเสีย ส่วนที่ประชาชนคัดค้านเป็นเพราะไม่เข้าใจเนื้อหาของโครงการที่ชัดเจนเท่านั้น จากกรณีที่เมืองพัทยาได้ริเริ่มแนวคิดในการจัดทำโครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยว หรือ โมโนเรล ซึ่งถือเป็นโครงการที่นายอิทธิพล คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา ได้ทำสัญญาประชาคมและชี้แจงไว้แก่ประชาชนในช่วงของการหาเสียงเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ตามแผนงาน 1 ใน 14 นโยบายเร่งด่วนที่เมืองพัทยาจะจัดทำขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจร พัฒนาระบบขนส่งมวลชน และสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ ได้ว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ประกอบด้วย บ.โชติจินดา มูเชล คอนซัลแตนท์ จำกัด และ บ.เทสโก้ จำ กัด เข้ามาศึกษา วิเคราะห์ปัญหาด้านการจราจรและระบบขนส่งมวลชนทั้งปัจจุบันและอนาคต เพื่อจัดทำแผนแม่บทระบบรถไฟฟ้ารอบเมืองพัทยาที่มีความยาวไม่น้อยกว่า 25 กิโลเมตร ซึ่งปัจจุบันได้มีการนำเสนอโครงการนำร่องที่มีระยะทางไม่น้อยกว่า 6 กิโลเมตร โดยมีเส้นทางหลักอยู่บนถนนพัทยาสาย 2 ทั้งนี้ จะไม่มีการเวนคืนที่ดิน และหากดำเนินการแล้วเสร็จก็คงจะทำให้การเดินทางสะดวกยิ่งขึ้น แต่พบว่าที่ผ่านมามีประชาชนบางส่วนคัดค้านเกี่ยวกับการดำเนินโครงการดังกล่าวนั้น กรณีดังกล่าว ดร.พิษณุ พะลายานนท์ ประธานที่ปรึกษากลุ่มยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองท่องเที่ยวน่าอยู่เมืองพัทยา กลุ่มที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มแนวคิดดังกล่าวเปิดเผยว่าในวันที่ 3 มิ.ย. เมืองพัทยาจะเรียกประชุมคณะกรรมการในกลุ่มยุทธศาสตร์ ตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับโครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยว หรือ โมโนเรล มาเข้าร่วมทำการหารือใหม่อีกครั้ง เพื่อกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์การจัดทำโครงการที่ชัดเจน ขอยืนยันว่า โครงการดังกล่าวถือเป็นนโยบายสำคัญของเมืองพัทยาที่มีเจตนารมณ์ในการพัฒนาเมืองพัทยาไปสู่ความเป็นนานาชาติ รวมทั้งยังเป็นการแก้ไขปัญหาระบบขนส่งมวลชนและการจราจรในพื้นที่อีกด้วย อย่างไรก็ตาม การจัดทำโครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยว สิ่งสำคัญคือเรื่องของการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งได้ดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว ส่วนที่ก่อนหน้านี้ในการระดมความคิดเห็นจากประชาชน และที่มีการคัดค้านจากคนบางกลุ่ม เมืองพัทยาไม่ได้รู้สึกหนักใจอะไร เพราะทุกขั้นตอนทำเพื่อประโยชน์ในภาพรวม และที่คัดค้านก็คงเป็นเพราะประชาชนเหล่านั้นยังคงขาดความเข้าใจในภาพรวมของโครงการมากกว่า โดยเฉพาะพื้นที่การจัดสร้างโครงการนั้นแต่เดิมมีแผนการลงทุนบริเวณตามแนวถนนสายชายหาด แต่พบว่าอาจมีปัญหาเรื่องของสิ่งแวดล้อมและการบดบังสภาพภูมิทัศน์ จึงเปลี่ยนย้ายโครงการมายังบริเวณถนนพัทยาสาย 2 ซึ่งไม่มีการกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่ และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งบดบังสภาพภูมิทัศน์แต่อย่างใด อีกทั้งพื้นที่ตามแนวถนนเส้นนี้ก็มีความเหมาะสมทั้งเป็นแหล่งการค้าการลงทุน และนักท่องเที่ยวจำนวนมากจึงน่าจะเหมาะสม ที่มา: https://www.facebook.com/l.php?u=http%3A%2F%2Fwww.manager.co.th%2FLocal%2FViewNews.aspx%3FNewsID%3D9540000047128 COLOR: #E36C0A; FONT-SIZE: 10PT">พายุฤดูร้อนถล่ม 2 อำเภอเมืองน่านพังยับ-บ้านเรือน ปชช.เสียหายกว่า 50 หลัง 17 เม.ย.54 รายงานข่าวจากจังหวัดน่านแจ้งว่า ได้เกิดพายุฤดูร้อนพัดกระหน่ำอย่างรุนแรงในพื้นที่อำเภอเมือง และอำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน นานกว่า 1 ชั่วโมง เมื่อคืนที่ผ่านมา (16 เม.ย.) ซึ่งเบื้องต้นสำรวจพบว่าพายุได้สร้างความเสียหายที่บ้านดอนน้ำครก ,บ้านวุฒิมาราม,บ้านธงหลวง ตำบลกองควาย อำเภอเมือง ประมาณ 30 หลังคาเรือน และที่บ้านน้ำลัด ,บ้านสบแก่น ตำบลนาปรัง อำเภอภูเพียง กว่า 20 หลังคาเรือน ความรุนแรงของพายุทำให้บ้านเรือน ยุ้งฉางข้าว ชาวบ้านเสียหาย แรงลมได้ปะทะกระจกหน้าต่างแตกเสียหาย ฝ้าเพดานหลุดออกจากที่ยึด หลังคาบ้านถูกพายุพัดปลิวหายไปทั้งแถบ บ้านหลายหลังถูกต้นไม้หักโค่นทับ นอกจากนี้แรงลมยังพัดต้นไม้ใหญ่หักโค่นพาดสายไฟฟ้า ส่งผลให้ไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้าง อ่านต่อที่ http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9540000047054 รัฐเมิน สอบฟันแปลงท่าเรือประมง ขู่เดินหน้าต่อ 17 เม.ย.54 ประมงขู่ลุยต่อไม่พอใจรัฐเมิน สอบฟันแปลงท่าเรือประมง-พืชผลเกษตร -ทำท่าค้าถ่านหิน-ก่อมลพิษ เผยครบ 1 เดือน - ป้ายต้านถ่านหินกระจายนับหมื่นแผ่น ทั่วตำบลริมฝั่ง ปูดพบเรือยังลอบล่องขนจำหน่าย คืบหน้าปัญหาแตกแยกจากผลกระทบมลภาวะ ท่าเรือถ่านหินริมฝั่งน้ำ ระหว่างรัฐกับชุมชน หลังกรณี 8 กลุ่มองค์กรเกษตร ชาวบ้านริมฝั่งท่าจีน และสมาคมประมงสมุทรสาคร และชาวบ้านรวมตัวออกประท้วงขับไล่กลุ่มทุนประกอบการจำหน่ายถ่านหิน (ริมท่าจีน) เหตุทำลายธรรมชาติสิ่งแวดล้อม เย้ยกฎหมายทำแหล่งน้ำหลายสายมีปัญหาเสื่อมโทรม กระทั่ง ที่สุด นาย จุลภัทร แสงจันทร์ ผวจ.สมุทรสาคร สั่งคณะกรรมการให้ตรวจสอบเร่งด่วนรายงานผลใน15 วัน ประกอบด้วย 1.ท่าเรือบริษัทเสริมสิน ผลิตภัณฑ์ปลา จำกัด , ท่าเรือบริษัทรุ่งเจริญผล จำกัด , ท่าเรือขนส่งเซ็นจูรี่ ริมฝั่งท่าจีน บ.เทคนิคทีม จำกัด (มหาชน) และ บริษัทยูนิค ไมนิ่ง จก.(มหาชน) ซึ่งถูนำไปแปลงเป็นท่าเรือจำหน่ายถ่านหิน ทั้งนี้ผ่านมาครบ 1 เดือน (คำสั่ง 14 มี.ค.) ขณะนี้ยังไม่มีรายงานต่อชาวบ้านผู้เรียกร้อง ส่งผลให้ล่าสุดพบป้ายประกาศต่อต้านถ่านหินกระจายทั่วเมืองกว่าหมื่นชิ้น นาย กำจร มงคลตรีลักษณ์ นายกสมาคมประมง จ.สมุทรสาคร ในฐานะเรียกหารือ (ที่สมาคมประมงสมุทรสาคร) ระหว่างแกนนำกลุ่มโดยมีนายศรัญย์ณัฐ ประมงทรัพย์ ที่ปรึกษาสมาคมฯ พร้อมสมาชิกเกษตรกรชายฝั่ง และชาวสวน หลังได้ร่วมประชุมหารือขอมติกระทั่ง ว่า จะได้ออกเดินหน้าติดตามเรื่องประท้วงร้องเรียนเรื่องดังกล่าว เนื่องจากไม่พอใจที่เห็นว่าทางเจ้าหน้าที่ไม่ให้ความสนใจและไขความกระจ่าง นายศรัญย์ณัฐ กล่าวว่า ติดช่วงสงกรานต์เลยดูสถานการณ์ไปพักหนึ่ง ซึ่งจะออกขับเคลื่อน เรื่องร้องเรียนสอบท่าเรือ ปล่อยจำหน่ายถ่านหินริมฝั่ง อย่างไรก็ตามทราบว่า ยังมีเรือถ่ายหินแอบลักลอบล่องขนเข้ามาจากนอกประเทศอยู่ ขณะที่ผู้ประท้วงต่างวิตก จึงพากันลงขัน ก่อนผลิตป้าย และใบปลิวออกปักกระจายทั่วพื้นที่ตำบลริมชายฝั่ง ถนนหนทาง และบ้านเรือน ซึ่งปิดป้ายไปกว่า 20 , 000 แผ่นแล้ว อย่างไรก็ตามยืนยันว่าหลังเกิดปัญหาผลกระทบวิถีชีวิตชาวบ้าน จนหลายรวมตัวประท้วง เช่น น้ำเสียและมลภวาะเป็นพิษ แต่ดูเหมือนเจ้าหน้าที่จะเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มประกอบการดังกล่าว ซึ่งตรงกันข้ามกับตัวแทนได้เรียกร้อง ให้ยึดกฎเหล็กของนาย จุลภัทร แสงจันทร์ ผวจ.ที่เซ็นคำสั่ง ให้ตรวจสอบ เช่น ฐานกฎหมาย และประกาศกระทรวง รวมถึงระเบียบทางราชการของท่าเรือเคร่งครัด ทั้งที่จริงบางแห่งยังลักลอบขนถ่านหินกันอยู่ ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com ชาวสวนปาล์มสุราษฎร์ประท้วงโรงงานไม่ซื้อปาล์มในราคาที่กำหนด 16 เม.ย.54 ชาวสวนปาล์มอำเภอพระแสงจังหวัดสุราษฎร์ธานีกว่า 300 คนประท้วงโรงงานไม่รับซื้อราคาผลผลิตปาล์มน้ำมันตามราคาที่ทางการกำหนดหลังจากใช้เวลากว่า 6 ชั่วโมงจึงตกลงกันได้ โดยทางโรงงานจะเริ่มรับซื้อในราคาที่กำหนดในวันจันทร์ที่ 18 นี้ หากไม่ทำตามชาวสวนกลับรวมตัวอีกครั้ง นายบรรจง จันทร์ช่วง สจ.เขตพื้นที่อำเภอพระแสง พร้อมนายลือชา อุ่นยวง นายกสมาคมชาวสวนปาล์มจังหวัดสุราษฎร์ธานีและเกษตรกรชาวสวนปาล์มในพื้นที่อำเภอพระแสงกว่า 300 คน ได้รวมตัวปิดโรงงานรับซื้อผลผลิตปาล์มน้ำมันของบริษัทไทยทาโลว์ แอนด์ ออยส์ จำกัด เลขที่ 30 หมู่ที่ 4 ถนนพระแสง - ชัยบุรี ต.ไทรขึง อ.พระแสง จ.สุราษฎร์ธานี เนื่องจากไม่พอใจที่ทางบริษัทรับซื้อผลปาล์มสุกในราคากิโลกรัมละ 4.40 บาท โดยการรวมตัวปิดโรงงานดังกล่าวใช้เวลากว่า 6 ชั่วโมง ซึ่งตัวตัวแทนบริษัทและตัวแทนเกษตรกรได้ประชุมร่วมกันเพื่อหาทางออก ผลจากการประชุมร่วมทางบริษัทยินยอมรับซื้อผลผลิตปาล์มน้ำมันตามมติคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติที่กำหนดให้บริษัทรับซื้อผลผลิตในราคากิโลกรัมละ 6 บาทตั้งแต่วันจันทร์ที่ 18 เมษายนนี้เป็นต้นไป ทางเกษตรกรชาวสวนปาล์มจึงได้ยินยอมสะลายตัวไป โดยนายลือชา อุ่นยวง นายกสมาคมฯ กล่าวว่า ตามมติคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติที่กำหนดให้บริษัทรับซื้อผลผลิตในราคากิโลกรัมละ 6 บาทตั้งแต่วันที่ 10 เมษายนเป็นต้นมา แต่ทางบริษัทดื้อเพ่งไม่ยินยอมรับซื้อชาวสาวนปาล์มจึงไม่พอใจหากในวันที่ 18 นี้ทางโรงงานไม่รับซื้อในราคาที่กำหนด ชาวสวนพร้อมจะกลับประท้วงและปิดถนนเพื่อกดดันต่อไป พร้อมขอให้เกษตรกรชลอการเก็บเกี่ยวผลผลิตออกไปก่อน ที่มา: http://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9540000046966 แฉขยะท่วมอ่าวไทยสัตว์ทะเลกินตายอื้อดึงนักวิชาการเร่งแก้ 15 เม.ย.54 ทส. ออกโรงแฉ "ติดเชื้อ-ขยะ" ต้นเหตุทำสัตว์ทะเลหายากในอ่าวไทยตายถี่ เล็งเรียกนักวิชาการร่วมถกหาบทสรุป ด้านกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ปัดคลื่นสำรวจปิโตรเลียมทำวาฬ-โลมา สิ้นชีพ แจงสั่งห้ามใช้คลื่นสำรวจ ตั้งแต่ เม.ย.ปีที่แล้ว ลั่นพร้อมสั่งถอนใบอนุญาตผู้ฝ่าฝืน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาอ่าวไทยตอนบน ที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีนายนิพนธ์ บุญญภัทโร ผู้ช่วย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยนายนิกร แซ่เอี๊ยบ เครือข่ายรักษ์อ่าวไทยตอนบน จ.สมุทรสาคร ได้นำเสนอข้อเรียกร้องต่อที่ประชุม เพื่อให้รัฐบาลระงับและหาข้อเท็จจริงต่อการสำรวจแหล่งปิโตรเลียมในพื้นที่อ่าวไทย เนื่องจากตั้งข้อสันนิษฐานว่า อาจเป็นสาเหตุให้วาฬและโลมาเสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง นายนิกร กล่าวต่อว่า แม้จะมีหนังสือสั่งห้ามไม่ให้บริษัทสำรวจแหล่งปิโตรเลียมใช้คลื่นไหวสะเทือนในการสำรวจแหล่งปิโตรเลียมในพื้นที่อ่าวไทยตอนบนแล้ว แต่ชาวบ้านยังไม่ไว้วางใจ เพราะเมื่อเดือน ต.ค. 2553 ที่ผ่านมา มีชาวประมงพบเห็นเรือสำรวจกลางทะเลที่น่าสงสัยว่าอาจจะเป็นเรือที่ใช้สำรวจแหล่งปิโตรเลียมในอ่าวไทย ดังนั้นจึงอยากให้บริษัทขุดเจาะและผู้ให้สัมปทานแสดงความจริงใจต่อชาวบ้านว่ามีความเข้มงวด และตรวจสอบพฤติกรรมการลักลอบสำรวจมากเพียงใด ด้าน นางบุญราศรี ทองเป็นใหญ่ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กรมได้ให้สัมปทานแก่บริษัท เพิร์ลออย (อมตะ) จำกัด สำรวจแหล่งปิโตรเลียมในอ่าวไทย โดยวิธีใช้คลื่นเสียงสร้างความสั่นสะเทือน ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ได้การยอมรับในระดับมาตรฐานสากล และก่อนทำการยิงคลื่นสำรวจจะมีเรือสังเกตการณ์คอยสำรวจสิ่งกีดขวางและสัตว์ทะเลในระยะ 3 กิโลเมตร พร้อมทั้งปล่อยคลื่นเตือนสัตว์ทะเลให้ออกห่างจากพื้นที่ด้วย ที่สำคัญการปล่อยคลื่นดังกล่าวมีค่าสูงเพียง 0-80 เดซิเบลเท่านั้น ซึ่งทางวิชาการยืนยันว่าค่าระดับนี้จะไม่เป็นอันตรายสำหรับสิ่งมีชีวิตแน่นอน ทั้งทางกระทรวงฯ ได้สั่งให้เลิกใช้วิธีดังกล่าวมาตั้งแต่เดือน เม.ย. 2553 แล้ว นางบุญราศรี กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่กังวลว่าจะมีการลักลอบสำรวจอีก แทบเป็นไปไม่ได้เลย เพราะเรือประเภทนี้มีเพียงไม่กี่ลำในประเทศไทย อีกทั้งยังมีขนาดใหญ่ ประกอบด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์ที่กินรัศมีเป็นวงกว้าง ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกตรวจสอบสูง จึงคาดว่าเรือลำที่ชาวประมงเห็นน่าจะเป็นเรือสำรวจพื้นทะเลและหินโสโครกเท่านั้น แต่หากชาวบ้านพบเรือลักลอบสำรวจโดยใช้คลื่นไหวสะเทือนจริงให้รีบโทรฯ แจ้ง เพราะทางกรมฯจะเร่งดำเนินการยึดสัมปทานจากบริษัทที่ลักลอบตามพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ทันที ในส่วนของ นายเกษมสันต์ จิณณวาโส อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาการสำรวจปิโตรเลียมด้วยคลื่นเสียงเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ก่อน แต่ต่อมากระทรวงพลังงาน ได้ขอให้ยกเลิกไม่ต้องทำอีไอเอ เพราะยืนยันว่าจะไม่มีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตามตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุปว่าคลื่นเสียงสำรวจแหล่งปิโตรเลียมจะส่งผลกระทบต่อการเสียชีวิตของสัตว์ทะเล เพราะจากการผ่าพิสูจน์ซากสัตว์หายากที่ตาย ปรากฏว่าเกิดจากสาเหตุการติดเชื้อและขยะที่กินเข้าไป ดังนั้นจึงต้องมีการเชิญนักวิชาการที่เกี่ยวข้องมาหารือกรณีนี้อีกครั้งต่อไป ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ สำรวจชาวนา50จังหวัดแอบปลูกข้าวเกินกำหนด ธีระผวาปีนี้ภัยแล้งสาหัส-หวั่นน้ำไม่พอ 14 เม.ย.54 นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 12 เม.ย.ที่ผ่านมา นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้รายงานผลการสำรวจพื้นที่การเกษตรทั่วประเทศหลังจากกระทรวงเกษตรฯ คาดการณ์ภัยแล้งปีนี้จะรุนแรง จึงมีการสั่งห้ามการทำนาและการเกษตรที่ใช้น้ำในปริมาณที่มากๆ แต่จากการสำรวจพบว่าขณะนี้มีจำนวน 50 จังหวัด ที่มีการปลูกพืชการเกษตรเกินกว่าที่ทางการกำหนด โดยมีการจัดสรรน้ำและการปลูกพืชฤดูแล้งปี"53/54 ดังนี้คือ มีการจัดสรรน้ำแล้ว 17,906 ลบ.ม. คิดเป็น 89% ของแผนการปลูก หรือจำนวน 20,144 ลบ.ม. มีพื้นที่ปลูกแล้ว 18.074 ล้านไร่ คิดเป็น 118% ของแผนการจัดสรรน้ำ หรือจำนวน 15.29 ล้านไร่ แบ่งเป็นการปลูกข้าว 15.65 ล้านไร่ หรือคิดเป็น 124% พืชไร่-พืชผัก มีการปลูกไปแล้วจำนวน 2.425 ล้านไร่ หรือคิดเป็น 90% ของพื้นที่เป้าหมายทั้งหมด กระทรวงเกษตรฯ จึงห่วงสถานการณ์ภัยแล้งที่อาจจะรุนแรงขึ้นเนื่องจากเกษตรกรไม่ปฏิบัติตามประกาศการประหยัดน้ำของกระทรวง นอกจากนี้นายธีระ ยังมีการรายงานด้านพิบัติ ดังนี้ ด้านภัยแล้ง สำรวจพบวมีภัยพิบัติจำนวน 47 จังหวัด ครอบ คลุม 416 อำเภอ 2,961 ตำบล 29,963 หมู่บ้าน และในจำนวนนั้นมีพื้นที่การเกษตรประสบภัยแล้ง จำนวน 3 จังหวัด 19 อำเภอ 49 ตำบล ได้แกพื้นที่ในเขต จ.เชียงราย แพร่ และประจวบคีรีขันธ์ ครอบคลุมพื้นที่เกษตร 521,629 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ ปลูกข้าว 24,614 ไร่ พืชไร่ 97,209 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 399,806 ไร่ เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนจำนวน 50,839 ราย ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินการช่วยเหลือด้านการเกษตรไปส่วนหนึ่งแล้ว สำหรับผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้ตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค. ถึงปัจจุบันส่งผลกระทบด้านการเกษตรดังนี้ ด้านพืชเกษตรกร 189,649 รายพื้นที่เกษตรประสบน้ำท่วม 1.11 ล้านไร่ ด้านปศุสัตว์ เกษตรกรได้รับผลกระทบจำนวน 118,877 ราย มีสัตว์ได้รับผลกระทบ 5.78 ล้านตัว แปลงหญ้าได้รับผลกระทบ 5,304 ไร่ ด้านประมง เกษตรกรได้รับผลกระทบ 22,183 ราย พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์ประสบภัย 58,160 ไร่ เรือประมงประสบภัย 62 ลำ ส่วนการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยปี"53 มีการขออนุมัติเงินงวด 74 จังหวัด วงเงิน 18,518.39 ล้านบาท และมีการโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรแล้วจำนวน 73 จังหวัด จำนวนเกษตรกร 803,814 ราย วงเงิน 18,619.89 ล้านบาท และมีการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางแล้วจำนวน 10,781 ราย วงเงิน 187.05 ล้านบาท จากที่ขออนุมัติไปทั้งสิ้นจำนวน 61,722 ราย วงเงิน 791.93 ล้านบาท ที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod เรกูเลเตอร์เร่งรื้อสูตรค่าไฟใหม่เล็งผลักภาคอุตสาหกรรมรับภาระแทนผู้ใช้ไฟฟ้าฟรี 13 เม.ย.54 บ้านอยู่อาศัยรอดตัว ไม่ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าเพิ่มแทน มาตรการประชาวิวัฒน์ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วยฟรี เรกูเลเตอร์ศึกษาโครงสร้างค่าไฟใหม่แล้ว ให้ภาคอุตสาหกรรมรับภาระไปแทนปีละ 15,000 ล้านบาทพร้อมด้วย 3 การไฟฟ้า ที่จะต้องลดผลตอบแทนการลงทุนเข้ามาช่วยเสริม คาดเริ่มใช้กลางปีนี้ ขณะที่ค่าเอฟทีพ.ค.-ส.ค.นี้มีแนวโน้มปรับเพิ่มอีก จากราคาค่าเชื้อเพลิงสูงขึ้น แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(สกพ.)เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ขณะนี้ทางสกพ.อยู่ระหว่างการจัดทำโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ซึ่งจะนำมาตรการประชาวิวัฒน์ของรัฐบาล ที่ให้ผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน90 หน่วย ได้ใช้ไฟฟ้าฟรีเข้าไปรวมอยู่ในโครงสร้างค่าไฟฟ้าด้วยโดยในวันที่19 เมษายนนี้ จะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายเพื่อกำหนดกรอบ วิธีการคำนวณ และหลักเกณฑ์ต่างๆของค่าไฟฟ้าเพื่อนำข้อคิดเห็นมาปรับปรุงและสรุปนำเสนอคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานหรือเรกูเลเตอร์พิจารณาอัตราค่าไฟฟ้าโดยคาดว่าจะนำมาใช้ได้ประมาณเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคม2554 นี้ สำหรับข้อกังวลของผู้ใช้ไฟฟ้าแต่ละประเภทจะต้องมารับภาระจากการอุดหนุนค่าไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน90หน่วยที่ตกประมาณ15,000ล้านบาทต่อปีนั้นผู้ที่ใช้ไฟฟ้าน้อยอย่างบ้านอยู่อาศัยจะไม่มีการจ่ายค่าไฟฟ้าเพิ่มจากที่ใช้อยู่แต่ผลกระทบจะตกอยู่กับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่อย่างอาคารธุรกิจขนาดใหญ่โรงงานอุตสาหกรรมตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ ส่วนจะจ่ายในอัตราที่เท่าใดนั้นยังไม่มีการกำหนดที่ชัดเจน แต่จะดำเนินการในลักษณะขั้นบันไดผู้ที่ใช้มากก็จะจ่ายมาก ส่วนที่ต้องเลือกผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ให้เข้ามารับภาระแทนนี้ เนื่องจากทางนายกรัฐมนตรีเห็นว่าต้องการให้กลุ่มอุตสาหกรรมหรือโรงงานหลีกเลี่ยงการใช้ไฟฟ้าในช่วงความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดหรือช่วงพีกเพื่อให้เกิดการประหยัดการใช้พลังงานอันจะเป็นการช่วยลดการลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการต้องเลือกระหว่างการทำงานในช่วงพีกซึ่งจะต้องจ่ายค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นแลกกับการจ่ายค่าแรงให้กับพนักงานนอกช่วงพีกอย่างไหนจะคุ้มค่ามากกว่ากัน แหล่งข่าวกล่าวอีกว่าแต่อย่างไรก็ตามเพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการภาคอาคารธุรกิจขนาดใหญ่และกลุ่มอุตสาหกรรมต้องแบกรับภาระค่าไฟฟ้ามากจนเกินไปในการคิดอัตราค่าไฟฟ้าใหม่นี้ ได้มีการนำผลตอบแทนด้านการลงทุนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)การไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เข้ามาพิจารณาด้วยโดยที่จะลดผลตอบแทนการลงทุนของทั้ง3การไฟฟ้าลงมาจากปัจจุบันกฟผ.มีผลตอบแทนการลงทุนอยู่ที่กว่า7.76%กฟน. 6.7% และกฟภ. 5.3% เนื่องจากทั้ง3การไฟฟ้าเป็นองค์กรขนาดใหญ่มีผลการดำเนินงานที่ดีเพื่อนำผลตอบแทนที่ลดลงนี้มาเป็นส่วนช่วยในการรับภาระแทน ส่วนค่าเอฟที ที่จะมีผลต่อค่าไฟฟ้าในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม2554 นั้น คาดว่าจะมีการปรับตัวสูงขึ้นอีกจากปัจจุบันจัดเก็บอยู่ที่86.88สตางค์ต่อหน่วยเนื่องจากราคาน้ำมันก๊าซธรรมชาติย้อนหลังไป 6 เดือนที่นำมาใช้ในการคำนวณต้นทุนค่าไฟฟ้าได้ปรับตัวสูงขึ้นประกอบกับการได้มีการนำราคาของก๊าซแอลพีจี ที่เริ่มมีการนำเข้ามาตั้งแต่เดือนเมษายนซึ่งมีราคาสูงกว่าก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยมาใช้ในการคำนวณค่าเอฟทีด้วย ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 14 - 16 เม.ย. 2554 กอ.รมน.แปดริ้วจับมืออปท.จัดทำแผนแม่บทแก้ปัญหาน้ำกัดเซาะฝั่ง 13 เม.ย.54 ที่ศูนย์ฝึกอบรมบางปะกง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ต.ท่าข้าม อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา พ.อ.องอาจ ชวาลวิวัฒน์ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมด้วยผู้แทนกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี ศูนย์วิจัยปัญหาการกัดเซาะแนวชายตลิ่ง ชายฝั่งทะเล ผู้ทรงคุณวุฒิด้านทรัพยากรชายฝั่งจากสถาบันการศึกษา และผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในพื้นที่ และโรงไฟฟ้าบางปะกง ได้เข้าร่วมรับฟังบรรยายสรุปปัญหาภัยคุกคามที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ และปัญหาแนวชายตลิ่ง ชายฝั่งอ่าวไทยบริเวณปากแม่น้ำบางปะกงถูกกัดเซาะพังทลายโดยคลื่นลม จากนั้นได้ออกสำรวจตรวจสอบพื้นที่ชายฝั่งที่ถูกน้ำและคลื่นลมพัดกัดเซาะแนวชายตลิ่ง ชายฝั่งทะเลในพื้นที่ที่มีปัญหาเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหา ทั้งนี้ ได้จัดทำเป็นแผนแม่บทแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนบริเวณแนวชายตลิ่ง ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตั้งแต่บริเวณปากแม่น้ำบางปะกงจนถึงสุดเขต จ.ฉะเชิงเทรา บริเวณคลองท่าถ่านถูกกัดเซาะพังทลายโดยคลื่นลม ส่งผลให้ป่าชายเลน และแนวของดินเลนในบริเวณดังกล่าวถูกทำลาย ทุกภาคส่วนต่างเพียรพยายามที่จะหาวิธีการเพื่อที่จะให้ป่าชายเลนในบริเวณดังกล่าวฟื้นฟูขึ้นมา เพื่อเป็นแนวกำบังธรรมชาติ ป้องกันการกัดเซาะพังทลายได้ รวมทั้งอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การประมง การค้า ตลอดจนการดำรงชีวิตของคนในท้องถิ่น นอกจากนี้ ทรัพยากรเหล่านี้ยังมีส่วนช่วยในเรื่องของการปรับปรุงคุณภาพน้ำ การรักษาเสถียรภาพของแนวชายหาด อีกทั้งยังเป็นแหล่งอาหาร และแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ ซึ่งรวมถึงปลาชนิดต่าง ๆ ที่มีความสำคัญในเชิงพาณิชย์ด้วย อย่างไรก็ดี สำหรับการขยายตัวของเมืองและการเติบโตของอุตสาหกรรมตามชายฝั่งทะเลในหลายทศวรรษที่ผ่านมาก็เป็นสาเหตุให้ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของไทยถูกคุกคาม เนื่องจากการที่จำนวนประชากรซึ่งอาศัยอยู่ในจังหวัดชายฝั่งทะเลนั้นเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจด้านต่าง ๆ เช่น การท่องเที่ยว การขนส่งทางทะเล การประมงน้ำเค็ม และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน ผลที่ตามมา คือ ความสูญเสียหรือความเสื่อมโทรมของทรัพยากรที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่งทะเล ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ชาวนาได้เฮรัฐดันตั้ง\'กองทุนสวัสดิการ\' 13 เม.ย.54 เมื่อเวลา 15.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมว่า ครม.อนุมัติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติกองทุนสวัสดิการชาวนา ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอให้จัดตั้งกองทุนสวัสดิการชาวนาขึ้นใน กรมการข้าวมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดสวัสดิ การให้แก่ชาวนา ซึ่งชาวนาเป็นอาชีพหลักของประเทศและชาวนามีจำนวนมากถึง 3.7 ล้านครัวเรือน ที่ในปัจจุบันยังไม่มีสวัสดิการใด ๆ ที่ดูแลอาชีพนี้ซึ่งต่างจากแรงงานอื่นที่มีสวัสดิการหลายอย่างรองรับซึ่งได้รับการดูแลจากรัฐบาลและภาคเอกชน โดยการจัดสวัสดิการให้กับชาวนาเป็นการส่งเสริมให้เกิดการออมในครัวเรือนเพื่อเป็นหลักประกันในวัยชราภาพและเสียชีวิต หรือเกิดทุพพลภาพ ซึ่งในที่ประชุม ครม. ได้มีข้อสังเกตว่ามีกองทุนในลักษณะเดียวกันที่ชาวนาเข้าไปเป็นสมาชิกได้ เช่น กองทุนเงินออม ของกระทรวงการคลัง แต่นายกรัฐมนตรีเห็นว่านโยบายของรัฐบาลส่งเสริมให้เกิดการออมในหลายรูปแบบและเป็นทางเลือกให้กับประชาชนสามารถใช้รูปแบบการออมเงินได้หลายทางเลือกมากขึ้น ซึ่งนายกรัฐมนตรีเห็นด้วยที่ให้มีกองทุนสวัสดิการชาวนาขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อในอนาคตสามารถขยายการดูแลให้สวัสดิการกับเกษตรกรกลุ่มอื่น ๆ ด้วย โดยรัฐบาลต้องจ่ายเงินสมทบเพื่อเข้ากองทุนตามอัตราที่ ครม.กำหนดแต่ไม่น้อยกว่าเท่าครึ่งของจำนวนเงินสะสมที่สมาชิกได้จ่ายเข้ากองทุนไว้แล้ว. ที่มา: http://www.dailynews.co.th ผู้แทนชุมชนมาบตาพุดยื่นหนังสือผู้ว่าฯจี้จัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม 12 เม.ย.54 นายไพโรจน์ สุวรรณวิจิตรประธานชุมชนหนองน้ำเย็น ตัวแทนชุมชนจาก 33 ชุมชนใน ต.มาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง เข้ายื่นหนังสือต่อนายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง นายสาธิต ปิตุเตชะ และนายวิชัยล้ำสุทธิ 2 ส.ส.ชาวระยอง เพื่อให้มีการสั่งการจัดการเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด หลังเกิดปัญหาซ้ำซาก ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านในพื้นที่ นายไพโรจน์ สุวรรณวิจิตร ประธานชุมชนหนองน้ำเย็น เปิดเผยว่า เนื่องจากเมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา บริษัท บริหารและพัฒนาเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จำกัด(มหาชน) หรือเจนโก้ที่อยู่ติดกับโรงพยาบาลมาบตาพุด เกิดเพลิงไหม้และมีชาวบ้านพบน้ำสีดำไหลออกจากรางระบายน้ำของ บ.เจนโก้ ลงสู่ลำรางสาธารณะ และไหลต่อลงสู่ทะเลมาบตาพุด เมื่อวันที่ 30 มี.ค.บ.เจนโก้ได้ทำการแก้ไขโดยดูดน้ำเสียเข้าไปในระบบและลอกลำราง ในวันเดียวกัน ยังได้เกิดมีกลิ่นเหม็นในโรงไฟฟ้าโกลว์อีก ซึ่งจากการตรวจสาเหตุเกิดจากสารเคมีของ บ.ไบเออร์ไทย รั่วไหล ส่งผลให้ชาวบ้านชาวประมง ได้รับผลกระทบ จนชาวบ้านต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพจำนวนมาก นอกจากนี้ โรงงานใกล้เคียงยังต้องประกาศให้พนักงานหยุดงานในวันดังกล่าว รวมทั้งยังพบปลาในคลองตายเป็นจำนวนมากอีกด้วย ประธานชุมชนหนองน้ำเย็น เปิดเผยด้วยว่าหลังจากนั้นยังเกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้ขึ้นอีก โดยเมื่อวันที่ 8 เม.ย. ชาวบ้านพบรางระบายน้ำของ บ.เจนโก้ ปล่อยน้ำเสียเป็นคราบน้ำมันลงลำรางสาธารณะจำนวนมาก นอกจากนี้ยังพบว่าบ.เจนโก้ ไม่มีการจัดการที่เป็นระบบ โดยได้นำขยะสารพิษมาทิ้งข้างๆ ลำรางสาธารณะอีก พวกตนชาวมาบตาพุดเห็นว่าหากไม่มีการจัดการที่เป็นระบบ คนที่รับเคราะห์ก็คงไม่พ้นคนมาบตาพุด จึงอยากให้ผู้ว่าราชการจังหวัดระยองสั่งดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วนด้วย นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง รับปากจะเร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบเพื่อหาแนวทางแก้ไขต่อไป ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการรายวัน ครม.ไฟเขียวยืดสัมปทานปิโตรเลียม10ปี 12 เม.ย.54 ครม.ไฟเขียวยืดสัมปทาน"ชิโน ยูเอส ปิโตรเลียมฯ"ผลิตปิโตรเลียมในจ.กำแพงเพชร-สุโขทัย อีก 10 ปี พลังงานยันรัฐได้สิทธิประโยชน์คุ้มค่า นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม.มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอกระทรวงพลังงาน ในการต่ออายุสัมปทานการผลิตปิโตรเลียมของบริษัท ชิโน ยูเอส ปิโตรเลียม อิงค์ ออกไปอีก 10 ปี โดยพื้นที่สัมปทานดังกล่าว อยู่ในพื้นที่ จ.กำแพงเพชร และจ.สุโขทัย ซึ่งถือเป็นแหล่งน้ำมันขนาดเล็ก โดยกระทรวงพลังงาน แจ้งต่อที่ประชุมว่า ได้เจรจาเรื่องการเพิ่มเติมสิทธิประโยชน์จากบริษัทเอกชนจนรัฐ เกิดความคุ้มค่าแล้ว ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/business/20110412/386514/ครม.ไฟเขียวยืดสัมปทานปิโตรเลียม10ปี.html เอ็มอาร์ซี-รบ.ลาวตอบโต้กันหนัก กรณีเขื่อนไซยะบุรีกั้นแม่น้ำโขง 10 เม.ย.54 รัฐบาลลาวตอบโต้ กันหนัก กรณีสร้างเขื่อนไซยะบุรีกั้นแม่น้ำโขง หวั่นพันธุ์ปลา 100 ชนิดสูญพันธุ์เหตุปิดกั้นเส้นทางวางไข่ เตือนโครงสร้างไม่ได้ม