ข่าว เศรษฐกิจ → ข่าวสารประชาชนรอบสัปดาห์ (25 เม.ย.-1 พ.ค.)

ข่าวสารประชาชนรอบสัปดาห์ (25 เม.ย.-1 พ.ค.)

วันที่ 04-05-2011

"พีมูฟ" จ่อบุกทำเนียบ ทวงสัญญาแก้ปัญหาคนจน/ ชาวแปดริ้วครวญน้ำเสียปากอ่าวทำปลาตายหนี้ท่วมนับล้านบาท/ สหรัฐชะลอสร้างเขื่อนไซยะบุรี ในลาว อ้างรอศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม/ ชาวบ้านปิดท่าเรือน้ำลึกประจวบ/ สภาล่ม เลื่อนลงมติร่าง พ.ร.บ.องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม/ ชาวไทยพลัดถิ่นหวั่นร่าง พ.ร.บ.สัญชาติไม่ผ่านรัฐสภา/ กฟผ.เตรียมสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนเพิ่ม 3 โรง แกนนำชาวบ้านถูกยิง หลังเวทีประชาพิจารณ์นิคมฯอมตะ2 วันที่ 24 เม.ย. นายบรรจง นิสภวาณิชย์ ประธานเครือข่ายรักแม่พระธรณี เปิดเผยถึงกรณีที่แกนนำคัดค้านการขยายนิคมอมตะนคร 2 ถูกลอบยิงภายหลังออกจากเวทีประชาพิจารณ์รายงานวิเคราะห์ผลกกระทบสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ)ว่าในวันจันทร์ 25 เม.ย. เวลา 8.30 น. เครือข่ายฯจะนำตัวแทนประชาชนไปยื่นหนังสือถึงนายวิบูลย์-นายวิกรม กรมดิษฐ์ และผู้บริหารอมตะนคร ณ สำนักงานใหญ่บริษัทอมตะคอร์ปอเรชั่นจำกัด(มหาชน) ถ.เพชรบุรี กรุงเทพฯ โดยนายบรรจง กล่าวว่าถือเป็นสิ่งเลวร้ายที่ประชาชนถูกทำร้ายทันทีที่ออกจากเวทีแสดงความคิดเห็นฯของบริษัทอมตะฯ เครือข่ายรักแม่พระธรณีจึงทำจดหมายเรียกร้องไปยังบริษัทอมตะนครและหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง โดยมีสาระสำคัญดังนี้ 1.ขอให้บริษัทยุติการทำเวทีรับฟังความเห็นประชาชน จนกว่าจะนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ 2.ขอให้บริษัทแสดงความรับผิดชอบด้วยการจัดให้มีมาตรการป้องกันความปลอดภัยแก่ประชาชนที่คิดต่างไปจากผู้ได้ประโยชน์จากการขยายนิคมฯ เมื่อมีมาตรการที่รัดกุมดีแล้วจึงค่อยจัดเวที 3.ขอให้บริษัทชี้แจงและเปิดเผยความจริงถึงเหตุผลที่จัดเวทีในยามวิกาล เครือข่ายยังได้เรียกร้องให้นายวิบูลย์ นายวิกรม และผู้บริหารอมตะฯ แสดงความรับผิดชอบในเหตุร้ายที่เกิดขึ้นนี้ ด้วยการยุติการทำเวทีวันที่ 25 และ 27 เม.ย.จนกว่าผลคดีจะเป็นที่ประจักษ์นำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายได้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้เครือข่ายรักแม่พระธรณีได้เคยออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ยุติโครงการนิคมอุตสาหรรมอมตะนคร 2 ในพื้นที่รอยต่อชลบุรี-ฉะเชิงเทรา โดยระบุว่าโครงการดังกล่าวจะทำลายวิถีชุมชนเกษตรกรรมดั้งเดิมซึ่งเป็นแหล่งผลิตอาหาร ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพของลุ่มน้ำคลองหลวง บางปะกง อีกทั้งมีความไม่โปร่งใส ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนที่จะได้รับผลกระทบ ตั้งแต่ขั้นตอนการจัดทำผังเมือง การประกาศเขตอุตสาหกรรม กระทั่งการทำประชาพิจารณ์ "เราไม่ต้องการโรงงานอีกแล้ว เราไม่อยากให้แม่ของเราต้องไปล้างส้วม น้องไปเป็นสาวโรงงาน และพ่อต้องไปเป็นยามเพียงเพื่อรับค่าแรงขั้นต่า ชีวิตวันนี้มันดีอยู่แล้ว พวกเราจะไม่ย้ายไปไหนอีกแล้ว ผืนดินนี้ปู่ย่าพ่อแม่สร้างมา เราจะปักหลักที่นี่ตลอดไป แถวๆนี้ญาติกันทั้งนั้นปู่ย่าตายายก็แก่แล้วจะให้แกอยู่กันยังไงหากโรงงานเข้ามา... พี่น้องเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ที่ไม่เอาโรงงานแต่ไม่กล้าแสดงออกเพราะกลัวอำนาจอิทธิพล.." แถลงการณ์ระบุ . อ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ HTTP://COMMUNITY.ISRANEWS.ORG/RESOURCE-THE-ENVIRONMENT/1285--2.HTML "พีมูฟ" จ่อบุกทำเนียบ ทวงสัญญาแก้ปัญหาคนจน 26 เม.ย.54 เวลา 8.00 น.ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือ พีมูฟ ซึ่งประกอบด้วย เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.), เครือข่ายสลัม 4 ภาค, สมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล (สคจ.) , และเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.) จำนวนหลายร้อยคนนัดรวมตัวที่ลานหน้าพระบรมรูปทรงม้า ก่อนเคลื่อนขบวนต่อไปยังทำเนียบรัฐบาล เพื่อฟังมติ ค.ร.ม.ในส่วนการเเก้ไขปัญหากรณีเขื่อนปากมูล สืบเนื่องจากวันที่ 25 เม.ย.54 ขปส. หรือ พีมูฟ ได้จัดเสวนา "ทวงสัญญา 45 วัน หลังมติ ครม.กับการแก้ไขปัญหาคนจน" เพื่อวิเคราะห์และแลกเปลี่ยนสถานการณ์ จากนั้นได้มีการออกแถลงการณ์ฉบับที่ 21 "ทวงสัญญา 45 วัน หลังมติ ครม.กับการแก้ไขปัญหาคนจน" ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา กรุงเทพฯ โดยมี นายพงษ์ศักดิ์ สายวรรณ์ เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.) เป็นตัวแทนอ่านแถลงการณ์ นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า หลังจาก ขปส. ได้มีการชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของทางเครือข่าย กระทั่งเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2554 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแก้ไขปัญหาในหลายกรณี รวมทั้งปัญหาความเดือดร้อนกรณีเขื่อนปากมูล ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดเงื่อนไขว่าจะใช้เวลาอีก 45 วัน ในการรวบรวมความเห็นทางเทคนิคจากนักวิชาการ ก่อนนำข้อสรุปเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี วันที่ 26 เมษายนนี้ "ขปส.จำเป็นต้องออกมาติดตามและทวงสัญญาจาก ครม.ในการแก้ไขปัญหาคนจน เพื่อให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากระยะเวลา 45 วันตามเงื่อนไขได้ครบกำหนดในวันที่ 22 เมษายนที่ผ่าน ดังนั้น วันที่ 26 เมษายนนี้ ขปส.จะเดินทางไปที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้รัฐบาล ส่งตัวแทนออกมาชี้แจงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว รวมทั้งปัญหาอื่นที่ยังไม่ได้ดำเนินการ โดยเฉพาะกรณีปัญหาของชาวบ้านโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งกำลังมีการอพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่ ขณะเดียวกัน ตัวแทน ขปส.ในต่างจังหวัดประมาณ 11 จังหวัด จะเข้ายื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อเร่งรัดให้เกิดการแก้ไขปัญหาอีกทางหนึ่ง" นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวด้วยว่า การเดินหน้าทวงสัญญากับรัฐบาล จะเป็นไปอย่างสงบ แต่หากรัฐบาลยังคงเฉยชาในการแก้ไขปัญหาคนจน ขปส. ก็จะมีมาตรการในการผลักดันที่เข้มข้นต่อไป ขณะที่นายพงษ์อนันต์ ช่วงธรรม เครือข่ายสลัม 4 ภาค กล่าวว่า มติ ครม.เมื่อวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา ยังไม่พบว่ามีผลในทางปฏิบัติมากนัก เป็นแต่เพียงข้อตกลงที่มุ่งหมายให้ชาวบ้านเดินทางกลับบ้านเท่านั้น ฉะนั้น หากรัฐบาลไม่อยากการกลืนน้ำลายที่ได้ให้สัญญาไว้ และหากต้องการกลับมาเป็นรัฐบาลอีก จะต้องเร่งรัดการแก้ไขปัญหาของคนจนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม อ่านแถลงการณ์ได้ที่ http://www.prachatai3.info/journal/2011/04/34233 ชาวเมืองคอนกว่า 200 ครัว ร้องตกสำรวจผู้เดือดร้อนน้ำท่วม ชาวบ้านจาก ม.2 ต.นบพิตำ อ.นบพิตำ นครศรีธรรมราช กว่า 200 รวมตัวที่บริเวณศาลาประชาคมอำเภอนบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรม เนื่องจากชาวบ้านพื้นที่ ม.2 ต.นบพิตำ ตกสำรวจช่วยเหลือน้ำท่วมครอบครัวละ 5,000 บาทกว่า 200 ครัวเรือนจากมีประชาชนอาศัยอยู่จำนวน 320 ครัวเรือน ซึ่งทุกครัวเรือนเดือดร้อนจากสภาวะน้ำท่วมอย่างหนักหนาสาหัส อย่างไรก็ตามปราฏกว่าทาง อบต.นบพิตำ สำรวจความเดือดร้อนให้กับพรรคพวกเพียง 40 ครัวเท่านั้น ทั้งๆ ที่จริงเดือดร้อนเหมือนกันหมด เมื่อชาวบ้านไปขอลงทะเบียนที่ อบต.ก็ได้รับคำตอบว่า ไม่รับแจ้งเพราะมาแจ้งไว้เต็มแล้ว ทำให้ชาวบ้านสงสัยว่าเป็นไปได้อย่างไร เจ้าหน้าที่ อบต.ปิดหูปิดตาไม่รับแจ้งถึงความเดือดร้อนของประชาชน ชาวบ้านรายหนึ่ง กล่าวว่า ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักเพราะไม่มีเงิน สวนยางก็ถูกน้ำพัดเสียหายเกือบทั้งสวน ที่เหลือก็ไม่สามารถกรีดได้ ขณะที่การช่วยเหลือก็ไม่ทั่วถึง ชาวบ้านในหมู่บ้าน ม.2 ต.นบพิตำ เดือดร้อนกันทั้งหมู่บ้าน แต่ได้รับการช่วยเหลือเพียง 40 ครัวเรือน ที่เหลือตกสำรวจ และมีการไปสอบถามทางจังหวัดก็ได้รับการยืนยันว่าไม่มีคำว่าเต็มสำหรับผู้เดือดร้อนจากน้ำท่วมในครั้งนี้ "หมู่บ้านไหนเต็มก็เท่ากับว่าทุกครัวเรือนมาแจ้งไว้ครบแล้ว ชาวบ้านจึงมารวมตัวกันเพื่อสอบถามถึงความโปร่งใสในการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ทั้งระดับ อบต.รวมไปถึงอำเภอนบพิตำด้วย หรือเพียงแต่จะช่วยเหลือเพียงญาติพี่น้องหรือพวกพ้องเท่านั้น ตรงนี้ขอให้ทางจังหวัดหรืออำเภอช่วยชี้แจงให้ชาวบ้านทราบด้วย"ชาวบ้านรายนี้กล่าว ที่มา: เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์ ชาวแปดริ้วครวญน้ำเสียปากอ่าวทำปลาตายหนี้ท่วมนับล้านบาท 27 เม.ย.54 เวลา 14.30 น. นายธาตุทอง บุญรอด อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 81 ม.7 ต.บางปะกง อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวว่า ขณะนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงในโป๊ะ และกระชังที่บริเวณปากอ่าวแม่น้ำบางปะกง ล้วนแต่มีหนี้สินท่วมท้นกันเกือบทุกราย หลังจากประสบปัญหาน้ำเสียจนเกิดความเสียหายขึ้นจากโรงงานรีไซเคิลยางรถยนต์แห่งหนึ่ง ที่ปล่อยให้มีสารพิษรั่วไหลออกมาและเป็นต้นเหตุทำให้ปลาตาย โดยเฉพาะตนเองนั้นมีหนี้สินอยู่มากถึงกว่า 2 ล้านบาท เนื่องจากการเลี้ยงปลากะพงนั้น เป็นอาชีพที่มีต้นทุนในการเลี้ยงสูง โดยต้นทุนส่วนใหญ่นั้นเกิดจากค่าอาหาร ซึ่งเป็นเนื้อปลาสดที่ต้องไปรับมาจากแพปลา เพื่อนำมาใช้เลี้ยงปลากะพงทุกวัน ด้วยการใช้เครดิตจากการไปเชื่อเนื้อปลาสด มาจากเจ้าของแพปลาเพื่อนำมาเป็นอาหารให้แก่ปลากะพงกินก่อนล่วงหน้า และหลังจากจับปลาขายได้แล้วจึงจะนำเงินที่ได้ ไปจ่ายคืนให้เขา ส่วนของตนเองนั้นได้ลงทุนเลี้ยงปลาไว้จำนวน 56 กระชัง ลงลูกพันธุ์ปลาไว้ในราคา ตัวละ 4 บาทจำนวน 5 แสนตัวเลี้ยงมาได้ประมาณ 7 เดือนกำลังใกล้จะจับขายได้แล้วเหลือระยะเวลาอีกเพียงแค่ประมาณครึ่งเดือนเศษก็มาเกิดโรคระบาดจากน้ำเสียเสียก่อนในช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ.54 ที่ผ่านมา จึงทำให้ปลากะพงที่ก็กำลังจะจับขายได้ในราคา กก.ละ 150-160 บาท เหลือเพียง กก.ละ 20 บาท ส่วนตัวที่ลอยตายจนเน่าแล้วก็ขายไม่ได้ ต้องช้อนทิ้งไปเป็นจำนวนมาก ขณะนี้จึงมีหนี้สินที่ติดค้างอยู่ประมาณ 2-3 ล้านบาท จากค่าอาหารปลา คือ ปลาสดที่ไปเชื่อเขามาในราคา กก.ละ 12 บาท ซึ่งในหนึ่งวันจะใช้เนื้อปลาสดประมาณ 800 กก.จึงมีค่าใช้จ่ายถึงวันละประมาณ 1 หมื่นบาท โดยขณะนี้ตนกำลังจะถูกฟ้องจากแพปลา เจ้าของเหยื่อแล้ว "สำหรับอาการของปลากะพงในขณะที่เกิดปรากฎการณ์ลอยตายจากภาวะน้ำเสียจนเกิดโรคระบาดนั้นเกล็ดปลาจะมีลักษณะฟูพอง มีบาดแผลทั่วทั้งลำตัวลักษณะปลาจะอ่อนเพลียก่อนลอยตายขึ้นสู่เหนือน้ำหากพบมีบาดแผลที่เกล็ดเพียงแผลเดียวก็จะลุกลามไปจนทั่วทั้งตัวอย่างรวดเร็ว" นายธาตุทอง กล่าว อ่านเพิ่มเติมที่:HTTP://MANAGER.CO.TH/LOCAL/VIEWNEWS.ASPX?NEWSID=9540000051970 ชาวแปดริ้วรุมค้านตั้งโรงไฟฟ้าฯ นายสันต์ เกษมสุข สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บางเตย อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นแกนนำกลุ่มต่อต้านโรงไฟฟ้าคลองนครเนื่องเขต ของบริษัทฉะเชิงเทรา โคเจนเนอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าภาคเอกชน ในเครือบริษัท สหโคเจน ขนาดกำลังการผลิต 114 เมกะวัตต์ โดยใช้พลังงานจากก๊าซธรรมชาติเอ็นจีวี กล่าวถึงผลการรวมตัวชุมนุมต่อต้านโรงไฟฟ้า เมื่อวันที่ 24 เมษายนที่ผ่านมา ณ บริเวณลานวัดแพรกวังตะเคียน ต.วังตะเคียน ว่าได้มีชาวบ้านในเขตพื้นที่ที่คาดจะได้รับผลกระทบจากโครงการดังกล่าว รวม 5 ตำบล ประกอบด้วย คลองนครเนื่องเขต วังตะเคียน หนามแดง ท่าไข่ และต.บางเตย และพื้นที่ข้างเคียงอีก 3 ตำบล คือ ต.คลองเปร็ง บางกะไห และต.คลองอุดมชลจร รวม 8 ตำบล กว่า 3,800 คน ได้เข้าร่วมลงชื่อคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ การรวมตัวคัดค้านดังกล่าว หลังจากบริษัทได้เดินหน้าโครงการด้วยการเตรียมเข้าก่อสร้างโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าในพื้นที่หมู่ 17 ต.คลองนครเนื่องเขต โดยได้ตั้งป้ายขึ้นหน้าไซต์งาน และปรับถมพื้นที่ นายสันต์กล่าวอีกว่า จะนำรายชื่อทั้งหมดไปยื่นยังหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อคัดค้านการก่อสร้างต่อไป และหากยังไม่ได้รับการตอบรับ หรือไม่มีความชัดเจนจากหน่วยงานดังกล่าว จะนัดรวมตัวชาวบ้านจากทั้ง 8 ตำบล ไปชุมนุมคัดค้านที่บริเวณสามแยกวังตะเคียน หรือบริเวณสามแยกบายพาส ถนน 304 สุวินทวงศ์ ตัดกับถนนฉะเชิงเทรา-บางน้ำเปรี้ยวต่อไป ที่มา: เว็บไซต์คมชัดลึก สหรัฐชะลอสร้างเขื่อนไซยะบุรี ในลาว อ้างรอศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ข่าวต่างประเทศรายงาน โดยอ้างคำแถลงการณ์ของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ที่ระบุว่า สหรัฐยินดีต่อการตัดสินใจชะลอการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรี ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มูลค่า 3,500 ล้านเหรียญ ออกไปก่อน จนกว่าคณะกรรมการลุ่มน้ำโขง 4 ประเทศ (เอ็มอาร์ซี) ได้แก่ ไทย ลาว เวียดนาม และกัมพูชา ซึ่งเป็นประเทศที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้ศึกษาและตัดสินใจถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมที่จะเกิดขึ้นบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงอย่างละเอียดต่อไป ทั้งนี้ การสร้างเขื่อนไซยะบุรี ถือเป็นโครงการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงตอนล่างแห่งแรกที่แขวงไซยะบุรี ซึ่งลาวยืนยันตลอดเวลาว่า เขื่อนดังกล่าว เป็นโครงการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่กลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งภาคีกลุ่มเอ็มอาร์ซี ต่างไม่เห็นด้วย เกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและต่อการดำรงชีวิตของผู้คนปลายแม่น้ำมากกว่า ที่มา: http://www.naewna.com/news.asp?ID=259090 เครือข่ายภาคปชช.เสนอรัฐนำเรื่องสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ยกขึ้นเป็นวาระแห่งชาติ 28 เม.ย. สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จัดเวทีสัมมนา"โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ใครมีสิทธิ..ตัดสินใจ" ณ ห้องเสวนา 2 อาคารบี ชั้น 6 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 โดยเชิญนักวิชาการเข้าร่วมแลกเปลี่ยนต่อประเด็นการตัดสินใจสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ นายชวลิต พิชาลัย รองผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน กล่าวถึงการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขณะนี้อยู่ในช่วงของการศึกษาผลกระทบการกระจายเชื้อเพลิง การลดต้นทุน ความสะอาด สิ่งที่ต้องดูคือเรื่องความปลอดภัย ซึ่งต้องรับฟังความเห็นด้านเทคโนโลยีที่ตรวจสอบได้ตามมาตรฐานขององค์การสหประชาชาติ(UN) โดยมีหน่วยงานผู้ชาญคือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย นายชวลิต กล่าวว่า ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อมูลที่มีในมุมมองภาครัฐ คือ การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็เพื่อเป็นการผลิตพลังงานทดแทนตามติเห็นชอบแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2550 และ ครม.มีมติเห็นชอบเมื่อ 19 มิถุนายนปีเดียวกัน แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิใน ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นั้น ทำให้ไทยตัดสินใจชะลอแผนการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ออกไปอีก 3 ปี จากกำหนดการเดิมในปี 2563 เป็นปี 2566 และผลักดันการสร้างโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมก๊าซธรรมชาติเหลว หรือแอลเอ็นจี มาทดแทนให้เร็วขึ้น อ่านต่อที่ http://thaireform.in.th/reform-the-news-economy/item/5755.html นักข่าวพลเมือง: ชาวบ้านปิดท่าเรือน้ำลึกประจวบ 28 เม.ย. 54 - ท่าเรือน้ำลึกของกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กที่บางสะพานถูกปิดอัมพาตมาแล้วสามวัน ชาวบ้านในอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวมตัวกันต่อเนื่องมา 3 วันประมาณ 600 คนนำโดยกลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึง ได้ใส่เสื้อเขียวเข้าปิดทางเข้าออก ท่าเรือน้ำลึกของ บริษัท ท่าเรือประจวบ จำกัด ตั้งอยู่หมูที่ 3 ตำบลแม่รำพึง อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบฯ ทั้งสามทางจนไม่สามารถใช้การท่าเรือในการลำเลียงสินค้าเหล็ก ที่จะขึ้นลงท่าเรือได้ จากสาเหตุที่ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณที่ดินหน้าท่าเรือดังกล่าวตั้งทับป่าสงวนแห่งชาติทั้งหมดมีเนื้อที่เกือบ 800 ไร่ รวมถึงถนนเส้นทางลำเลียงสินค้า จำนวน 52 แปลง ได้ถูกกรมที่ดินมีคำสั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2553 และได้มีการอุทธรณ์คำสั่งจากผู้ถือครองที่ดิน คือบริษัทในเครือสหวิริยา แต่ได้ยกคำอุทธรณ์ไปหมดแล้ว นายวิฑูรย์ บัวโรย แกนนำกลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึงกล่าวว่า " เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐฯ ที่เกี่ยวข้องก็ได้ยกคำอุทธรณ์ทั้งหมดแล้ว ปัจจุบันก็ได้มีคำสั่งบังคับใช้มาตรา 25 ตามประมวลกฎหมายป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ให้หยุดดำเนินกิจกรรมใด ๆ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแล้ว และให้ออกจากพื้นที่ตั้งแต่ 28 กรกฎาคม 2553 แต่ผู้บุกรุกก็ยังเพิกเฉย ประกอบกับกรมป่าไม้โดยมอบหมายให้ นายอำเภอบางสะพาน และทรัพยากรป่าไม้เขต 10 เข้าดำเนินการตามมาตรา 25 ยังไม่มีมาตรการคืบหน้าที่จะจัดการใดๆ ทิ้งเวลามากว่า 60 วันนับจากคำสั่งให้ออกจากพื้นที่ จนทำให้ชาวบ้านที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการบุกรุกที่ป่าสงวน ป่าคลองแม่รำพึงแห่งนี้ คือน้ำท่วมซ้ำซากอดทนต่อไปไม่ไหวต่อการล่าช้ามามาก เพราะที่ตรงนี้มันขวางเส้นทางระบายน้ำของอำเภอบางสะพาน ต้องการให้ผู้ที่รับผิดชอบดำเนินการ มีมาตรการขอบเขตระยะเวลาที่ชัดเจนในการจัดการตามกฎหมายให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น" ล่าสุดเวลา 8.30 น.ของวันที่ 29 เมษายน 2554 นายสมพร ปัจฉิมเพ็ชร นายอำเภอบางสะพานได้นำคณะเจ้าหน้าที่ที่ดิน เจ้าหน้าที่ป่าไม้ และเจ้าหน้าที่กำลังตำรวจในและนอกพื้นที่กว่า 300 นายเข้าดำเนินการตรวจสอบขอบเขตพื้นที่บุกรุกป่าฯ พร้อมทั้งวางกำหนดขอบเขตเวลาในการจัดการขั้นเด็ดขาดกับผู้บุกรุกป่าสงวน โดยจะมีการตั้งทีมปฏิบัติการและพิสูจน์เขตเพื่อบังคับใช้มาตรา 25 ให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน โดยเฉพาะกรมป่าไม้รับปากจะมีการสอบเขตให้ชัดเจนภายใน 7 วัน แต่อย่างไรก็ดีในวันนี้ ก็ได้ตรวจสอบสิ่งปลูกสร้างที่สร้างบุกรุกทั้งหมดในเขตป่าแล้วและได้แจ้งความดำเนินคดีไว้ที่ สภ.บางสะพานเรียบร้อยแล้ว จากนั้นชาวบ้านก็ได้ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องลงบันทึกข้อตกลงการปฏิบัติดังกล่าวเพื่อติดตามอย่างใกล้ชิด ก่อนจะสลายตัวไปในเวลาประมาณ 11.30 น. ของวันนี้ ที่มา: http://www.prachatai3.info/journal/2011/04/34315 สภาล่ม เลื่อนลงมติร่าง พ.ร.บ.องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม รัฐสภา 29 เม.ย.-การประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมีนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานการประชุม เมื่อถึงเวลา 09.00 น. ซึ่งเป็นกำหนดนัดประชุมปรากฏว่ามีสมาชิกมาลงชื่อเข้าประชุมไม่ถึง 50 คน ประธานจึงเปิดให้สมาชิกหารือเพื่อรอเวลาให้สมาชิกมาครบองค์ประชุม โดยแม้จะใช้เวลาอภิปรายหารือกว่า ชั่วโมง ปรากฏว่ามีสมาชิกมาลงชื่อเข้าประชุมเพียง 188 คนยังไม่ครบองค์ประชุม (จำวนสมาชิก 474 คน องค์ประชุม 237 คน )จึงขอเลื่อนการประชุมออกไปเป็นเวลา 11.30 น. โดยนายชัย กล่าวว่า หากถึงเวลา 11.30 น. แล้วยังมีผู้มาลงชื่อไม่ครบองค์ประชุมจะขอปิดประชุม แต่เมื่อถึงเวลานัดหมายยังมีสมาชิกไม่ครบองค์ประชุม ประธานจึงรอต่อไปจนถึงเวลา 12.00 น. เมื่อมีสมาชิกมาครบ 237 คน จึงเปิดประชุม แต่เมื่อที่ประชุมเข้าสู่วาระการพิจารณาร่างพ.ร.บ.องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ พ.ศ.... ที่เลื่อนการพิจารณาจากวานนี้ (28 เม.ย.) โดยอยู่ระหว่างการลงมติในวาระที่ 3 ประธาน จึงขอตรวจสอบองค์ประชุม โดยนายชัย ได้กดออดเรียกสมาชิกกว่า 10 นาที เมื่อมองดูสมาชิกในห้องประชุมมีสมาชิกอยู่ในห้องประชุมบางตา จึงขอเลื่อนการลงมติร่างกฎหมายดังกล่าว เป็นวันที่ 4 พฤษภาคม ซึ่งเป็นการประชุมนัดสุดท้าย. ที่มา: http://www.mcot.net/cfcustom/cache_page/202378.html เครือข่ายประชาสังคมไทยเพื่อแม่น้ำโขง จี้ กพช.ระงับซื้อไฟฟ้าเขื่อนไซยะบุรี 27 เม.ย. 54 เนื่องในโอกาสที่ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) จะมีการประชุมนัดสุดท้าย ก่อนการเลือกตั้งครั้งใหม่ ตัวแทนเครือข่ายประชาสังคมไทยเพื่อแม่น้ำโขง และตัวแทนจากเครือข่ายพลเมืองไทยปฎิรูปพลังงาน จะเข้ายื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน กพช. ทั้งนี้ โดยผ่านนายสาธิต วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีสำนักนายกรัฐมนตรี และหนึ่งในกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เวลา 12.30 น. ณ ห้องโถงกลาง อาคารรัฐสภา ทางด้านเครือข่ายประชาสังคมไทยเพื่อแม่น้ำโขง ยื่นหนังสือเพื่อให้ระงับการซื้อไฟฟฟ้าจากโครงการเขื่อนไซยะบุรี ซึ่งได้รับการคัดค้านอย่างรุนแรง จากทั้งภาคประชาชนทั้งในระดับภูมิภาคแม่น้ำโขง และนานาชาติ และจากรัฐบาลของประเทศเพื่อนบ้าน ดังที่ล่าสุด มีการหยิบยกเพื่อแสดงความเป็นห่วงร่วมกัน โดยนายกรัฐมนตรีเวียดนามและกัมพูชาเมื่อวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา และเครือข่ายพลเมืองไทยปฎิรูปพลังงาน มีจุดยืนคัดค้านการดำเนินการเพื่อการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทย โดยทั้งสองเครือข่าย มีจุดยืนร่วมกันว่า คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ควรต้องทบทวนแนวทางการแสวงหาพลังงานที่ยั่งยืน ที่ไม่ขึ้นอยู่กับตัวเลขการประเมินความต้องการไฟฟ้าที่ล้นเกินมาโดยตลอด โดยเชื่อว่า หากตัดจำนวนตัวเลขความต้องการไฟฟ้าที่มากกว่าความเป็นจริงในขณะนี้ออกไป ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องซื้อไฟฟ้าจากทั้งโครงการเขื่อนแม่น้ำโขง และจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่มา: เว็บไซต์ประชาธรรม ขนแกลบโรงสีป้อนโรงไฟฟ้า ชีวมวลใหญ่สุดในอีสาน พลังต้านนิวเคลียร์ยังเข้มแข็ง เอกชนลงทุนโรงไฟฟ้าชีวมวล แม้มีเสียงต่อต้านหนัก 'มุ่งเจริญไบโอแมส' ทุ่ม ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท เตรียมขนแกลบจากโรงสีในเครือ ๖ แห่ง พร้อมรับซื้อเปลือกไม้ยูคาฯ ที่ทิ้งเปล่าประโยชน์ เป็นเชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้า ๑๗ เมกะวัตต์จำหน่ายให้กฟผ. ด้านแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ล่าสุดถูกเครือข่าย-มูลนิธิยื่นหนังสือจี้ ๒ นายกรัฐมนตรี ไทย-เวียดนามให้ล้มเลิก จากการส่งเสริมการลงทุนของกระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพลังงาน ในโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลเพื่อเป็นพลังงานทดแทนในการผลิตกระแสไฟฟ้า ที่ผ่านมามีปัญหาการต่อต้านในหลายพื้นที่ กระทั่งเกิดเป็นเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล ๗ จังหวัด โดยภาคอีสาน ได้แก่ จังหวัดสุรินทร์ ของบริษัท จัสมิน กรีน เพาเวอร์ แอนด์ เอ็นเนอร์จี จำกัด จุดสร้างโรงไฟฟ้าอยู่ที่หมู่ ๑๐ บ้านน้อยสนาม ตำบลรัตนบุรี อำเภอรัตนบุรี และจังหวัดอุบลราชธานี ของบริษัท บัวสมหมาย ไบโอแมส จำกัด ที่กำลังก่อสร้างอยู่ที่บ้านคำสร้างไชย ตำบลท่าช้าง อำเภอสว่างวีระวงศ์ ซึ่งผู้ได้รับผลกระทบได้รวมตัวร่วมชุมนุมในนาม ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม(ขปส.) หรือ PMOVE ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อให้นายกรัฐมนตรีสั่งการระงับโครงการทั้งหมด พร้อมทั้งยกเลิกการออกใบอนุญาตที่ไม่เป็นธรรม และไม่โปร่งใส โดยขณะนี้ประเทศไทยกำลังต้องการพลังงานทดแทนเป็นจำนวนมาก ทำให้การลงทุนด้านพลังงานทดแทนกลับมามีความคึกคักอีกครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรที่หันมาให้ความสนใจลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล เห็นได้จากการส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(BOI) ล่าสุดช่วงเดือนเมษายน ๒๕๕๔ อนุมัติโครงการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิง ชีวมวล ของบริษัท มุ่งเจริญ ไบโอแมส จำกัด ถือหุ้นโดยกลุ่มโรงสีมุ่งเจริญพร ผลิตฟ้าขนาด ๑๗ เมกะวัตต์ เงินลงทุนทั้งสิ้น ๑,๑๑๐.๔ ล้านบาท ตั้งโรงงานที่ตำบลราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ตอกเสาเข็มขยายกำลังผลิตไฟฟ้า เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๔ นายศิริวัฒน์ มุ่งเจริญพร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มุ่งเจริญ ไบโอแมส จำกัด เปิดเผยกับ "โคราชคนอีสาน" ว่า โครงการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล ของบริษัท มุ่งเจริญ ไบโอแมส จำกัด เป็นการขยายลงทุนโรงไฟฟ้าชีวมวลแห่งที่ ๒ ต่อจากบริษัท มุ่งเจริญ กรีนเพาเวอร์ จำกัด มีกำลังผลิตไฟฟ้าขนาด ๑๗ เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่ตำบลราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ใกล้กับโรงไฟฟ้าแห่งแรก บนเนื้อที่ประมาณ ๓๑๕ ไร่ ใช้พื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้า ๔๐ ไร่ ส่วนที่เหลือเป็นพื้นที่สีเขียว ขณะนี้กำลังตอกเสาเข็มเพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้า หลังจากผ่านการทำประชาพิจารณ์แล้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ปี ๒๕๕๕ ตามเป้าหมายผลิตไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ๑๕.๕ เมกะวัตต์ ที่กำลังดำเนินการเซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับกฟผ. ระยะเวลา ๒๕ ปี ส่วนที่เหลือใช้ในโรงไฟฟ้า และขี้เถ้าที่ได้จากกระบวนการผลิตจะแจกจ่ายให้เกษตรกรนำไปเป็นปุ๋ยปรับสภาพดินในนาข้าวต่อไป ขนแกลบโรงสีมุ่งเจริญพรป้อน นายศิริวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับวัตถุดิบที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า จะใช้แกลบร้อยละ ๖๐, เปลือกไม้ยูคาลิปตัสร้อยละ ๒๐ และเศษไม้สับอีกร้อยละ ๑๐ โดยบริษัทฯ จะรับซื้อแกลบจากโรงสีกลุ่มมุ่งเจริญพรและเครือญาติ ๖ โรง ในราคา ๑,๐๐๐ บาทต่อตัน ส่วนเปลือกไม้และเศษไม้สับจะรับซื้อจากโรงไม้ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ราคา ๒๕๐ บาทต่อตัน ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ปริมาณวัตถุดิบ ทำให้บริษัทฯ ต้องลงทุนใช้เครื่องจักรใหม่จากประเทศเยอรมนี และญี่ปุ่น โดยเฉพาะเตาเผาเปลือกไม้ที่มีความชื้นสูง ซึ่งทั้งโครงการใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น ๑,๑๑๐.๔ ล้านบาท โดยส่วนหนึ่งมาจากการสนับสนุนทางการเงิน จำนวน ๘๙๗.๗๘ ล้านบาท ของธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำกัด (มหาชน) คาดว่าหลังเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โรงไฟฟ้าแห่งใหม่นี้ หากยังไม่หักค่าใช้จ่ายจะมีรายได้เดือนละกว่า ๓๐ ล้านบาท อ่านเพิ่มเติมที่ : http://koratdaily.com/home/component/content/488.html?task=view ศิลปินร่วมรำลึกครบ 13 ปีการต่อสู้ของเหยื่อตะกั่วบ้านคลิตี้ฯ จากการที่ชาวบ้านคลิตี้ล่าง ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมกรณีที่ได้รับผลกระทบจากพิษตะกั่ว จนถึงวันนี้เป็นเวลานานกว่า 13 ปึแล้ว ดังนั้นเมื่อเวลา 08.30 น. ของวันที่ 1 พ.ค. นายสุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากระเหรี่ยงและพัฒนา พร้อมคณะศิลปินอาจารย์นักศึกษาลงพื้นที่บ้านคลิตี้ล่าง หมู่ 4 ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เพื่อร่วมกิจกรรมโครงการ 13 ปี คลิตี้ ชีวิต สายน้ำ ที่จัดขึ้นที่ ศาลาประจำหมู่บ้าน โดยมีชาวบ้านมาร่วมกิจกรรมต่างๆ นายสุรพงษ์ เปิดเผยเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ว่า จากเหตุการณ์เมื่อ 13 ปีที่ผ่านมานั้น ชาวบ้านคลิตี้ล่างได้อะไร กับการต่อสู้ กับการเรียกร้องขอความเป็นธรรมต่อสังคม และผลตอบรับที่ได้มานั้นเป็นอย่างไร โดยในวันนี้ร่วมกับคณะศิลปินและนักเขียนภาพพร้อมทั้งอาจารย์และนักศึกษาประมาณ เกือบ 50 คน อาทิเช่น อ.วิชัย มุกดามณี อ.ชูศักดิ์ ศรีขวัญ อ.ทรงชัย บัวชุม จาก ม.ศิลปากร หรือศิลปินอิสระอย่าง คุณนภดล โชตะสิริ เป็นต้น โดยมีอาจารย์จากมหาวิยาลัยและสถาบันการศึกษารวม13 แห่งที่นำนักศึกษาและผู้สนใจเข้ามาร่วมกิจกรรมเขียนภาพ ถ่ายภาพและทำหนังสั้นหรือละครสั้นร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ โดยผลงานทั้งหมดจะถูกนำไปแสดงที่กาญจนบุรีในเดือน มิ.ย. 2554 จากนั้นเดือนก.ค. 2554 ก็จะนำไปแสดงที่หอศิลปะและวัฒนธรรมกรุงเทพ ผอ.ศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนาเปิดเผยต่อว่ากิจกรรมที่เกิดขึ้นเป็นการสอนเด็กและเยาวชนชาวคลิตี้ล่างให้ร่วมกันทำกิจกรรมกับนำศิลปินและนักเขียนภาพพร้อมทั้งนักศึกษาเหล่านี้เพื่อเป็นการสร้างเสริมพัฒนาการทางสมองให้แก่เด็กและเยาวชนที่เคยได้รับผลกระทบจากมลพิษของสารตะกั่ว ให้มีการพัฒนายิ่งขึ้น พร้อมทั้งให้เด็กและเยาวชนได้แสดงออกถึงความคิดที่เกี่ยวกับเรื่องสารตะกั่วและผลกระทบที่พวกเขาได้รับ ในวาระครบรอบ 13 ปี ที่สารตะกั่วปนเปื้อนลำห้วยคลิตี้ล่าง สะท้อนทุกข์ภัยที่ชาวบ้านรับจากการที่ไร้ความรับผิดชอบต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อมของการทำเหมือง วัตถุประสงค์ของการจัดงานครบรอบ 13 ปีในครั้งนี้เพื่อ เพื่อพัฒนานักสื่อสารด้านสุขภาวะของชุมชนให้มีศกภาพ และเชื่อมโยงเครือข่ายสื่อสารสุขภาวะระดับท้องถิ่น สนับสนุนกระบวนการลดความไม่เป็นธรรมในสังคม และ ร่วมขับเคลื่อนสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่ โดยบูรณาการองค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรม กระบวนการพัฒนาศักยภาพของเด็กและเยาวชน รณรงค์ช่วยเหลือดูแลรักษาสุขภาพของชาวบ้านคลิตี้ที่เจ็บป่วย ที่มา: http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNd05ESXpOVEU1TVE9PQ== font-size: 10pt">= ชาวกาญจน์ประท้วง! บี้ รง.แก้ปัญหากลิ่นเหม็นเน่าโชย ผู้สื่อข่าวรายงาน ที่ จ.กาญจนบุรี ได้มีชาวบ้านจาก ต.วังขนาย และ ต.วังศาลา อ.ท่าม่วง ประมาณ 150 คน นำโดยนายอิสรา เนตรสุวรรณ รองนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลวังศาลา นายวิทยา หาญวิสุทธิ์ ผญบ.หมู่ 1 ต.วังศาลา นายศุภวัฒ์ วงษ์จู ผญบ.หมู่ 1 ต.วังขนาย และ นายสมชัย สนฉัตรทอง หน.กลุ่มงานสาระสังคม (ค.ศ.3 เทียบเท่าระดับ8) โรงเรียนท่าม่วงราษฎร์บำรุง นำชาวบ้าน 2 ตำบล คือ ต.วังขนาย และ ต.วังศาลา อ.ท่าม่วง และพระภิกษุวัดวังศาลา ถือป้ายเดินทางมายังบริษัทไทย ซาน มิเกล ลิเคอร์ จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 1 ต.วังศาลา อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นโรงงานผลิตเหล้า และเบียร์ยี่ห้อดัง เพื่อประท้วงกรณีโรงงานปล่อยกินเหม็นคละคลุ้งไปทั่ว อ.ท่าม่วง โดยเมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหน้าบริษัทได้ปิดประตูพร้อมนำกล้องดิจิตอลมาถ่ายภาพชาวบ้าน และผู้สื่อข่าวจำนวนมากที่เดินทางไปทำข่าว จากนั้นชาวบ้านทั้งหมดได้พาผู้สื่อ ข่าวเดินทางไปยัง บริษัท ปภพ รีนิว เอเบิล จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 60/9 หมู่ 1 ต.วังขนาย อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน เพื่อถือป้ายประท้วงโดยการปิดถนนหน้าโรงงาน ก่อนพาไปดูพื้นที่ทิ้งน้ำกากซาเหล้าในเนื้อที่หลายร้อยไร่ในเขต ติดต่อ หมู่ 1 ต.วังขนาย และ หมู่ 1 ต.วังศาลา ซึ่งส่งกลิ่นเหม็นเน่าจนแสบจมูก ต้องเอามือปิดจมูก ชาวบ้านบางรายต้องใช้ผ้าปิด เนื่องจากทนกลิ่นเหม็นไม่ไหว นายวิทยา เปิดเผยว่าที่ผ่านมา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง