ข่าวสารประชาชนรอบสัปดาห์ (30 พ.ค.-5 มิ.ย.54)
หัวข้อข่าว: * "กลุ่มโซเซียลเน็ตเวิร์ก" ร่วมเติมอ๊อกซิเจนให้เจ้าพระยา หลังเรือน้ำตาลล่ม * "ชาวบ้านเก้าบาตร" เตรียมตั้ง "กองทุนต่อสู้คดี" กรณีชิงที่ดินโนนดินแดง * ชุมชนชายฝั่งระนองผวาข่าวลือสึนามิ อพยพหนีขึ้นที่สูง * ขบวนการปชช.เพื่อสังคมที่เป็นธรรม (Pmove) ประณาม กฟผ.ทำเกินเหตุละเมิดสิทธิชาวกุมภวาปี * ผู้ปกครองร้องผ่านสายด่วน 1579 "เรียนฟรีไม่จริง" เด็กชนบทตกหล่นรับแจกหนังสือ * คนไทยพลัดถิ่นเล็งฟ้อง มท.-ชี้เดินเรื่องทำบัตรช้าทำเดือดร้อน * ชาวบ้านป่าผึ้ง อ.สูงเม่น ร้องเรียน ผวจ.แพร่ คัดค้านการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน * ประท้วงต้านประธาน ก.ล.ต. * นักข่าวพลเมือง: เดินหน้าร้อง ปจช.แก้ปัญหาตัดถนนเขาบรรทัด-ปมที่ดินโนนดินแดง * ชาวบ้านโวยถนนไม่เสร็จ ทวงนายกอบต.สัญญา 3 ปี * โวยกรมฯ น้ำ ปล่อยผู้รับเหมาขุดลอกคลองชุ่ย ทำกระแสน้ำเปลี่ยนทางเซาะที่ดินหายจำนวนมาก * เด็ก 18 ปี อยากใช้สิทธิ์ขอแก้กม.ให้นับตามอายุจริงไม่ใช่ 1 ม.ค. * ชาวบ้านคำเตยสุดทนโวย อบต.ยันจังหวัดเมินแก้ปัญหานายทุนรุกที่สาธารณะ * ปิดถนนประท้วงค้านสร้างฟาร์มไก่กลางหมู่บ้าน * ชาวบ้านฉางโวย รง.ขยะส่งกลิ่นเหม็น * ผู้หญิงพลิกโฉม เรียกร้อง กกต.-พรรคการเมือง ใส่ใจหลักความเสมอภาค * ย้ายด่วนภายใน 24 ชม. ผกก.บ้านกรวดบุรีรัมย์ หลังโดน ปชช.ประท้วงเรียกรับส่วยขนยาง * พันธมิตรฯเตรียมสลายม็อบ 29 มิถุนายน * นักข่าวพลเมือง: กลุ่มอนุรักษ์อุดรฯ เยือนพื้นที่ค้านไฟฟ้าแรงสูง ยันเคียงข้างสู้ไม่ถอย "กลุ่มโซเซียลเน็ตเวิร์ก" ร่วมเติมอ๊อกซิเจนให้เจ้าพระยา หลังเรือน้ำตาลล่ม 5 มิ.ย.54 - ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา หน้าอิงนที รีสอร์ท ต.กระแชง อ.สามโคก จ.ปทุมธานี ได้มีกลุ่มจิตอาสา ในสังคมโซเชียลเน็ตเวิร์ก ประมาณ 40 คน ได้มารวมตัวกันเพื่อเติมออกซิเจน ลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยา หลังจากเกิดวิกฤติเรือน้ำตาลล่มจมลงในแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จนเป็นเหตุให้แม่น้ำเจ้าพระยาเกิดมลภาวะ สัตว์น้ำแทบทุกชนิดลอยตายเป็นจำนวนมาก นายปรเมศวร์ มินศิริ อายุ 42 ปี แกนนำกลุ่มจิตอาสา ในสังคมทวิตเตอร์ กล่าวว่า กลุ่มของตนนั้นชื่อกลุ่ม Thai flood ที่ผ่านมา กลุ่มของเราเคยรวมมือกันทำกิจกรรมเพื่อสังคมมาแล้วหลายครั้ง ทั้งในพื้นที่ภาคใต้ ในขณะถูกน้ำท่วม และในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี ก็เคยมาทำกิจกรรม ซึ่งการรวมกุล่มกันมาในครั้งนี้ เนื่องจากทราบข่าวจากสื่อต่างๆว่าเกิดปัญหาในแม่น้ำเจ้าพระยา สาเหตุจากเรือน้ำตาลล่มที่อยุธยา ทำให้เกิดมลภาวะจนสัตว์น้ำตายเป็นจำนวนมาก จึงได้มีการติดต่อสื่อสารกันในทวิตเตอร์เพื่อหาทางเยียวยาช่วยเหลือ โดยการประสานกับกลุ่ม อาสาดุสิต ที่มีคุณปิยะชีพ วัชโรบล เป็นหัวหน้ากลุ่ม ปรึกษาหารือกันว่าจะดำเนินการอย่างไรกันเพื่อช่วยฟื้นฟูรักษาแม่น้ำเจ้าพำระยาให้กลับคืนมาอยู่ในสภาพที่ดีเหมือนเดิม ก่อนจะกระจายข่าวกันไปในกลุ่มของเราเมื่อคืนที่ผ่านมา จนเกิดวันนี้ขึ้น นายปิยะชีพ วัชโรบล เป็นหัวหน้ากลุ่มอาสาดุสิต กล่าวว่า จากข่าวที่เรารับทราบพบว่าน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยานั้นเสียหายมาก อีกทั้งคลองประปาก็ได้รับผลกระทบ ที่ผ่านมาทางราชการบอกว่ามีการตรวจวัดสภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาแล้วมีค่าปกติ แต่ตามหลักวิชาการนั้นการวัดค่าน้ำ ต้องวัดใน 3 ระดับ คือวัดจากผิวน้ำ กลางลำน้ำ และใต้พื้นน้ำ ซึ่งเราเชื่อว่าค่าออกซิเจนในแม่น้ำลดลงมาก อีกทั้งยังทราบว่าคุณลุงเฉลียว ปานเนียม ซึ่งเป็นผู้ดูแลศูนย์การเรียนรู้เกษตรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่จังหวัดสุพรรณบุรี มีการผลิตลูกบอลจุรินทรีย์ ที่สามารถเพิ่มค่าออกซิเจนในน้ำได้เป็นอย่างดี จึงได้ติดต่อประสานงาน โดยการนำลูกบอลจุรินทรีย์ จำนวน 5000 ลูกมาโยนลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยาช่วง อ.สามโคก จ.ปทุมธานี เพื่อช่วยให้แม่น้ำเจ้าพระยามีออกซิเจน มากขึ้น อันจะเป็นการฟื้นฟูสภาพแม่น้ำและสิ่งแวดล้อมโดยรวมให้กับคืนสู่สภาพที่ดีขึ้นเหมือนเดิม จึงมีวันนี้ขึ้นมา ด้านคุณลุงเฉลียว ปานเนียม ผู้ดูแลศูนย์การเรียนรู้เกษตรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ลูกบอลจุรินทรีย์ ที่ผลิตขึ้นมานั้น ประกอบด้วยสารต่างๆหลายชนิด เช่นจุรินทรีย์สังเคราะห์แสง และยีสต์ ซึ่งยีสต์ตัวนี้จะช่วยย่อยสิ่งที่ไม่ดีมาให้จุรินทรีย์สังเคราะห์แสงกำจัดและมีคุณสมบัติทำให้เกิดออกซิเจนมากขึ้นในน้ำ โดยเรามีประสบการณ์ในการในการช่วยบำบัดน้ำทะเลที่เสียหาย ซึ่งผลออกมาก็สามารถทำให้น้ำทะเลมีสภาพที่ดีขึ้น ทั้งนี้เคยเดินทางไปเป็นวิทยากรในการเพิ่มออกซิเจนให้น้ำทั้งในประเทศและต่างประเทศมาแล้วหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น และลาว เป็นต้น ซึ่งถ้าเราเติมบอลจุรินทรีย์ ลงไปในแม่น้ำมากๆ จะทำให้เกิดปฏิกิริยาทำให้ตะกอนและสารตกค้างอื่นๆหมดสภาพลงและช่วยให้เกิดออกซิเจนมากขึ้นในแม่น้ำลำคลองอีกด้วย ถ้าประชาชนท่านใดสนใจจะเรียนรู้ก็สามารถไปดูงานได้ที่ศูนย์การเรียนรู้เกษตรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เลขที่ 322/1 ม.3 ต.ทัพหลวง อ.หนองหญ้าไซ จ.สุพรรณบุรี ตนเองยินดีและเต็มใจที่จะถ่ายทอดความรู้ให้กับประชาชนทั่วไปเพื่อนำไปช่วยเหลือฟื้นฟูสภาพแม่น้ำลำคลองที่มีปัญหาให้ดีขึ้นต่อไปในอนาคต ที่มา: http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=513333&lang=T">"ชาวบ้านเก้าบาตร" เตรียมตั้ง "กองทุนต่อสู้คดี" กรณีชิงที่ดินโนนดินแดง 5 มิ.ย.54 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ P move ได้ออกหนังสือรับบริจาคระดมทุน เพื่อตั้งกองทุนต่อสู้คดี ของชาวบ้านชุมชนเก้าบาตร ต.ลำนางรอง อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์โดยในวันที่ 6-7 มิ.ย.นี้ จะมีการจัดกิจกรรมระดมทุนขึ้น เพื่อระดมทรัพยากรในการดำเนินการเกี่ยวกับคดีที่ชาวบ้านถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้แจ้งความ ซึ่งปัจจุบันคดีอยู่ในชั้นเจ้าพนักงานอัยการรวมทั้งเก็บไว้ใช้เกี่ยวกับเครื่องอุปโภค และบริโภคที่จำเป็นในการดำรงชีพต่อไป ทั้งนี้ ชาวบ้านกลุ่มดังกล่าวถือเป็นผู้ได้รับผลกระทบ จากปัญหาเรื่องที่ทำกินในพื้นที่สัญญาเช่าป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ โดยเดิมพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่สีแดงที่รัฐอพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่ด้วย ข้ออ้างเพื่อความปลอดภัย แล้วนำที่ดินนั้นมาให้เอกชนเช่าทำสวนป่า จนในปี 2539 รัฐประกาศยกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติตาพระยา ซึ่งทับซ้อนและสร้างปัญหาทับที่ทำกินของชาวบ้านอย่างมากมาย ต่อมาเมื่อบางบริษัทเริ่มหมดสัญญาเช่าหรือหมดอายุสัมปทานลง เมื่อปี 2546 ชาวบ้านที่เสียที่ดินทำกินในครั้งนั้นจึงเริ่มมีการเคลื่อนไหวเพื่อร้องคืนสิทธิที่ดินทำกิน โดยให้รัฐคืนสิทธ์ให้เจ้าของที่ดินเดิมและนำมาจัดสรรให้เกษตรกรยากจนไร้ที่ทำกิน จนมาถึงปี 2552 ชาวบ้านในนามเครือข่ายปฏิรูปที่ดินบ้านเก้าบาตร ต.ลำนางรอง 170 ครอบครัวได้เข้าไปอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่หมดสัญญาเช่าของบริษัทเอกชนซึ่งเคยเช่าปลูกยูคาลิปตัส ในระหว่างการแก้ไขปัญหาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันก็มีชาวบ้านที่ประสบปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน เข้าไปจับจองพื้นที่หมดสัญญาเช่าอีกหลายกลุ่ม ที่ผ่านมากรณีชุมชนเก้าบาตรมีการตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินทำกินในฐานะสมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยร่วมกับรัฐบาล และได้เสนอเป็นพื้นที่ดำเนินการโฉนดชุมชนแล้ว แต่สถานการณ์ในพื้นที่ชาวบ้านกลับถูกแจ้งความดำเนินคดี และยังคงยังถูกหน่วยงานฝ่ายความมั่งคงใช้ความรุนแรงขับไล่ออกจากพื้นที ล่าสุด เมื่อวันที่ 13 พ.ค.54 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ได้ร่วมกับสภาประชาชน 4 ภาคประมาณ 5,000 คน ได้เข้าไปยังพื้นที่ โดยอ้างว่าต้องการเข้ามาในพื้นที่เพื่อปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ แต่ชาวบ้านที่อาศัยทำกินอยู่บริเวณนั้นกลับไม่ได้รับทราบข้อมูลเรื่องนี้เลย จึงมีการกันไม่ให้ทหารเข้าไปในพื้นที่ จนเกิดเหตุปะทะกันอย่างรุนแรง และทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บประมาณ 9 คน โดยชาวบ้านบางรายได้รับบาดเจ็บถึงขั้นที่ต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลโนนดินแดง ที่มา: http://www.prachatai.com/journal/2011/06/35280 ชุมชนชายฝั่งระนองผวาข่าวลือสึนามิ อพยพหนีขึ้นที่สูง 4 มิ.ย.54 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกระแสข่าวว่าจะเกิดเหตุคลื่นสึนามิในเขตพื้นที่ฝั่งอันดามันในช่วงระหว่างวันที่ 4-6 มิ.ย.2554 ปรากฏว่า ประชาชนที่มีบ้านเรือนตามพื้นที่ชายฝั่งและจุดเสี่ยงภัยต่างๆ บางส่วนได้เก็บข้าวของอพยพมาอยู่อาศัยตามพื้นที่สูง อาทิ บริเวณวัดบางนอน ต.บางนอน อ.เมือง จ.ระนอง ซึ่งตั้งอยู่บนเนินสูง พบมีประชาชนจาก ต.ปากน้ำ อ.เมืองระนอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชุมชนชายฝั่งอพยพม่าอาศัยกว่า 30 ครัวเรือน นายพยอม แก้วแดง ชาวบ้านปากคลอง ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.ระนอง ที่อพยพมาอาศัยที่วัดบางนอน กล่าวว่า ครอบครัวของตนได้มาอาศัยที่ศาลาของวัดเมื่อคืนที่ผ่านมา เนื่องจากข่าวที่เกิดขึ้นทำให้ชาวบ้านหวาดกลัวมาก อีกทั้งก่อนหน้าที่ได้เกิดน้ำทะเลหนุนท่วมสูงผิดปกติมาแล้วหลายครั้ง เมื่อมีข่าวลือเรื่องสึนามิจึงไม่ประมาท ตัดสินใจนำครอบครัวมาอาศัยวัดซึ่งมีพื้นที่สูง จึงมั่นใจว่าน่าจะปลอดภัย นายชาสันต์ คงเรือง ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดระนอง เปิดเผยว่า จากการที่ได้เกิดข่าวลือและใบปลิวทั่วทั้งจังหวัดระนองว่าจะเกิดเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิเข้าจังหวัดระนอง ในวันที่ 4-6 มิถุนายน 2554 นี้ ทำให้ประชาชนที่อาศัยในเขตพื้นที่ จ.ระนอง และนักท่องเที่ยวที่ทราบข่าวต่างตื่นตระหนก บางคนหนีเข้ามาเช่าบ้านหรือซื้อบ้านอยู่ในเมืองและย้ายไปอยู่จังหวัดอื่น "ฉะนั้นขอชี้แจงเพื่อให้ประชาชนใน จ.ระนอง และผู้ที่เข้ามาอาศัยใน จ.ระนอง และนักท่องเที่ยวที่ทราบข่าวอย่าได้ตื่นตระหนกกับข่าวลือเรื่องสึนามิ เพราะการเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในทะเล และเกิดคลื่นสึนามิตามมานั้น ไม่มีใครที่สามารถพยากรณ์ล่วงหน้าได้ และไม่มีใครหรือเครื่องมือชนิดใดที่จะสามารถพยากรณ์ล่วงหน้าได้" นายชาสันต์ กล่าว ทั้งนี้การเกิดสึนามิ เกิดได้จาก 4 สาเหตุหลักๆ คือ เกิดจากแผ่นดินไหวในทะเล และมีการแยกตัวอย่างรุนแรง, สึนามิเกิดจากภูเขาไฟระเบิด ภูเขาไฟใต้ทะเล ภูเขาไฟในเกาะกลางทะเล เกิดระเบิดขึ้น, สึนามิเกิดจาก แผ่นดินถล่มสไลด์ลงทะเล, สึนามิ เกิดจากภูเขาไฟใต้ทะเลถล่ม "ปัจจุบันหากเกิดแผ่นดินไหวในทะเล และก่อให้เกิดสึนามิได้นั้น ประเทศไทยเรามีเครื่องมือในการแจ้งเตือนเหตุ โดยส่วนกลางจะแจ้งให้จังหวัดทราบ และแจ้งไปยังหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อประกาศแจ้งให้ชาวบ้านทราบ ทั้งหอกระจายข่าวในหมู่บ้าน เสียงตามสายในชุมชนต่างๆ และสถานีวิทยุกระจายเสียงในจังหวัด ให้เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดหรืออพยพขึ้นที่สูงโดยด่วน โดยทาง ปภ.มีแผนรองรับเหตุ และบุคลากร หน่วยงานและอาสา เข้าช่วยเหลือทันที" นายชาสันต์ กล่าว ที่มา: http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=513245&lang=T">ขบวนการปชช.เพื่อสังคมที่เป็นธรรม (PMOVE) ประณาม กฟผ.ทำเกินเหตุละเมิดสิทธิชาวกุมภวาปี 3 มิ.ย.54 - สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2554 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเครื่องจักรหนักเข้าไปขุดที่ดิน และรื้อสิ่งปลูกสร้าง เพื่อก่อสร้างเสาไฟฟ้าแรงสูง ที่บ้านเหล่ากล้วย อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี ขณะที่ชาวบ้านเจ้าของที่ดิน และนักศึกษาได้เข้าขัดขวาง และถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมจำนวน 15 คน และในปัจจุบัน สถานการณ์ในพื้นที่ ยังไม่น่าไว้วางใจ ซึ่งทางพื้นที่คาดการณ์ว่า อีกไม่นาน (3-5 วัน) กฟผ. จะเข้าดำเนินการในพื้นที่อีกครั้งอันจะทำให้เกิดการเผชิญหน้าที่รุนแรงขึ้น ทั้งนี้ ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (Pmove) จึงออกแถลงการณ์ฉบับที่ 24 ประณามการใช้ความรุนแรง และพฤติกรรมอันป่าเถื่อนของการไฟฟ้าฯ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ กรณีการสร้างสายส่งไฟฟ้าแรงสูงละเมิดสิทธิ์ชาวบ้านเหล่ากล้วย อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี มีเนื้อหาดังนี้ จากกรณีที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ดำเนินการก่อสร้างโครงข่ายระบบไฟฟ้า 500 กิโลโวลต์ น้ำพอง 2-อุดรธานี 3 โดยตามแนวการก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าแรงสูง ได้พาดผ่านที่ทำกินของชาวบ้าน ซึ่งเป็นที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ โดยเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2554 การไฟฟ้าฯ (กฟผ.) ได้นำเครื่องจักรหนัก พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนหลายสิบนาย เข้าไปขุดรื้อที่ดิน รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง เพื่อลงฐานเสาไฟฟ้า ซึ่งในวันดังกล่าวชาวบ้านเจ้าของที่ดินและนักศึกษาได้เข้าขัดขวางการขุดรื้อดังกล่าว จนทำให้เกิดการเผชิญหน้า และมีการจับกุมนักศึกษาและชาวบ้านจำนวน 15 คน ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) เห็นว่า การดำเนินการของการไฟฟ้าฯ ในการก่อสร้างสายส่งไฟฟ้า ซึ่งนั่งวางแผนในห้องแอร์ แล้วมายัดเยียดให้ชาวบ้าน อันเป็นรูปแบบการพัฒนาที่ล้าหลัง ตกยุค และยังเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิของชาวบ้าน และฝ่าฟืนรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน และที่สำคัญการไฟฟ้าฯ และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ฉวยโอกาสในช่วงของการเตรียมการเลือกตั้ง โดยเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2554 ก็มีเหตุการณ์กองกำลัง กอ.รมน. เข้าบุกรื้อสิ่งปลูกสร้าง ที่อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ และมีสัญญาณของความพยายามที่จะใช้กำลัง ทั้งกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ทหาร เข้าไปคุกคามชาวบ้านในอีกหลายพื้นที่ ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) ขอประณามการกระทำของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศ (กฟผ.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เป็นทาสรับใช้การไฟฟ้าฯ ที่กระทำอย่างรุนแรง ป่าเถื่อน ไม่เคารพสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของชาวบ้านเหล่ากล้วย จังหวัดอุดรธานี และขอเรียกร้องให้รัฐบาล ดำเนินการ ดังนี้ 1.สั่งการให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ยุติการก่อสร้างสายส่งไฟฟ้า ทันที 2.ให้รัฐบาลสั่งการให้ตำรวจยกเลิก การดำเนินคดีกับนักศึกษาและชาวบ้าน ทันที อย่างไรก็ตามขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) ยืนยันว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นที่บ้านเหล่ากล้วย อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี เกิดขึ้นจากการพัฒนาประเทศที่ไม่ผ่านการมีส่วนร่วมของชาวบ้านในพื้นที่ และพวกเรายืนยันว่า การคัดค้านการก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าแรงสูงของชาวบ้านเหล่ากล้วย เป็นการใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐบาลจะต้องให้การคุ้มครอง และปฏิบัติกับชาวบ้านอย่างเป็นธรรม ที่มา: http://www.prachatham.com/detail.htm?code=00_03062011_01 ผู้ปกครองร้องผ่านสายด่วน 1579 "เรียนฟรีไม่จริง" เด็กชนบทตกหล่นรับแจกหนังสือ 3 มิ.ย.54 - นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) กล่าวว่าตั้งแต่เปิดศูนย์รับเรื่องร้องเรียนโครงการเรียนฟรีเรียนดี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ ผ่านสายด่วน 1579 เมื่อวันที่ 26 พ.ค.ที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ได้รับรายงานว่ามีผู้โทรศัพท์เข้ามากว่า 100 ราย โดยปัญหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องการจ่ายค่าบำรุงการศึกษาเพิ่มเติมให้แก่โรงเรียน ซึ่งผู้ปกครองรู้สึกว่าไม่ได้เป็นการเรียนฟรีจริง รองลงมาคือเรื่องหนังสือเรียนซึ่งบางโรงเรียนยังแจกหนังสือเรียนฟรีให้เด็กไม่ครบ แต่ สพฐ.รายงานว่าโรงเรียนร้อยละ 92.8 ได้รับหนังสือทั้ง 8 กลุ่มสาระวิชา แต่ที่มีปัญหาส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ห่างไกล การซื้อขายผ่านตัวแทนร้านค้าที่มีน้อย แต่ทางโรงเรียนยืนยันว่าวันที่ 15 มิ.ย.นี้จะได้หนังสือเรียนครบแน่นอน และสุดท้ายเป็นการสอบถามเรื่องการซื้อเครื่องแบบนักเรียน ที่ผู้ปกครองต้องรับเงินจากโรงเรียนเพื่อไปซื้อ ว่าสามารถนำเงินไปถัวจ่ายเพื่อซื้อเครื่องแบบนักเรียน หรือเครื่องแบบลูกเสือเนตรนารี ได้หรือไม่ รมว.ศธ. กล่าวต่อว่าได้มอบให้คณะทำงานประสานชี้แจงว่าการเรียกเก็บค่าธรรมเนียนมอื่นๆที่โรงเรียนเรียกเก็บนอกเหนือจากรายการที่อยู่ในโครงการเรียนฟรีฯ ไม่สามารถทำได้ เว้นแต่ปฏิบัติตามระเบียบที่ ศธ.กำหนดและผ่านการประชุมเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษาภาคี 4 ฝ่าย รวมทั้งประชุมเพื่อแจ้งให้ผู้ปกครองรับทราบและเต็มใจที่จะรับบริการพิเศษเพิ่มเติม เช่น บางรายร้องเรียนการจ่ายค่าเรียนภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ซึ่งเป็นการจัดการเรียนการสอนนอกเหนือที่กำหนด และโรงเรียนต้องจ้างครูต่างชาติมาสอน ตรงนี้หากผู้ปกครองต้องการรับบริการก็ต้องจ่าย ในส่วนของนักเรียนที่ขาดแคลนก็ให้ประสานผู้อำนวยการโรงเรียนดูแลต่อไป อย่างไรก็ตาม ศธ.จะเปิดสายด่วน 1579 เพื่อรับแจ้งข้อมูลดังกล่าวถึงวันที่ 10 มิ.ย.นี้ ที่มา: ศูนย์ข่าวเพื่อชุมชน คนไทยพลัดถิ่นเล็งฟ้อง มท.-ชี้เดินเรื่องทำบัตรช้าทำเดือดร้อน 3 มิ.ย.54 - จากกรณีที่คนไทยพลัดถิ่น ได้แสดงความจำนงต้องการใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม 2554 แต่ยังไม่ได้รับสิทธิ ทำให้มีการรวมตัวกันอีกครั้ง ที่วัดพระธาตุ ตำบลแม่ปะ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยตัวแทนชาวไทยพลัดถิ่นจำนวน 74 คนได้ไปยื่นเอกสารหลักฐานต่างๆ ต่อคณะทำงานช่วยเหลือทางกฎหมายกรณีคนไทยพลัดถิ่นอำเภอแม่สอดและอำเภอแม่ระมาด เพื่อให้ฟ้องต่อกระทรวงมหาดไทย ที่ดำเนินการให้สัญชาติแก่คนไทยพลัดถิ่น 2,984 คน ล่าช้าและนิ่งเฉย โดยชาวไทยพลัดถิ่นทั้งหมดจะส่งผู้แทนร่วมกับคณะทำงาน ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางที่กรุงเทพ ในวันที่ 27 มิถุนายน 54 นี้ หลังทางกระทรวงมหาดไทยรับเรื่องไปตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2547 จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษา นายชาติชาย อมรเลิศวัฒนา อนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น กล่าวว่า เป็นเพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า และชาวบ้านก็ได้สาบานตนตามประกาศของกระทรวงมหาดไทยแล้ว แต่ปรากฏว่า ส่วนหนึ่งได้รับสัญชาติไทยไปแล้ว แต่ยังมีอีกจำนวนมากยังไม่ได้สัญชาติ ทั้งที่ไปสาบานตนแล้ว นายธนาวัชณ์ แก้วพงษ์พันธุ์ ทนายความในคณะทำงาน กล่าวว่า ในคำขอท้ายฟ้องขอให้รัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย หรือ ขอให้ศาลบังคับให้รัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ หรือ สั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่คนไทยพลัดถิ่นในประเด็นขอแปลงสัญชาติไทย ที่ยื่นไว้ตั้งแต่ปี 2547 แต่ด้วยผู้ฟ้องมีมากกว่า 2,984 ราย จึงมอบคดีให้เพื่อนทำหน้าที่ฟ้องแทนคนไทยพลัดถิ่นทั้งหมดที่ต้องการได้สิทธิตามที่คนไทยพึงจะได้รับ ที่มา: http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9540000067770 ชาวบ้านป่าผึ้ง อ.สูงเม่น ร้องเรียน ผวจ.แพร่ คัดค้านการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน 3 มิ.ย.54 - ชาวบ้านป่าผึ้ง หมู่ 6 ตำบลหัวฝาย อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ ประมาณ 50 คน นำโดยนางวริศรา ถนอม มายื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายชวน ศิรินันท์พร ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ หลังจากจัดรายการผู้ว่าพบประชาชน ที่สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดแพร่ (สวท.แพร่) อำเภอเมือง แพร่ โดยระบุว่าการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2554 ที่ผ่านมามีข้อสังเกตที่ไม่เหมาะสมและไม่โปร่งใส คือบัตรเลือกตั้งมีร่องรอยตราประทับของกระทรวงมหาดไทย ตรงช่องหมายเลข 1 และช่องสำหรับลงคะแนน เกือบทุกฉบับที่มีการประทับตรา ซึ่งการเลือกตั้ง มีการประท้วงจากผู้สังเกตการณ์จากประชาชนและทีมผู้สมัครหมายเลข 1 เกี่ยวกับรอยประทับตราดังกล่าว แต่คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งอ้างว่าบัตรเลือกตั้งประทับตรามาจากอำเภอ โดยไม่การคำชี้แจงทำความเข้าใจให้ประชาชนทราบ และดำเนินการเลือกตั้งต่อไป ซึ่งทำให้ประชาชนเกิดความสับสนว่าไม่สามารถกาบัตรที่มีรอยประทับตราสีแดง ซึ่งอยู่ช่องหมายเลข 1 และผลการเลือกตั้ง ปรากฏว่าหมายเลข 2 คือนายบรรเจิด ดวงดาว ชนะการเลือกตั้ง มีคะแนนมากกว่านายอิ๊ด ริมฝาย หมายเลข 1 อยู่ 16 คะแนน โดยมีการประกาศรับรองไปแล้ว และขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาการทำหน้าที่ของคณะกรรมการในการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านชุดนี้ รวมทั้งพิจารณาบัตรเลือกตั้งดังกล่าว และขอให้มีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ รับที่จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินการตรวจสอบบัตรเลือกตั้งดังกล่าว เพราะถึงแม้จะประกาศรับรองไปแล้ว แต่ก็ยังสามารถร้องคัดค้านได้ ส่วนจะให้ดำเนินการอย่างไรต่อ ขอให้รอผลการตรวจสอบก่อน ชาวบ้านจึงพอใจและแยกย้ายกันกลับ ที่มา: http://region3.prd.go.th/ct/news/viewnews.php?ID=110603090258 ประท้วงต้านประธาน ก.ล.ต. 2 มิ.ย.54 - ก่อนเวลา 13.00 น.ที่จะมีการประชุมคณะกรรมการของสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตามวาระปกติ ได้มีพนักงาน ก.ล.ต.ได้รวมตัวกันประมาณ 200 คน เพื่อต่อต้านการกระทำของนายวิจิตร สุพินิจ ประธาน ก.ล.ต. เนื่องจากไม่สามารถรับกับการกระทำอันไม่เหมาะสมของประธาน ก.ล.ต.หลังนายวิจิตร ถูกระบุชื่อจากกลุ่มที่ต้องการเข้าไปเปลี่ยนแปลงการบริหารงานใน TTA ว่าเสนอให้เป็นประธานกรรมการ TTA ด้านนายธีระชัย ภูวนารถนรานุบาล เลขาธิการ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ก.ล.ต.วันนี้ คาดว่าจะมีการหารือถึงคุณสมบัติของประธาน และกรรมการ ก.ล.ต. โดยเฉพาะประเด็นการเป็นกรรมการในบริษัทจดทะเบียน กรณีของนายวิจิตร สุพินิจ ประธาน ก.ล.ต.ด้วย "เห็นว่าข้อห้ามดังกล่าวไม่ควรเฉพาะแต่ประธานกรรมการ แต่ควรรวมถึงกรรมการรทุกฝ่ายที่ไปดำรงตำแหน่งในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์" ขณะที่นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวในฐานะอดีตเลขาธิการ ก.ล.ต. เปิดเผยว่า ผมเคยพูดมาตลอด 10-20 ปีที่ผ่านมาว่า คนที่จะดำรงตำแหน่งเป็นบุคคลสาธารณะควรทำให้บุคคลอื่นแสดงความเชื่อมั่นในการเป็นบุคคลสาธารณชนให้ได้ เหมือนกับคำภาษาอังกฤษที่ว่า "Public Office Is Public Trust" และคาดว่าการประชุมก.ล.ต.ในบ่ายนี้น่าจะมีการหารือในประเด็นดังกล่าวในทิศทางที่ดีได้ ที่มา: http://www.posttoday.com นักข่าวพลเมือง: เดินหน้าร้อง ปจช.แก้ปัญหาตัดถนนเขาบรรทัด-ปมที่ดินโนนดินแดง 2 มิ.ย.54 - เวลาประมาณ 10.30 น.ที่สำนักงานโฉนดชุมชน เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.) จำนวน 20 คน ได้ยื่นหนังสือต่อ ประธานคณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน (ปจช.) ผ่าน นายจาตุรงค์ ปัญญาดิลิก รองประธาน ปจช. เพื่อให้มีการประชุม ปจช. ภายในเดือน มิ.ย.54 โดยนำกรณีการตัดถนนกันแนวเขตเขาบรรทัด และกรณีโนนดินแดง ซึ่งเป็นพื้นที่นำร่องโฉนดชุมชนและพื้นที่เตรียมดำเนินการโฉนดชุมชน เข้าพิจารณาหามาตรการแก้ไขปัญหา นายสมนึก พุฒนวล กรรมการ คปท. กล่าวว่า กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้ก่อสร้างถนนกันแนวเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาบรรทัด ในพื้นที่บ้านยูงงาม ม.1 และ ม.4 ต.โพรงจระเข้ บ้านลำพิกุล ม.4 และบ้านลำขนุน ม.8 ต.นาชุมเห็ด อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง โดยถนนมีความกว้าง 5 ม.ล่าสุดดำเนินการไปแล้ว 6 กม.การกระทำดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติ และที่ดินทำกินดั้งเดิมของชาวบ้านในพื้นที่นำร่องโฉนดชุมชน และพื้นที่เตรียมความพร้อมในการจัดทำโฉนดชุมชน ทางเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัดได้มีหนังสือถึง ประธานคณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน (ปจช.) เมื่อวันที่ 10 พ.ค.54 เพื่อขอให้ยุติการสร้างถนนดังกล่าว แต่ปัจจุบันยังไม่มีแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจน จึงขอให้มีการประชุม ปจช.เพื่อพิจารณาเรื่องนี้ อีกทั้ง ขอให้พิจารณาแก้ปัญหากรณีชุมชนเก้าบาตร ต.ลำนางรอง อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งที่ผ่านมามีการตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาร่วมกับรัฐบาล และได้เสนอเป็นพื้นที่ดำเนินการโฉนดชุมชนแล้ว แต่ฝ่ายความมั่งคงยังคงใช้ความรุนแรงขับไล่ชาวบ้าน โดยเมื่อวันที่ 13 พ.ค.54 เจ้าหน้าที่กองอำนวยการรักษาความมั่งคงภายใน (กอ.รมน.) ร่วมกับกลุ่มสมาชิกสภาประชาชน 4 ภาค จำนวนประมาณ 3,000 คน ได้เข้าไปใช้ความรุนแรงกับชาวบ้านในพื้นที่ ส่งผลให้มีชาวบ้านได้รับบาดเจ็บสาหัสหลายราย นางกันยา ปันกิติ กรรมการ คปท. กล่าวเสริมว่า ชาวบ้านกำลังถูกเจ้าหน้าที่ภาครัฐคุกคามอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยอำนาจกฎหมายและกำลังเจ้าหน้าที่ เป็นการละเมิดสิทธิชุมชนอย่างรุนแรง กรณีการสร้างถนนกันแนวเขตไม่ได้มีการปรึกษาชาวบ้าน และไม่ได้เปิดเผยข้อมูลโครงการ ทำไมเจ้าหน้าที่ป่าไม้ทำลายป่าและสิ่งแวดล้อมได้โดยกฎหมายป่าไม้เปิดช่องทางให้ แต่ชาวบ้านที่ทำกินในที่ดินเดิมมาก่อนการประกาศแนวเขตป่ากลับถูกสั่งห้ามไม่ให้ทำกิน และถูกจับกุมดำเนินคดี "ชาวบ้านไม่อยากได้ถนนนี้ แล้วจะบังคับให้เอาอีกเหรอ ถนนนี้สร้างเพื่อกันแนวเขตสวนยาง ไม่ได้กันแนวเขตป่า ชาวบ้านจะทำกินต่อไปไม่ได้ แต่ขนไม้เถื่อนง่าย เพราะไม่มีบ้านคน เฝ้าระวังลำบาก ดูแลรักษาป่าไม่ได้ เจ้าหน้าที่บินตรวจป่าอยู่บ่อยๆ ยังมองไม่เห็นป่าที่ถูกทำลายเลย ยังแก้ปัญหาไม่ได้เลย ถนนนี้ไม่มีประโยชน์กับชาวบ้าน ในชุมชนมีถนนอยู่แล้ว ถนนนี้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมากมาย การใช้รถแบคโฮและรถแทรคเตอร์ขุดไถดันทางน้ำ ทำให้น้ำไม่มีทางไหล เสี่ยงต่อการเกิดดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก เพราะดินเป็นดินร่วนปนทราย ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านในพื้นที่ อ.ย่านตาขาว อ.ปะเหลียน อ.นาโยง และ อ.เมือง" นางกันยา กล่าว ด้านนายจาตุรงค์ ปัญญาดิลิก รองประธาน ปจช. รับปากว่าจะผลักดันให้มีการประชุมคณะกรรมการ ปจช.ภายในเดือนมิถุนายนนี้ โดยจะนำกรณีการตัดถนนกันแนวเขตเขาบรรทัด และกรณีโนนดินแดง มาพิจารณาในที่ประชุมซึ่งมีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นกรรมการอยู่ด้วย ที่มา: http://www.prachatai.com/journal/2011/06/35256 ชาวบ้านโวยถนนไม่เสร็จ ทวงนายกอบต.สัญญา 3 ปี 2 มิ.ย.54 - กลุ่มชาวบ้านหมู่ 4 ต.สาคร อ.ท่าแพ จ.สตูล นำโดยนายหอหนี นักรำ อายุ 49 ปี เดินทางมารวมตัวเพื่อชุมนุมประท้วงปิดถนนสายปากทางห้วยไทร-สาคร บริเวณหน้าสำนักงานอบต.สาคร เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องทวงสัญญาจากนายนันทวัฒน์ ลิมมิตร นายกอบต.สาคร ที่เคยให้สัญญา 3 ปีจะสร้างถนนซอยชุมชนพัฒนาทางไปท่าเรือท่าหว้า เป็นระยะทาง 1.3 กม.ให้แล้วเสร็จ เนื่องจากเส้นทางดังกล่าวชำรุดเป็นหลุมเป็นบ่อมานาน จนชาวบ้าน นักเรียนและประชาชนที่ใช้เส้นทางดังกล่าวได้รับความเดือดร้อนมาก ชาวเกาะจะใช้เส้นทางสายนี้ในการเดินทางขึ้นลงจากเกาะ และใช้ในการบรรทุกผลผลิตทางการเกษตรเข้า-ออกหมู่บ้าน โดยมีผู้ใช้เส้นทางนี้สัญจรประมาณ 2,000 คน ที่ผ่านมาชาวบ้านได้พยายามสอบถามความคืบหน้าการก่อสร้างมาหลายครั้งแล้ว แต่ทางนายกอบต.สาคร บ่ายเบี่ยงมาตลอดจนชาวบ้านทนไม่ได้ต้องชุมนุมปิดถนนเพื่อรอฟังคำตอบจากนายกอบต.สาคร ถ้าหากไม่ได้คำตอบเป็นที่พอใจก็จะรวมตัวขับไล่นายนันทวัฒน์ นายก อบต.สาคร ให้พ้นจากตำแหน่งทันที ต่อมาตัวแทนชาวบ้านได้เข้าประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ ได้แก่ พ.ต.อ.กอบ อัจนากิติ รอง ผบก.ภ.จว.สตูล นายยาลา ใบกาเด็ม ปลัดอาวุโสอำเภอท่าแพ นายนันทวัฒน์ ลิมมิตร นายกอบต.สาคร เพื่อหาข้อยุติ คือ 1.เสนอสภาพิจารณาเรื่องนี้ภายในเดือนกรกฎาคม 2554 ระยะที่ 2 กระบวนจัดหาผู้รับจ้างภายในเดือนสิงหาคม 2554 และ 3.ลงนามในสัญญาจ้างภายในวันที่ 15 กันยายน 2554 โดยจะดำเนินการสร้างให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน 2554 ทั้งนี้ การก่อสร้างถนนต้องขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและอุปสรรคในการดำเนินการของผู้รับจ้างด้วย และหลังจากเซ็นสัญญาข้อตกลงแล้วตัวแทนกลุ่มผู้ชุมนุมพร้อมด้วยนายกอบต.สาคร ได้ออกมาแจ้งให้ผู้ชุมนุมทราบ ซึ่งผู้ชุมนุมทุกคนต่างพอใจกับข้อตกลงและคำตอบดังกล่าว ส่งผลให้ผู้ชุมนุมยกเลิกการปิดถนนและแยกย้ายกันกลับบ้านในวันเดียวกัน ที่มา: http://www.komchadluek.net โวยกรมฯ น้ำ ปล่อยผู้รับเหมาขุดลอกคลองชุ่ย ทำกระแสน้ำเปลี่ยนทางเซาะที่ดินหายจำนวนมาก 2 มิ.ย.54 - ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านหมู่ 8 ต.หลุมรัง อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี ว่า มีบริษัทรับเหมานำรถแม็คโคร จำนวน 3 คัน มาขุดลอกห้วยลำตะเพิน เป็นเหตุให้น้ำไหลเปลี่ยนทิศทางกระแสน้ำเข้ากัดเซาะที่ดินของชาวบ้านที่อยู่บริเวณริมน้ำหายไปจำนวนมาก จากนั้นจึงเดินทางไปพิสูจน์ตามที่ได้รับการร้องเรียน เมื่อเดินทางไปถึงบริเวณดังกล่าวพบ นายบุญมา เสลาหอม อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 100 หมู่ 8 ต.หลุมรัง อ.บ่อพลอย นายจรัส เสลาหอม อายุ 65 ปี อยู่บ้านเลขที่ 99 หมู่ 8 ต.หลุมรัง และนายเจด็จ ดาบแก้ว อายุ 48 ปี อยู่บ้านเลขที่ 102/1 หมู่ 8 ต.หลุมรัง ซึ่งทั้ง 3 มีบ้านพักอาศัยอยู่ติดกัน และอยู่ติดกับลำห้วยลำตะเพิน โดยทั้ง 3 ครอบครัวได้รับความเดือดร้อนเหมือนกันคือ กระแสน้ำไหลเข้ากัดเซาะที่ดินที่ปลูกบ้านอยู่อาศัยและปลูกพืชไร่หายไปกับกระแสน้ำกว้างกว่า 10 เมตร ยาวกว่า 20 เมตร ซึ่งยังมีชาวบ้านอีกหลายครอบครัวที่ได้รับความเดือดร้อนในกรณีเดียวกัน นายจรัส เสลาหอม เปิดเผยว่า เมื่อประมาณ 1 อาทิตย์ที่ผ่านมา มีคนงานของบริษัทรับเหมาขุดลอกคลองทราบเพียงว่ามาจากจังหวัดสุพรรณบุรี แต่ไม่ทราบชื่อของ