บทวิเคราะห์นโยบายการเกษตร เพื่อไทยVS ปชป.:จะเอาประกันราคาหรือรับจำนำกันดีพี่น้อง..?
ชาวนา
ลูกหลานพระยาคันคาก
การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในไม่กี่วันนี้
พรรคการเมืองหลายพรรคต่างก็มีนโยบายด้านการเกษตรออกมาหาเสียง
ที่น่าสนใจคือ
นโยบายประกันรายได้
และนโยบายรับจำนำข้าวเปลือก
ที่ถือได้ว่าเกี่ยวข้องกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั้งประเทศ
จากข้อมูลเมื่อเดือน
ตุลาคม 2553
มีตัวเลขผู้มาลงทะเบียนเกษตรกรแล้วกว่า
6,796,241 ครอบครัว
มีจำนวนเกษตรกร 19,824,665 ราย
เกษตรกรจำนวนทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียกับโครงการนี้โดยตรง
เพราะปัจจุบันนโยบายต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรจะดำเนินการโดยใช้ฐานข้อมูลจากทะเบียนเกษตรกรเกือบทั้งสิ้น
คำถามหลักที่น่าสนใจ
ก็คือว่า
เกษตรกรอยากจะได้
ประกันรายได้แบบรัฐบาลประชาธิปัตย์หรือว่า
อยากจะได้แบบรับจำนำข้าวเปลือก
ของพรรคเพื่อไทยกันแน่ ?
เริ่มจากนโยบายประกันรายได้ของรัฐบาลประชาธิปัตย์
ที่ให้เงินชดเชยส่วนต่างของราคาข้าวเปลือกกับเกษตรกรในลักษณะของการอิงกับพื้นที่ตามที่แจ้งขึ้นทะเบียนเกษตรกร
โดยไม่เกินครอบครัวละ 30
ไร่
และจำกัดเพดานสูงสุดไม่เกิน
30 ตัน
เหตุผลความชอบใจของชาวบ้านต่อนโยบายนี้ก็คือ
เมื่อเทียบกับแบบรับจำนำแล้ว
เขาได้เงินทันทีหลังจากที่ขายข้าว
และ
ยังได้เงินส่วนหนึ่งที่ชาวบ้านเรียกว่า
เงินตาม
คือเงินชดเชยส่วนต่าง
ตามมาทีหลังอีก แน่นอนว่า
คนที่ชอบแบบนี้
ทุกคนมีความพอใจกับเงินตาม
ที่ได้เป็นเงินก้อน
แม้ว่าราคาข้าวที่ขายจะไม่สูงนัก
แต่พอรวมกับเงินตามที่ได้จากส่วนต่างแล้ว
ก็อยู่ในเกณฑ์ที่พอรับได้
แม้ว่าเอาเข้าจริงๆแล้ว
ราคาขายข้าวเมื่อรวมเงินตามแล้วจะต่ำกว่าราคาเกณฑ์อ้างอิงก็ตาม
เช่น กรณีชาวนาปรัง
โดยปกติชาวนาเกี่ยวข้าวขายสดเลย
โรงสีก็จะหักค่าความชื้นออก
แต่ราคาตามเกณฑ์เป็นราคาที่ความชื้น
15% ซึ่ง
ในความเป็นจริงไม่น่าจะมีเกษตรกรนาปรังคนใดขายข้าวที่ความชื้น
15%แน่นอน
นอกจากนี้ความน่าสนใจอีกอย่างก็คือ
ไม่ว่าจะมีข้าวขายหรือไม่มีข้าวขาย
การประกันราคา
ก็จะให้เงินชดเชยส่วนต่างกับชาวนาทุกคนอย่างทั่วถึง
ต่างกับการรับจำนำ
ที่เกษตรกรจะต้องมีข้าวไปขายโรงสีเท่านั้นจึงจะมีโอกาสได้ในราคารับจำนำ
ถ้าเกิดข้าวเสียหาย
เกิดโรคระบาด
ผลผลิตได้น้อย
กรณีนี้เกษตรกรก็อาจจะไม่ได้เงินมากนักแม้ว่าราคารับจำนำจะสูงก็ตาม
และยังน่าสนใจอีกว่าชาวนาที่มีที่นาน้อย
อาจจะไม่เกิน 30 ไร่
มีแนวโน้มที่จะชอบการประกันรายได้มากกว่าการรับจำนำ
สำหรับเกษตรข้าวนาปี
กรณีทางภาคอีสาน
ชาวบ้านส่วนใหญ่น่าจะชอบประกันรายได้มากกว่ารับจำนำ
เพราะเขาได้เงินเพิ่มขึ้นอีก
ไม่ว่าจะขายข้าวหรือไม่ขายข้าวก็ตาม
เพราะโดยมากแล้วชาวนาทางภาคอีสานจะเก็บข้าวไว้กินส่วนหนึ่งและขายบ้างบางส่วน
เมื่อการประกันรายได้อิงเกณฑ์ตามพื้นที่ทำนา
ทำให้เงินชดเชยส่วนต่างไปถึงทุกครัวเรือนที่ขึ้นทะเบียน
แม้ว่าจะมีส่วนต่างไม่มากนักก็ตาม
ที่กล่าวข้างต้นนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเหตุผลความพอใจของเกษตรกรต่อนโยบายการประกันรายได้
อย่างไรก็ตาม
ปัญหาจากโครงการนี้
ก็มีให้เห็นไม่ต่างจากโครงการอื่นๆของรัฐบาล
แต่โครงการนี้ถือว่าสำคัญเพราะเกี่ยวข้องกับเกษตรกรเกือบยี่สิบล้านคนทั่วประเทศ
ปัญหาที่พบก็มีมากมาย
เช่น
ตั้งแต่ในช่วงเริ่มแรกโครงการมีเกษตรกรจำนวนมากที่ไม่ได้เข้าร่วม
ทำให้เสียสิทธิ์ไป
ดังนั้นจึงพบว่าการเปิดลงทะเบียนในรอบต่อๆมา
จะมีผู้มาแจ้งขึ้นทะเบียนเกษตรกรกันเพิ่มขึ้นเท่าตัว
และในช่วงรอบแรกของโครงการที่การดำเนินงานยังไม่รัดกุม
ในช่วงเวลานั้นพบว่านอกจากการแจ้งแปลงนาแล้ว
ยังมีการแจ้ง ที่บ้าน
ที่สวน ที่ไร่ ร่วมด้วย
ทำให้ตัวเลขพื้นที่นาที่รัฐบาลต้องจ่ายค่าชดเชยเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ดังนั้นในรอบหลัง
จึงมีการกำหนดให้ต้องถ่ายรูปแปลงนาประกอบด้ว
นอกจากนี้การจำกัดพื้นที่และจำกัดเพดาน
ซึ่งรอบแรกจำกัดไว้ที่ 25
ตัน และเพิ่มเป็น 30
ตันในรอบนาปีของปี 2553
การจำกัดในลักษณะนี้ส่งผลผระทบต่อคนที่ทำนามากกว่า
30 ไร่
ทำให้ชาวบ้านต้องมีความยุ่งยากมากขึ้นในการที่จะให้ได้เงินชดเชยตามพื้นที่ที่เขาทำนาจริงมากที่สุด
จึงมีทั้ง แบ่งโฉนด
ย้ายทะเบียนบ้าน
หาคนมาลงทะเบียนแทน
เพราะเพดานที่จำกัดไว้นั้น
หากชาวนาแจ้งตามเพดาน
แต่ถ้าเขาทำนามากกว่านั้น
แสดงว่าข้าวส่วนที่เหลือก็ต้องขายในราคาที่ถูกกว่าราคาประกันมาก
ต่างกันอย่างน้อย 1,000-2,000 บาท
เลยทีเดียว หนักเข้า
ก็มักจะถูกหาว่าชาวบ้านโกง
ทั้งที่ในความเห็นของชาวบ้านแล้ว
เขารู้สึกว่านั่นเป็นเงินส่วนที่เขาควรจะได้มิใช่หรือ
นอกจากนี้แล้ว
การขึ้นลงของราคาข้าวตามเกณฑ์อ้างอิงนั้นก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญ
เพราะหมายถึง
เงินค่าชดเชยส่วนต่างที่แตกต่างกันในลักษณะนี้จึงทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่าเขาต้องคอยลุ้นว่าจะได้ราคาที่เท่าไหร่
ได้ส่วนต่างที่เท่าไหร่
ชาวบ้านหลายคนจึงบอกว่า
ที่เขาเรียกเงินตามนั้นถูกแล้วเพราะเขาต้องคอยตามเงินว่าจะได้เท่าไหร่กันแน่
มาถึงนโยบายรับจำนำข้าวเปลือกของพรรคเพื่อไทย
แน่นอนว่าชาวบ้านที่ชอบนโยบายรับจำนำ
พวกเขาฝันถึงข้าวราคาเกวียนละ
15,000 บาท ที่เขาเคยได้
และมั่นใจว่าถ้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลเขาจะได้ขายข้าวที่ราคานี้
หรือยังไงก็ไม่ต่ำกว่าเกวียนละหมื่นแน่ๆสำหรับข้าวนาปรัง
ส่วนพวกพ่อค้าโรงสีก็คงรอนโยบายนี้ด้วยใจจดใจจ่อด้วยเหมือนกันเพราะงบประมาณจากโครงการนี้นั้นมหาศาลทีเดียว
ยิ่งในช่วงนี้ยังมีข่าวว่าบรรดาโรงสีพากันซื้อข้าวกักตุนไว้เพราะข้าวตามนโยบายประกันรายได้มีราคาถูก
แล้ว
รอเอาข้าวไว้ขายในช่วงหลังเลือกตั้งที่พวกเขาคาดว่าจะมีการรับจำนำข้าวเกิดขึ้นแน่นอน
มาดูเหตุผลความชอบใจของเกษตรกรต่อโครงการรับจำนำข้าว
แน่นอนว่ามีเกษตรกรจำนวนไม่น้อยเช่นกันที่พอใจและรู้สึกมั่นใจกับนโยบายรับจำนำข้าวของพรรคเพื่อไทย
เหตุผลความชอบใจประการหนึ่งคือ
เขารู้สึกอย่างชัดเจนว่าข้าวที่เขาขายได้มีราคาสูงกว่าการประกันราคา
และไม่รู้สึกว่าถูกจำกัดด้วยพื้นที่
แม้ว่าจะมีการจำกัดเพดานไว้ที่
45 ตัน ก็ตาม
ทั้งหมดนี้ทำให้เขารู้สึกมั่นใจว่าเขาได้เงินเต็มเม็ดเต็มหน่วยจริงๆ
จากการรับจำนำ
โดยไม่ต้องมาคอยลุ้นว่าจะได้ส่วนต่างเท่าไหร่กันแน่
ชาวนาที่ทำนาหลายๆไร่
และทำนาได้ผลผลิต 80 ถัง
หรือขึ้นไปถึงไร่ละตัน
เขาย่อมพอใจและมีความสุขที่ได้ขายข้าวราคาสูงตามปริมาณข้าวที่เขาได้เก็บเกี่ยวจริง
โดยไม่ต้องมาใช้วิธีพิเศษจนถูกเรียกว่า
โกง อย่างที่มีข่าวกัน
และอาจจะปล่อยให้คำนี้ตกไปอยู่ที่บรรดาพ่อค้าโรงสี
ที่หัวดีกว่าชาวนา
(ฮ่าฮ่า)
ซึ่งชาวนาส่วนใหญ่ก็รู้ว่าส่วนใหญ่โรงสีก็มักจะมีวิธีพิเศษเช่นกัน
แต่แน่นอนว่ามันไม่ได้สำคัญเท่ากับว่าข้าวที่เขาขายได้นั้นขอให้มีราคาสูงก็พอ
เมื่อพูดถึงขั้นตอนการขึ้นทะเบียน
ลงทะเบียน
เพื่อร่วมโครงการ
ดูเหมือนว่าชาวนาส่วนใหญ่จะชอบ
วิธีปฏิบัติแบบรับจำนำกันเสียมาก
ด้วยเพราะเขาให้เหตุผลว่า
ไม่ยุ่งยาก
ไม่ต้องมีขั้นตอนซับซ้อน
ไม่ต้องมีเอกสาร
และขั้นตอนมากมายเหมือนการประกันราคา
ที่ชาวนาต้องวิ่งถ่ายสำเนาโฉนดที่ดิน
ซึ่งเจ้าของนาหวงนักหวงหนา
ต้องถ่ายรูปแปลงนา
ต้องรอประชาคม
แต่การรับจำนำเพียงแต่เอาใบขายข้าวจากโรงสีไปยื่นที่
ธกส.
แล้วรอเงินโอนเข้าบัญชีเท่านั้น
อย่างไรก็ตามชาวบ้านบอกว่า
ทั้งการประกันรายได้
และการรับจำนำ
นั้นชาวบ้านต้องรอการโอนเงินเข้าบัญชี
ซึ่งอาจจะใช้เวลานานเกือบเดือนก็มี
ชาวบ้านส่วนหนึ่งเห็นว่าการรับจำนำเปิดโอกาสให้ชาวนาเลือกราคาข้าวได้มากกว่าการประกันรายได้
เช่น ในช่วงที่ข้าวราคาดี
ชาวนาก็อาจจะตัดสินใจขายสด
คือขายไม่เข้าโครงการ
แต่เอาเงินสดไปเลย
แต่ถ้ายังไม่พอใจราคา
ก็อาจจะเข้าโครงการรับจำนำ
แล้วรอราคาข้าวให้ข้าวราคาดี
แล้วค่อยขายก็ได้
แต่กรณีนี้ชาวนาที่ต้องการเงินสดหมุนเวียนอาจจะไม่ชอบนักเพราะต้องรออีกระยะจึงจะได้รับเงิน
แม้ว่าจะได้รับเงินมากกว่าขายสดก็ตาม
อย่างไรก็ตามการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่ผ่านมาดูเหมือนว่าจะมีปัญหาอยู่มากทีเดียว
แม้ว่าราคาข้าวจะสูงขึ้น
แต่เอาเข้าจริง
ชาวนาก็ยังขายได้ต่ำกว่าราคารับจำนำ
เพราะถูกหักค่าความชื้นอยู่ดี
แต่ยังไงก็ถือว่าดีกว่าการประกันรายได้
แต่จุดที่เป็นปัญหาของโครงการรับจำนำนั้นดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับโรงสีเกือบทั้งสิ้น
เพราะโครงการนี้ดำเนินการผ่านโรงสี
ต่างจากการประกันรายได้ที่ดำเนินการผ่านชาวนาโดยตรง
ทำให้ในขั้นตอนปฏิบัติการ
มีวิธีพิเศษมากมายที่โรงสีสามารถทำกำไรจากโครงการลักษณะนี้
ในขณะที่การประกันรายได้ลดบทบาทของพ่อค้าโรงสีไป
แต่ก็ทำให้พ่อค้ามีโอกาสกดราคารับซื้อได้มากขึ้น
แต่การรับจำนำนั้นโรงสีมีบทบาทสำคัญ
และเป็นการเปิดโอกาสให้โรงสีสามารถใช้วิธีพิเศษกับโครงการนี้ได้โดยไม่ยากนัก
ดังที่เป็นข่าวทราบกันทั่วไป
ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ
นโยบายรับจำนำนั้นชาวบ้านที่ปลูกข้าวนาปีทั้งไว้กินและแบ่งขายบ้าง
อาจจะไม่ได้ประโยชน์นักจากนโยบายรับจำนำ
แม้ว่าจะมีการตั้งเกณฑ์รับซื้อไว้สูง
แต่เอาข้าวจริงๆ แล้ว
ข้าวที่ชาวนานำไปขายนั้นมีจำนวนไม่มากนัก
และราคาข้าวที่เกษตรกรขายได้ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปีนั้น
ก็จะถูกพ่อค้ากดราคารับซื้ออยู่แล้ว
เช่น ข้าวหอมมะลิ
ถ้าราคารับจำนำอยู่ที่ 15,000
บาท
ราคาที่ชาวบ้านขายได้ในเวลานั้นก็น่าจะอยู่ที่
11,000-12,000 บาท เท่านั้น
แต่พอถึงช่วงข้าวแพง
ชาวนาส่วนใหญ่ก็ไม่มีข้าวขาย
ผลประโยชน์ของการรับจำนำจึงน่าจะไปตกอยู่กับโรงสีมากกว่า
อย่างไรก็ตาม
เมื่อเปรียบเทียบการใช้งบประมาณระหว่างการรับจำนำกับการประกันรายได้
พบว่าการรับจำนำนั้นใช้งบประมาณมากกว่าการประกันรายได้อยู่มากทีเดียว
เพราะการรับจำนำนอกจากต้องใช้งบสำหรับการรับซื้อข้าวแล้วยังต้องมีงบประมาณสำหรับการจัดเก็บอีกด้วย
แต่ก็เถอะ
รัฐบาลใช้งบประมาณไปอุดหนุนภาคธุรกิจอื่นๆ
ก็ตั้งมากมาย
แล้วถ้างบประมาณจะมาอุดหนุนชาวนารายย่อยบ้างจะเป็นไรไป
แม่นบ่..พี่น้อง
คำถามสุดท้าย
แล้ววันเลือกตั้งชาวบ้านจะเลือกนโยบายแบบไหน
จากการสอบถามเกษตรกรจำนวนหนึ่ง
พบว่ามีทั้งคน ที่ชอบ และ
ไม่ชอบ
นโยบายการประกันรายได้
และนโยบายรับจำนำ
และความชอบหรือไม่ชอบในสองนโยบายนี้
ก็อาจจะไม่เกี่ยวกันนักกับความนิยมในพรรคการเมืองนั้นๆ
แต่อาจเกี่ยวข้องกับความพอใจกับรายได้ที่ได้จากการขายข้าวเป็นสำคัญ
และเป็นไปได้อย่างมากที่
พี่น้องชาวอีสาน
ถึงแม้ว่าจะชอบประกันรายได้
แต่ว่าจะกาเบอร์หนึ่ง (ฮา)