ประเมิน “เม็ดเงินสะพัด” การเลือกตั้งทั่วไปปี 2554
กับแกล้มข่าวสำหรับคอการเมืองในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองต่างๆ
เกร็ดย่นย่อว่าด้วยเม็ดเงินค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง
และประมาณการการหมุนเวียนของทุนในการเลือกตั้งครั้งนี้
สื่อเก่าอย่างสื่อสิ่งพิมพ์
ยังคงเป็นสื่อหลักสำหรับการใช้รณรงค์หาเสียงของไทย
โดยมีการประเมินกันว่าเม็ดเงินในอุตสาหกรรมนี้จะเพิ่มขึ้นถึง
4,000 ล้านบาท
ในการเลือกตั้งครั้งนี้
(ที่มาภาพ: เฟซบุ๊กของ Bus Tewarit)
สำหรับการเลือกตั้งใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้
คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
(สศช.) หรือสภาพัฒน์
ได้ประมาณการณ์ว่าน่าจะมีเม็ดเงินสะพัดมากกว่า
2-3 หมื่นล้านบาท
ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าการเลือกตั้งในช่วงปี
2548 และ 2550 [1]
ใกล้เคียงกับการประเมินของธนาคารแห่งประเทศไทยที่คาดการตัวเลขอยู่ที่
2.4 หมื่นล้านบาท [2]
ส่วนศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
ประเมินไว้สูงกว่านั้น
คือคาดว่าในช่วงก่อนการเลือกตั้งน่าจะมีเม็ดเงินสะพัดเข้ามาในระบบ
4-5 หมื่นล้านบาท [3]
ทางด้านศูนย์กสิกรไทยวิเคราะห์ว่าผลจากการรณรงค์หาเสียงช่วงเลือกตั้งน่ามีส่วนช่วยให้มูลค่าอัตราการเติบโต
GDP
ทางเศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้น
ร้อยละ 0.9-1.4
เปรียบเทียบจากสถานการณ์ปกติที่ไม่มีการเลือกตั้ง
ส่งผลให้เศรษฐกิจดีขึ้น
ส่วนค่าใช้จ่ายจากภาครัฐนั้น
เช่น
ค่าใช้จ่ายของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
(กกต.) อยู่ที่ประมาณ 2,000
ล้านบาท
นอกจากนี้ยังอนุญาตให้ผู้เลือกตั้งมีค่าใช้จ่ายประมาณ
1.5 ล้านบาทต่อคน [4]
สื่อสิ่งพิมพ์เม็ดเงินเพิ่มขึ้นจากช่วงปกติ
4,000 ล้าน
ด้านสื่อสิ่งพิมพ์
สมาคมการพิมพ์ไทยคาดว่าพรรคการเมืองจะมีการสั่งพิมพ์ในสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง
ๆ ไม่ว่าจะเป็นโปสเตอร์
ใบปลิว ป้ายโฆษณาต่าง ๆ
มากขึ้น
คิดเป็นเม็ดเงินเพิ่มขึ้นกว่าช่วงปกติประมาณ
4,000 ล้านบาท
การเพิ่มขึ้นของโรงพิมพ์ต่าง
ๆ
จะดีขึ้นในช่วงเลือกตั้ง
และครั้งนี้การสั่งพิมพ์กระจายออกไปทั่วประเทศในทุกภูมิภาคที่มีการหาเสียงเลือกตั้ง
[5]
ระเบียบสื่อสิ่งพิมพ์ในการหาเสียง
ถ้าเป็นโปสเตอร์หาเสียง
ขนาดไม่เกิน 130x42 เซนติเมตร
หรือประมาณเท่ากระดาษ A3
จำนวนที่ผลิตต้องไม่เกิน
10
เท่าของจำนวนหน่วยเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นๆ
ส่วนป้ายคัตเอาท์
หรือบิลบอร์ด ขนาดไม่เกิน
130x245 เซนติเมตร
หรือประมาณเท่าแผ่นไม้อัด
จำนวนที่ผลิตได้ต้องไม่เกิน
5 เท่า ของจำนวน
หน่วยเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นๆ
สถานที่ปิดประกาศและติดแผ่นป้าย
โดยห้ามปิดในสถานที่ของเอกชน
ให้ปิดได้ในที่สาธารณของรัฐเฉพาะแห่งตามที่หัวหน้าหน่วยงานของรัฐได้ประกาศอนุญาตไว้เท่านั้น
โดยแผ่นโปสเตอร์หาเสียง
สามารถติดได้เพียงสถานที่ละ
1 แผ่น
ส่วนจะติดจำนวนเท่าไหน่
ให้อยู่ในดุลยพินิจของหน่วยงานนั้นๆ
ในการจัดทำประกาศหรือแผ่นป้ายให้ระบุชื่อตัว
ชื่อสกุล
ที่อยู่ของผู้ว่าจ้าง
ผู้ผลิต จำนวน
และวันเดือนปีที่ผลิตไว้บริเวณด้านล่างซ้ายของประกาศหรือแผ่นป้าย
สื่อทีวี "ช่อง 3"
ไม่รับโฆษณา"พรรคการเมือง"
ชี้ไม่มีเวลาเหลือ อสมท.
กะฟัน 100 ล้าน ประวิทย์
มาลีนนท์
กรรมการผู้จัดการฝ่ายบริหาร
บริษัท
บางกอกเอนเตอร์เทนเม้นต์
จำกัด
ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง
3 กล่าวว่า
การเลือกตั้งครั้งนี้
ทางสถานีไม่ได้เปิดรับโฆษณาของพรรคการเมือง
เพราะจัดสรรยาก
กกต.บอกว่าต้องจัดสรรเวลาอย่างยุติธรรม
แต่พรรคการเมืองแต่ละพรรคมีงบประมาณไม่เท่ากัน
กำลังซื้อไม่เท่ากัน
นอกจากนี้ ใครที่จองก่อน
ก็จะได้เวลาที่ดี
เป็นเรื่องที่จัดสรรลำบาก
และทางสถานีเอง
ก็ไม่มีเวลาโฆษณาเหลือ
นาทีโฆษณาใช้เต็มตลอด
ส่วนที่รัฐต้องการให้สถานีจัดสรรเวลาให้กับแต่ละพรรค
ในการประชาสัมพันธ์
ตรงนั้นสถานีสามารถจัดสรรให้ได้
เป็นไปตามที่ กกต.กำหนด
ส่วนธนวัฒน์ วันสม
กรรมการผู้อำนวยการใหญ่
บมจ. อสมท ประเมินว่า อสมท.
จะมีรายได้จากงบประมาณในช่วงเลือกตั้งราว
100 ล้านบาท
ซึ่งจะมีทั้งงบโฆษณาหาเสียงจากพรรคการเมือง
และงบจากภาครัฐ (กกต.)
ในการรณรงค์การเลือกตั้ง
และงบกิจกรรมเกี่ยวกับการเลือกตั้ง
[6]
ระเบียบว่าด้วยเวลาการออกอากาศสำหรับพรรคการเมือง
ตาม พ.ร.บ.
ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
พ.ศ.2550 มาตรา 79
กำหนดให้สถานีวิทยุโทรทัศน์ของรัฐ
จัดสรรเวลาออกอากาศให้แก่พรรคการเมืองปีละไม่น้อยกว่า
2 ครั้ง
โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
ซึ่งตารางการออกอากาศครั้งแรก
กำหนดวันที่ 18-28 เม.ย.54
ตั้งแต่เวลา 17.00 น.
และครั้งที่ 2 ออกอากาศ
วันที่ 18-28 ก.ค.54 เวลา 17.00 น.
ซึ่งลำดับการออกอากาศจะใช้วิธีการจับสลาก
และความยาวของการออกอากาศตามกติกาที่
คณะกรรมการการเลือกตั้ง
(กกต.) กำหนด ตั้งแต่
ไม่เกิน 7 นาทีครึ่ง
จนถึงไม่เกิน 15 นาที
ผู้สมัคร ส.ส.
ต้องใช้เงินเท่าไรในการเลือกตั้ง
ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า
กกต.
อนุญาตให้ผู้เลือกตั้งมีค่าใช้จ่ายประมาณ
1.5 ล้านบาทต่อคน
แต่ในความเป็นจริงแล้วมีการประเมินว่าการจะเป็น
ส.ส.
ต้องใช้เงินมากกว่านั้น
โดยธนวรรษน์ พลวิชัย
ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจประเมินว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้รับการเลือกตั้งจะต้องใช้เงินหาเสียงอย่างน้อยประมาณ
60-100 ล้านบาทต่อคน
ส่วนคนที่ไม่ได้รับการเลือกตั้งก็จะอยู่ประมาณ
10-30 ล้านบาท
หรือเฉลี่ยที่ประมาณ 60
ล้านบาทต่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง
1 คน [7] (เพิ่มเติม)
ศูนย์วิจัยกสิกรฯคาดเงินเลือกตั้งสะพัด
3.9 หมื่นลบ.เน้นทุ่มอีสาน
ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 54
ที่ผ่านมาศูนย์วิจัยกสิกรไทย
คาดว่าศึกเลือกตั้งครั้งนี้จะมีเม็ดเงินสะพัดประมาณ
39,000 ล้านบาท
เพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งปี
50 ที่มีเม็ดเงินประมาณ
21,000 ล้านบาท
เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการหาเสียงเพิ่มสูงขึ้น
ประกอบกับหลายพรรคการเมืองได้เตรียมตัวหาเสียงล่วงหน้าไว้ก่อนการประกาศยุบสภา
รวมไปถึงการเน้นการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ของพรรคการเมืองที่มุ่งชิง
"ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ"
ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น
ส่งผลทำให้เม็ดเงินในศึกเลือกตั้งครั้งนี้เพิ่มสูงตามไปด้วย
เม็ดเงินส่วนใหญ่จะกระจายอยู่ในพื้นที่ภาคอีสานที่มีจำนวน
ส.ส. มากที่สุด รองลงมา
ได้แก่ กรุงเทพมหานคร
และจังหวัดที่มีการแข่งขันกันสูงในแต่ละภาค
โดยคาดว่าภาคอีสานจะมีเม็ดเงินสะพัดประมาณ
11,000 ล้านบาท
กทม.คาดว่าจะมีเม็ดเงินสะพัด
6,300 ล้านบาท
ภาคกลางและตะวันออก 5,000
ล้านบาท ภาคเหนือ 6,500
ล้านบาท
ภาคกลางและปริมณฑล 4,800
ล้านบาท
ส่วนภาคใต้ประมาณ 5,400
ล้านบาท
การกระจายของเม็ดเงินเลือกครั้งนี้จะส่งผลไปถึง
ธุรกิจสิ่งพิมพ์
รถยนต์รับจ้าง
ธุรกิจให้เช่าเครื่องขยายเสียง
ธุรกิจให้เช่าเต็นท์และเวที
ร้านขายดอกไม้
ธุรกิจผ้าใบ ไวนิล
และอิงค์เจ็ท เป็นต้น
นอกจากนั้น
ยังกระจายไปยังระบบหัวคะแนนของพรรคการเมืองต่างๆ
ผ่านไปยังเครือข่ายจัดตั้ง
เช่น เจ้ามือหวย
โต๊ะพนันบอล
และระบบขายตรง (Direct Sale)
ซึ่งจะได้รับเม็ดเงินจากการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วย
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
ระบุว่า ศึกเลือกตั้งปี 54
ถือว่าเป็นการเลือกตั้งครั้งใหญ่ที่มีการเปลี่ยนยุทธวิธีการหาเสียง
รวมไปถึงรูปแบบในการหาเสียงใหม่ๆ
มากขึ้น
มีการวางแผนสื่อโฆษณาอย่างเป็นระบบ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการกำหนดเป้าหมายในการใช้สื่อโฆษณา
(Media objective) อย่างชัดเจน
ทั้งในพรรคการเมืองขนาดใหญ่และพรรคขนาดเล็ก
นอกจากนั้น
ยังมีการ"สร้างกระแสทางการเมือง"
ในกลุ่มมวลชนที่สนับสนุนพรรคการเมืองอย่างเห็นได้ชัด
ทำให้การหาเสียงของพรรคการเมืองบางพรรคต้องเผชิญหน้ากับมวลชนที่เป็นฐานทางการเมืองของคู่ต่อสู้อย่างเห็นได้ชัด
ซึ่งในอดีตไม่ค่อยมีการเผชิญหน้ากันอย่างรุนแรงเหมือนการเลือกตั้งครั้งนี้
[8] ที่มา: [1]
เลือกตั้งเงินสะพัด 3
หมื่นล้าน (สยามธุรกิจ,
ฉบับที่ 1204 ประจำวันที่ 25-5-2011
ถึง 28-5-2011) [2]
ธปท.ตุนธนบัตรรับมือเลือกตั้งคึกคัก
คาดเงินสะพัด2.4หมื่นล้าน-ของกิน-เหล้าขายดี
(ข่าวสด, วันที่ 30 พฤษภาคม
พ.ศ. 2554 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7487) [3]
ศัลยา ประชาชาติ
"เลือกตั้ง"เดิมพันสูง
เงินสะพัด 5 หมื่นล้าน
ธุรกิจคึก-กำลังซื้ออู้ฟู่
(มติชนออนไลน์, วันที่ 09
พฤษภาคม พ.ศ. 2554) [4]
เลือกตั้งเงินสะพัด 3
หมื่นล้าน (สยามธุรกิจ,
ฉบับที่ 1204 ประจำวันที่ 25-5-2011
ถึง 28-5-2011) [5]
นายกสมาคมการพิมพ์ฯ
คาดเลือกตั้งเงินสะพัดเพิ่มกว่าปกติ
4,000 ล้านบาท (สำนักข่าวไทย,
วันพุธ ที่ 25 พ.ค. 2554) [6]
สื่อโฆษณาคึกรับเลือกตั้งบิลบอร์ดเงินสะพัด
(ฐานเศรษฐกิจ, วันศุกร์ที่
20 พฤษภาคม 2011) [7] Econ Focus
เศรษฐศาสตร์
'การเลือกตั้ง' เม็ดเงิน
ป้ายหาเสียง และราคาหุ้น
(เนชั่นสุดสัปดาห์
ฉบับที่ 989 ประจำวันที่ 13
พฤษภาคม 2554) [8] เลือกตั้ง'54:
ศูนย์วิจัยกสิกรฯคาดเงินเลือกตั้งสะพัด
3.9 หมื่นลบ.เน้นทุ่มอีสาน
(สำนักข่าวอินโฟเควสท์
(IQ) -- พุธที่ 15 มิถุนายน 2554)