ฟอร์ติเน็ตย้อนดูคำทำนายภัยคุกคามครึ่งปี2011ที่ผ่านมา
ฟอร์ติเน็ตได้เปิดเผยข้อมูลจากทีมงานวิจัยและได้ทำนายแนวโน้มด้านความปลอดภัยที่ใหญ่ที่สุดของปี
2011
โดยอิงกับคำทำนายเมื่อช่วงเดือน
ธ.ค.2010
ว่าเราเจอกับอะไรบ้าง
และเรื่องไหนเป็นจริงดั่งคำทำนาย...
เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.2010 นั้น
ศูนย์แลปฟอร์ติการ์ต (FortiGuard
Lab)
ของฟอร์ติเน็ตได้เปิดเผยข้อมูลจากทีมงานวิจัยและได้ทำนายแนวโน้มด้านความปลอดภัยที่ใหญ่ที่สุดของปี
2011
นี้ว่าเราจะประสบกับเหตุการณ์ใดบ้าง
ในปัจจุบัน
นาฬิกาบอกเวลาว่าเรามาอยู่ช่วงกลางปีแล้ว
และคิดว่าถ้าเราจะย้อนกลับมองกลับไปดูคำทำนายต่างๆ
กับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องที่น่าสนุกดี
13 ธันวาคมปีที่แล้ว
ศูนย์แลปฟอร์ติการ์ต
ทำนายว่า
"เราจะเห็นความร่วมมือในการทำงานร่วมกันทั่วโลกเพิ่มมากขึ้น
"
วันนี้ ฟอร์ติการ์ต
กล่าวว่า
ยินดีที่เห็นเรื่องนี้เป็นจริง
ตั้งแต่ต้นปี
เรามีความรู้สึกได้ว่าจะมีการจัดสรรทรัพยากรสำหรับการป้องกันด้านอาชญากรรมไซเบอร์และลดการแพร่กระจายของบ็อตเน็ตมากขึ้น
(botnets คือ
เครื่องคอมพิวเตอร์หลาย ๆ
ที่แฮกเกอร์สามารถควบคุมได้จากระยะไกล
ให้กลายเป็นเครือข่ายของแฮกเกอร์เพื่อใช้ในการประกอบกิจกรรมที่ขัดต่อกฎหมาย
เช่น ส่งสแปมเมล์)
ผ่านมาครึ่งปีแล้วที่เราได้เห็นการกิจกรรมที่พยายามหยุดยั้งนี้มากมาย
อาทิ
ทีมงานในสหรัฐได้กำจัด
Coreflood และ Rustock
ลงไดอย่างราบคาบ
หลังจากที่กำจัด Rustock
ลงได้สองเดือนมีผลทำให้พวกสแปมมีอัตราการลดลงถึง
15% ในเดือน มิ.ย.2554
เอฟบีไอได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานทั่วทุกมุมโลก
เพื่อยึดเครื่องที่ Scareware
นำมาใช้ทำงานผิดๆ
โดยมีการประเมินว่าสามารถทำผลกำไรได้ถึง
72
ล้านเหรียญสหรัฐและแพร่ให้เครื่องเกือบล้านเครื่องติดเชื้อ
ในกรณี
ประธานาธิบดีโอบามาถึงกับแสดงความเป็นห่วงเมื่อเขาประกาศแผนการ
Cybersecurity สากลในเดือน พ.ย.2554
และขณะที่เมื่อเร็ว ๆ นี้
สหภาพยุโรปได้ขอให้มีการลงโทษที่รุนแรงมากขึ้นสำหรับผู้ที่กระทำการผลิตและการสร้างบ็อตเน็ต
13 ธันวาคมปีที่แล้ว
ศูนย์แลปฟอร์ติการ์ต
ทำนายว่า
"เราอาจเห็นสงครามแย่งชิงการครองเครื่องคอมพิวเตอร์และการโก่งราคาบริการเพื่อแก้ไขอาชญากรรม
"
ขณะนี้
เรายังไม่ได้เห็นกรณีต่อสู้แย่งชิงการครองเครื่องคอมพิวเตอร์อะไรใหม่ๆ
เพิ่มขึ้น
แต่เห็นการโต้ตอบการโจมตีของแฮกเกอร์บ้างคือ
เห็นแค่ตัว LulzSec
ที่ถูกกล่าวหาและหัวหน้า
Sabu
หมายความว่าการที่จะรื้อถอนรากถอนโคน
botnets
และโครงสร้างพื้นฐานของแก๊งอาชญากรรมหมดอาจต้องใช้เวลาอีกหน่อย
13 ธันวาคมปีที่แล้ว
ศูนย์แลปฟอร์ติการ์ต
ทำนายว่า
"เราจะได้เห็นการแพร่เชื้อเป็นแบบก้าวกระโดดจาก
32 บิตเป็น 64 บิต
"
ขณะนี้
เรายังจะเห็นกิจกรรมการติดเชิ้อของมัลแวร์
64 - Bit มากขึ้นอีกต่อไป
โดยย้อนกลับไปก่อนปี 2011
นี้
เราได้รับผลเสียหายจาก
rootkit
ที่น่ารังเกียจอันหนึ่ง
(โดยใช้ชื่อ TDSS)
ได้ถูกออกแบบมาเพื่อแพร่เชื้อ
64 – bit
ให้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์
มันก็สร้างปัญหาใหญ่ลามไปได้อย่างรวดเร็วในปีนี้
ซึ่งในเดือนพฤษภาคม rootkit
นี้เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทีมงานศูนย์แลปฟอร์ติการ์ตของเราค้นพบมากที่สุดในระดับต้นๆ
เลยเช่นกัน ต่อมา ในเดือน
เม.ย.2554
ทางไมโครซอฟท์เองได้ประกาศวิธีการแก้ไขปัญหาโดยการยกระดับช่องโหว่
TDSS leveraged
ซึ่งจะบรรเทาภัยคุกคามที่
64 - Bit อย่างไรก็ตาม
หลังจากในเดือนพฤษภาคม
เราก็ยังเห็นได้เห็นแวริเอนตัวใหม่ๆ
ที่ใช้เทคนิคที่แตกต่างกันไป
ในการแพร่เชื้อไปที่ระบบ
64 บิต
13 ธันวาคมปีที่แล้ว
ศูนย์แลปฟอร์ติการ์ต
ทำนายว่า
"เราจะเห็นการรับพนักงานอาชญากรรมในโลกไซเบอร์เพิ่มมากขึ้น"
ขณะนี้
เรายังคงเห็นโฆษณาของพวกนักแฮกฟอรัมใต้ดินที่ต้องการรับนักพัฒนาที่มีความ
สามารถสูงเพื่อช่วยสร้างโครงการอันตรายต่างๆ
ของเขาให้เป็นจริง
ตัวอย่างเช่น
มีโฆษณาได้รับ นักพัฒนา
Crypter
(ผู้ที่ทำหน้าที่ผู้แบ่งบรรจุรหัสเพื่อหลบหลีกการตรวจสอบการป้องกันไวรัส)
ที่เสนอเงินเดือนถึง 2,000
พันเหรียญสหรัฐต่อเดือน
และเห็นชิ้นโฆษณาซึ่งต้องการให้ผู้สมัครส่งประวัติตนเองเข้ามาสำหรับงานที่
จะได้ทั้งเงินเดือนและโปรแกรมโบนัสที่จูงใจ
และยิ่งไปกว่านั้น
ดูเหมือนจะมีแนวโน้มถึงขั้นการจัดตั้งธุรกิจนายหน้าจ้างงานสำหรับธุรกิจทาง
อาญากรรมไซเบอร์
การบริการการแฮกและ
กิจกรรม Hacktivists อีกด้วย
13 ธันวาคมปีที่แล้ว
ศูนย์แลปฟอร์ติการ์ต
ทำนายว่า
"เราอาจเห็นการแพร่กระจายของ
Source code มัลแวร์มากขึ้น
"
ขณะนี้ ยังมีรหัสที่มา (Source
Code)
แพร่กระจายเข้ามาในโลกไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง
อาทิ
ในเดือนเมษายนและพฤษภาคม
มีสองรุ่น ("v1" และ "v2")
ของชุดบ็อตเน็ต Zeus
อันฉาวโฉ่แพร่กระจาย
ซึ่งบอตนี้เองก็เป็นหนึ่งในมัลแวร์ที่ศูนย์แลปฟอร์ติการ์ตตรวจจับได้มากที่สุดจับมาหลายปีเช่นกัน
ทั้งนี้ เห็นได้ว่า Source code
ที่แพร่กระจายเชื้อได้มากนี้จะหมายถึงการที่คนสามารถดัดแปลง
กำหนดรหัสสำหรับแคมเปญของตัวเองได้ดีมากยิ่งขึ้น
ในบางประเทศมีการดำเนินการเพื่อป้องกันการแพร่กระจายและการเก็บรักษาโค้ดที่เป็นอันตราย
เช่น ในเดือนมิถุนายน
ที่การกระทรวงยุติธรรมของประเทศญี่ปุ่นได้อนุมัติผ่านกฎหมายอาญากรรมไซเบอร์
ที่สามารถลงโทษนักเขียนมัลแวร์และรวมถึงบรรดาผู้ที่เก็บมัลแวร์บนระบบของพวก
เขา โดยการปรับไม่เกิน 6,000
เหรียญสหรัฐและ /
หรือจำคุกเป็นระยะเวลาสามปีได้