ฟังวิสัยทัศน์ว่าที่กสทช.เน้นชูเปลี่ยนผ่านอะนาลอกสู่ดิจิตอล
วุฒิสภา
ร่วมกับสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
จัดเสวนาเอ็กซ์เรย์วิสัยทัศน์
"ว่าที่กสทช."
โดยส่วนมากระบุจะมุ่งเปลี่ยนเทคโนโลยีออกอากาศจากอะนาลอกไปสู่ดิจิตอล
พร้อมกำกับดูแลและแก้ปัญหาทีวีดาวเทียม
วิทยุชุมชนให้มีประสิทธิภาพกว่านี้...
เมื่อวันที่ 25 ก.ค.
ที่รัฐสภา
คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน
สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค
วุฒิสภา
ร่วมกับสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
จัดเสวนาเอ็กซ์เรย์วิสัยทัศน์ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็น
กรรมการกิจการกระจายเสียง
กิจการโทรทัศน์
และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.)
ทั้ง 44 คน
ก่อนเริ่มสู่กระบวนการตรววจสอบประวัติที่ต้องทำให้เสร็จเรียบร้อยก่อนวันที่
8 ส.ค.นี้
ตามพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง
วิทยุโทรทัศน์
และกิจการโทรคมนาคม
ที่กำหนดให้วุฒิสภาเป็นผู้คัดเลือกผู้ผ่านการพิจารณาจำนวน
44 คน ได้แสดงความรู้
ความเชี่ยวชาญ
และประสบการณ์
เพื่อให้กระบวนการคัดเลือกเป็นไปอย่างโปร่งใส
เพื่อเป็นข้อมูลให้
ส.ว.ประกอบการตัดสินใจโดยสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา
ได้ส่งบัญชีรายชื่อ 44
ว่าที่ กสทช.
ต่อประธานวุฒิสภาแล้ว
เมื่อเปิดประชุมสภาได้
ทางวุฒิสภาจะบรรจุเรื่องดังกล่าวไว้ในวาระการประชุมด่วน
เพื่อให้ส.ว.คัดเลือกให้เหลือ
11 คน
โดยกระบวนการคัดเลือกทั้งหมดจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน
60 วัน หรือ กลางเดือน
ก.ย.นี้
พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี
ประธานกรรมการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ
ว่าที่กสทช. กล่าวว่า
สาเหตุที่สมัครเป็น กสทช.
เพราะเห็นว่าเทคโนโลยีสารสนเทศก้าวหน้าไปมากและมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนา
เศรษฐกิจ สังคมของประเทศ
จึงจำเป็นต้องมีกลไกบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพโดยกำหนดแนวทางทำงานไว้
4 ด้าน คือ
การจัดทำแผนบริหารคลื่นความถี่วิทยุกระจายเสียงวิทยุให้มีประสิทธิภาพ
เปลี่ยนระบบวิทยุโทรทัศน์เดิมเป็นระบบดิจิตอล
ให้เสร็จภายในปี 2558
รวมถึงการดูแลวิทยุชุมชน
ด้านโทรคมนาคมเร่งรัดการทำโทรศัพท์เคลื่อนที่
3 จี
สานต่อการพัฒนาโครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติ
ปรับปรุงสำนักงาน กสทช.
ให้รองรับการขยายตัวกิจการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
กำหนดมาตรฐานการป้องกันภัยทั้งด้านเนื้อหา
และการทำลายเครือข่ายโทรคมนาคมไม่ให้เกิดความเสียหาย
ขณะที่ พ.ท.กฤษฏา เทิดพงษ์
ว่าที่กสทช. กล่าวว่า
ต้องการแก้ไขปัญหาชาติ 3
เรื่อง คือ วิทยุชุมชน
เคเบิ้ลทีวี
และทีวีดาวเทียม
และการเปลี่ยนผ่านระบบโทรทัศน์ไปสู่ระบบดิจิตอล
แนวทางแก้ปัญหาวิทยุชุมชนระยะสั้น
จะแบ่งคลื่นความถี่เป็นบล็อก
แก่วิทยุชุมชน
วิทยุเศรษฐกิจและวิทยุสาธารณะ
เพื่อแก้ไขปัญหาการรบกวนสัญญาณกัน
ส่วนแนวทางระยะยาว
จะนำระบบวิทยุดิจิตอลมาใช้
ส่วนปัญหาเคเบิ้ลทีวีและทีวีดาวเทียม
จะเร่งออกใบอนุญาตแยกระหว่างสถานีดาวเทียมกับใบอบุญาตของผู้ผลิตเนื้อหา
กสทช.ต้องส่งเสริมผู้ประกอบการให้ดูแลกันเอง
สำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่โทรทัศน์ดิจิตอล
ต้องวางแผนให้การเข้าถึงทำได้ทั่วประเทศ
โดยประชาชนสามารถซื้่ออุปกรณ์ได้ในราคาถูก
ด้าน นายวสันต์
ภัยหลีกลี้ ว่าที่กสทช.
กล่าวว่า
คิดว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมกับการเป็นกสทช.
เพราะมีความรู้ความสามารถ
มีประสบการณ์ทำงานด้านสื่อสารมวลชนกว่า
30 ปี
เคยทำงานกับสถาบีวิทยุบีบีซี
ป็นผู้บริหารสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง
7 และผู้อำนวยการ บมจ.อสมท.
จำกัด (มหาชน)
และสถานีไทยพีบีเอส
งานกสทช.ที่ต้องดำเนินการเร่งด่วน
เพราะประเทศเสียโอกาสในการพัฒนามานาน
ส่วนการกำกับดูแลต้องดูแลโดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ
โดยจัดสรรคลื่นความถี่ให้ภาคประชาชนอย่างน้อยร้อยละ
20
การเปิดประมูลควรทำอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม
กำกับดูแลกันเองด้านจริจธรรม
ส่งเสริมการพัฒนาที่มุ่งไปสู่ระบบดิจิตอล
และการพัฒนาโครงข่ายกิจการโทรคมนาคม
ส่วน รศ.พนา ทองมีอาคม
ว่าที่กสทช. กล่าวว่า
การกำกับดูแลกิจการคลื่นความถี่และโทรคมนาคม
ควรเป็นไปตามกระแสการพัฒนาเทคโนโลยี
ที่มีการหลอมรวมสื่อระหว่างสื่ออะนาลอกสู่ดิจิตอล
ทั้งภาพและเสียง
ผ่านโครงข่ายการสื่อสารโทรคมนาคม
ดังนั้นภารกิจที่ต้องเร่งทำ
คือ
การปรับเปลี่ยนระบบจากอะนาลอกเป็นดิจิตอล
การพัฒนาโทรทัศน์ชุมชน
การดูและการทำทีวีดาวเทียมให้เข้าที่
การพัฒนาโครงข่ายสื่อสารไฟเบอร์การแก้ไขปัญหาวิทยุธุรกิจและวิทยุชุมชน
น.ส.ลักษมีศรีสมเพ็ชร
ว่าที่กสทช. กล่าวว่า
มีประสบการณ์การทำธุรกิจวิทยุโทรทัศน์
การพัฒนาวิทยุกระจายเสียงในต่างจังหวัด
และการทำวิทยุชุมชน
ซึ่งจากประสบการณ์เหล่านี้จึงอยากมาทำงานพัฒนาในด้านที่มีประสบการณ์
นายวรวฒิ พงษ์ธีระพล
ว่าที่กสทช. กล่าวว่า
จากประสบการณ์การทำงานสื่อสารมวลชน
เห็นว่าสิ่งใดกำลังจะเกิดขึ้น
สิ่งที่ตนสนใจคือการทำหน้าที่บริหารจัดการกิจการด้านต่างๆ
ให้มีระบบระเบียบ
ดังนั้นการทำงานของกสทช.จึงอยู่ที่การกำหนดวิธีการกำกับดูแลกิจการด้านต่างๆ
อย่างเหมาะสม
ภายใต้แผนแม่บทและกรอบการทำงานด้านต่าง
ๆ
ปัจจุบันมีปัญหาในงานของ
กสทช. ค่อนข้างมาก
แต่เชื่อว่าจะสามารถทำหน้าที่ได้
โดยสิ่งที่ต้องคำนึงคือเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนผ่าน
และการพัฒนาภายใต้กรอบของกฎหมายและกติกา
ให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์มากที่สุด.