รพ.เอกชนโอดค่าแรง300 กระทบโดดหนี"บัตรทอง "
สปสช.อ้อน รพ.เอกชนชนเข้าระบบบัตรทองมากขึ้น ด้าน รพ.เอกชนครวญ แบกรับค่าใช้จ่ายสูงมาก ชี้นโยบายค่าแรงงานขั้นต่ำ 300 บาท เงินเดือน 1.5 หมื่นบาท ส่งผลเงินเฟ้อ และต้นทุน รพ. ถ้า สปสช.ไม่ปรับค่ารายหัวให้สอดคล้อง อาจต้องพิจารณาขอถอนตัว เครือข่ายรัฐสวัสดิการ สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค จัดเสวนาวิชาการ เรื่อง ความร่วมมือของหน่วยบริการเอกชน : ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดย นพ.รัฐพล เตรียมวิชานนท์ รองผู้อำนวยการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 13 กทม. กล่าวว่า หน่วยบริการสาธารณสุขในประเทศไทยที่รองรับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามีทั้งหมด 258 แห่ง ในจำนวนนี้เป็นโรงพยาบาลเอกชนจำนวน 29 แห่ง คลินิกชุมชนจำนวน 140 แห่ง ซึ่งถือว่ายังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในเขต กทม.เป็นพื้นที่พิเศษที่มีความซับซ้อนของระบบบริการสาธารณสุข อีกทั้งยังมีความเจริญทางด้านการแพทย์มากที่สุด เพราะจะเห็นว่ามีทั้ง รพ.ใหญ่ๆ ของรัฐ และ รร.แพทย์อีกมาก ทำให้ความต้องการส่งต่อผู้ป่วยมารับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญใน กทม.มีเพิ่มขึ้น โดยกว่าร้อยละ 30 ของเตียงผู้ป่วยคือผู้ที่ถูกส่งต่อมาจากทั่วประเทศ ส่งผลให้การรองรับผู้ป่วยไม่เพียงพอ รอง ผอ.สปสช.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้การให้บริการด้านสาธารณสุขยังกระจุกตัวอยู่เฉพาะในพื้นที่ กทม. ส่วนในพื้นที่รอบนอกยังเข้าไม่ถึงการบริการ เช่น เขตฝั่งธนบุรี บางขุนเทียน ทวีวัฒนา หนองแขม บางเขน บางบอน ทุ่งครุ ลาดกระบัง ประเวศ สะพานสูง มีนบุรี คลองสามวา หนองจอก สายไหม ดอนเมือง หลักสี่ เป็นต้น ดังนั้น สปสช.จึงพยายามเชิญชวน รพ.เอกชนที่มีศักยภาพเข้ามาร่วมโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งหาก รพ.แห่งใดจะเข้ามาลงทุน สปสช.มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะให้การสนับสนุน ด้าน พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผอ.รพ.มงกุฎวัฒนะ กล่าวว่า ทาง รพ.เพิ่งจะเข้าร่วมโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าด้วยความเต็มใจเมื่อปี 2553 และมีระยะเวลาในการเตรียมตัวเพียง 2 เดือน โดยหลังเปิดให้บริการแล้วพบว่าผู้ป่วยส่วนมากเป็นผู้ป่วยโรคซับซ้อน โรคติดต่อร้ายแรงเป็นจำนวนมาก ประกอบกับการที่ผู้ป่วยส่วนมากมีฐานะยากจนทำให้เกิดภาวะคนไข้ถูกทอดทิ้งเป็นภาระกับทาง รพ.เพิ่มขึ้น โดยขณะนี้ได้รองรับผู้ป่วยจำนวน 207,000 รายแล้ว ทำให้ทาง รพ.ต้องเพิ่มเตียงผู้ป่วยจาก 100 เตียง เป็น 250 เตียง รวมถึงเปิดห้องคัดแยกเชื้อเพื่อดูแลผู้ป่วยพิเศษที่เป็นโรคติดต่อร้ายแรง รวมถึงการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์เพิ่มเติม รวมมูลค่าค่าใช้จ่ายกว่า 200 ล้านบาท ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ขาดทุน แต่ก็ไม่มีกำไรเพราะเป็นมูลค่าค่าใช้จ่ายที่ รพ.ต้องแบกรับเอง ผอ.รพ.มงกุฎวัฒนะ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ตนยังมองว่าในอนาคต ประเทศไทยอาจจะมีภาวะเงินเฟ้อมาก ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท หรือปรับเงินเดือน 15,000 สำหรับผู้จบปริญญาตรีนั้น จะให้ทำอุปกรณ์ และวิทยาการทางการแพทย์มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย และหาก สปสช.ไม่มีการปรับค่าใช้จ่ายรายหัวของประชาชนในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้สอดคล้องกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ตนก็ไม่แน่ใจว่าทางโรงพยาบาลจะสามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายไหวหรือไม่ ซึ่งก็คงต้องประเมินอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไร.