ข่าว ทั่วไป → รอความชัดเจน‘ยิ่งลักษณ์1’ธอส.พร้อมลุยบ้าน 0% 5 ปี

รอความชัดเจน‘ยิ่งลักษณ์1’ธอส.พร้อมลุยบ้าน 0% 5 ปี

วันที่ 03-08-2011

ธอส. > “ธอส.” เชื่อราคาบ้านครึ่งปีหลังไม่เพิ่มขึ้น เหตุการแข่งขันสูงยอดขายลดลง ระบุพร้อมเดินตามแผนนโยบายบ้าน หลังแรกของรัฐบาลแต่ขอดูความชัดเจนก่อน เผย 6 เดือนแรกกำไรสุทธิ 4.06 พัน ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.03% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดสินเชื่อรวมปีนี้โตแตะ 1.1 แสนล้านบาท ทะลุเป้าที่วางไว้ 9.9 หมื่นล้านบาทหลังครึ่งปีแรกทำได้แล้ว 4.9 หมื่นล้าน พร้อมเล็งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ หลังการประชุมบอร์ดสัปดาห์หน้า
นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวถึงกรณีนโยบายบ้านหลังแรก ดอกเบี้ย 0% 5 ปี ของรัฐบาลใหม่ว่า ขณะนี้ยัง ไม่ได้รับการประสานงานอย่างเป็นทางการ ซึ่งต้องรอให้มีรายละเอียดที่ชัดเจนอีกครั้ง หนึ่ง ทั้งในส่วนของวงเงินในการปล่อยกู้ อัตราดอกเบี้ย เป็นต้น ทั้งนี้ในเบื้องต้นคาดว่าจะใช้วงเงินในการปล่อยกู้ในโครงการดังกล่าวไม่เกิน รายละ 3 ล้านบาท ซึ่งธนาคารพร้อมที่จะให้ความร่วมในโครงการต่างๆของรัฐบาล เนื่องจากสภาพคล่องของธนาคารยังอยู่ในเกณฑ์ดี คิดเป็นมูลค่าประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท อีกทั้งยังอยู่ในช่วงการระดมเงินฝาก เพื่อรองรับการปล่อยกู้ในอนาคตด้วย โดยขณะนี้ได้เริ่มหารือกับกระทรวงการคลังในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนโยบายที่ ใช้ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งเมื่อครั้งที่ผ่านมา เพื่อนำรายละเอียดมาเตรียมความพร้อมก่อน แต่รายละเอียดต่างๆคงยังไม่สามารถเปิดเผยได้
นายวรวิทย์ ยังกล่าวถึงผลการดำเนินงานของธนาคารในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2554 ว่า ผลการดำเนินงานของธนาคารในช่วงปีแรก 2554 มีผลกำไรสุทธิจำนวน 4,068 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.03% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสามารถจำหน่ายทรัพย์ NPA ได้ทั้งสิ้น 1,403 ล้านบาท ขณะที่แผนการดำเนินงานในครึ่งปีหลัง ธนาคารยังคงเดินหน้าโครงการสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำ และนโยบายด้านเงินฝากที่เน้นเพิ่มสัดส่วนลูกค้าเงินฝากรายย่อยเพิ่มขึ้น และรักษาฐานลูกค้าเงินฝากเดิม และเพิ่มฐานลูกค้าใหม่
ทั้งนี้ ธนาคารคาดว่าการปล่อยสินเชื่อรวมในปีนี้จะเติบโตถึง 1.1 แสนล้านบาท ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 9.9 หมื่นล้านบาทในสิ้นปีนี้ หลังยอดตัวเลขสินเชื่อครึ่งปีแรกปล่อยแล้วทั้งสิ้น 49,817 ล้านบาท ขณะเดียวกันคาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังจะยังสามารถปล่อยสินเชื่อได้อย่างต่อ เนื่อง จากโครงการบ้านหลังแรก ดอกเบี้ย 0% 2 ปี วงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาท หลังจากที่ลูกค้าได้ยื่นขออนุมัติเต็มวงเงินแล้ว แต่มียอดอนุมัติสินเชื่อไปเพียง 8.1 พันล้านบาท ซึ่งยังเหลือวงเงินที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาอนุมัติอีก 1.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะเร่งดำเนินการใ ห้เสร็จสิ้นในเร็วๆ นี้ อย่างไรก็ตาม ธนาคารจะยังไม่มีการปรับเป้าหมายสินเชื่อใหม่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด
ปัจจุบันธนาคารมียอดสินเชื่อคงค้างทั้งสิ้น 671,036 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.21% และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่ไม่รวมหนี้ส่วนขาด จำนวน 48,652 ล้านบาท คิดเป็น 7.45% ของยอดสินเชื่อรวม ลดลง 0.37% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2553 ที่มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เท่ากับ 7.82% ขณะที่ทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPA) คงเหลือจำนวน 5,101 ล้านบาท
นายวรวทิย์ กล่าวด้วยว่า ในการประชุมคณะกรรมการธนาคารในสัปดาห์หน้าจะมีการพิจารณาการปรับขึ้นอัตรา
ดอกเบี้ยเงินกู้ หลังจากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นอีก 0.25% มาอยู่ที่ 3.25% และส่งผลให้สถาบันการเงินส่วนใหญ่กว่า 80% ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยขึ้นทั้ง 2 ประเภท ขณะที่ ธอส.ได้มีการปรับดอกเบี้ยขึ้นเฉพาะอัตราดอกเบี้ยประเภทเงินฝากเท่านั้น
กรรมการผู้จัดการ ธอส.ยังกล่าวถึงภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในครึ่งปีหลังว่า แนวโน้มราคาที่อยู่อาศันยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้น่าจะยังทรงตัวและมีการ ปรับเพิ่มขึ้น แม้ว่าราคาต้นทุนวัสดุก่อสร้างจะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากพบว่าตัวเลขยอดขายที่อยู่อาศัยเริ่มลดลง ขณะที่ภาวะการแข่งขันของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รุนแรงมากขึ้น ดังนั้นจึงเชื่อว่าผู้ประกอบการจะเลือกใช้วิธีการลดค่าใช้จ่ายลงเพื่อควบคุม ต้นทุนมากกว่า อีกทั้งขณะนี้ทิศทางดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นก็ยังเป็น
ภาระของลูกค้าอีกด้วย ส่วนในปีหน้าจะมีแนวโน้มการเพิ่มขึ้นหรือไม่ ต้องพิจารณาต้นทุนของราคาวัตถุดิบในขณะนั้นอีกครั้งหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ครึ่งปีหลังยังคงมีปัจจัยบวก คือแนวโน้มเศรษฐกิจยังเติบโตได้ดี ความชัดเจนในการก่อสร้างเส้นทางขนส่งมวลชนสายใหม่ รัฐบาลใหม่มีนโยบายในการสนับสนุนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการ และการปรับค่าแรงขั้นต่ำ
ขณะเดียวกันในครึ่งหลังยังคงมีปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ เงินเฟ้อที่มีอัตราเร่งตัวขึ้น ราคาน้ำมัน ค่าแรง และราคาวัสดุก่อสร้างปรับตัวเพิ่มขึ้น อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น มาตรการเข้มงวดของธนาคารแห่งประเทศไทย การเมืองในประเทศ ภัยธรรมชาติ และปัจจัยต่างประเทศ เช่น วิกฤตการเงินในกลุ่มประเทศยุโรป ความร้อนแรงของเศรษฐกิจและตลาดที่อยู่อาศัยในประเทศจีน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง