ระทึก พิษหุ้น 5%ลุ้น รมต.ใหม่ร่วงหรือรอด
เป็นประเด็นร้อนฉ่า
ขึ้นมาทันที
หลังการเข้ารับตำแหน่งตำแหน่งรัฐมตรีเพียง
1 วัน ของนายจุติ ไกรฤกษ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
หรือ ไอซีที
สว.จอมตรวจสอบ เรืองไกร
ลีกิจวัฒนะ สว. สรรหา ฉายา
"แจ๊คผู้ฆ่ายักษ์"
ที่มีวีรกรรมมากมาย
ลุกขึ้นมาจ้องจับผิดตามหน้าที่
สว.
ทุกคนที่เป็นรัฐมนตรีใหม่
และ
อดีตรัฐมนตรีที่เพิ่งพ้นตำแหน่งไปหมาดๆ
โดย นายเรืองไกร บอกว่า
จะตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน
การเข้าออก
พร้อมทั้งการถือหุ้นของรัฐมนตรีทั้งใหม่
เก่า
พร้อมด้วยคู่สมรสทุกคน
หากพบผิดตามที่กฎหมายกำหนดก็จะยื่นเรื่องให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง
(กกต.) พิจารณาต่อไป
ทำเอาหลายคนเต้นผาง
เพราะก่อนหน้านี้
สว.มีชื่อท่านนี้ที่ยื่นคำร้อง
ขอให้ กกต. ตรวจสอบ
การกระทำของ ส.ส. 44
รายเนื่องจากอาจกระทำการเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา
48 และมาตรา 265 (2)
เพราะถือครองหุ้น
ในบริษัทสื่อ และ
บริษัทที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานรัฐ
ซึ่ง
กกต.ก็มีมติเสียงข้างมาก
เห็นว่าการกระทำที่ผิดและเป็นเหตุที่ทำให้อาจสิ้นสมาชิกภาพความเป็น
ส.ส. ตามาตรา 106
ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือนายจุติ
พร้อมด้วยพวกจากพรรคประชาธิปัตย์
12 คน และ
พรรคเพื่อไทยส่วนหนึ่งโดยเรื่องกำลังอยู่ในช่วงการพิจารณาตัดสินชี้ขาดจากศาลรัฐธรรมนูญ
สว.จอมบขุดคุ้ย อธิบายว่า
เรื่องเดิมของนายจุติ และ
พวกนั้นกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
ซึ่งหากผิดจริงสถานะความเป็น
ส.ส.ก็หมดไป
ประเด็นนี้ไม่มีปัญหาอะไร
แค่ให้มีการเลือกตั้งกันใหม่
แต่เรื่องของการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีนั้นต้องดูว่าวันที่นายจุติ
รับตำแหน่งรัฐมนตรี (7 มิ.ย.)
ภรรยาของนายจุติ
ได้จำหน่าย
จ่ายหุุ้นที่ถือครองไปหรือยัง
ถ้าหากยังก็จะเป็นประเด็น
ขัดต่อกฎหมาย
ต้องทำการตรวจสอบต่อไป
อาจพ้นจากการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในที่สุด
สำหรับ นายจุติ เป็น 1 ใน 13
ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กกต.
ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดว่าอาจกระทำการเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา
48 และมาตรา 265 (2)
เนื่องจากคู่สมรสถือครองหุ้นในบริษัทสื่อและบริษัทที่เป็นคู่สัญญาสัมปทาน
รัฐ และ
หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคุณสมบัติที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
นายจุติ
ต้องสิ้นสมาชิกภาพ ส.ส.
ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 106
ทันที
กรณีนี้ไม่มีผลต่อการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี
แต่หากภรรยานายจุติยังคงถือหุ้นสื่อสารซึ่งได้รับสัมปทานจากรัฐอยู่
ในวันที่นายจุติ
รับตำแหน่ง (7 มิ.ย.)
ก็จะมีผลต่อการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีตามมาตรา
267 (ประกอบมาตรา 265) และมาตรา
48
ที่ห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถือหุ้นกิจการโทรคมนาคม
ซึ่งประเด็นนี้จะทำให้นายจุติ
ต้องพ้นจากรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา
182 (7) ทันที
เจ้าตัวเองก็ออกมาบอกว่า
เรื่องหุ้นนั้นได้โอนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
จบไปแล้ว
อยู่ในขั้นตอนของพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ
ซึ่งถ้าหากศาลรัฐธรรมนูญชี้มูลว่ามีความผิดจริง
แน่นอนจะต้องหลุดจากความเป็น
ส.ส.
แต่จะไม่กระทบต่อเก้าอี้รัฐมนตรีที่เพิ่งได้รับ
แต่หากนายกรัฐมนตรี
เห็นว่าตนไม่ดี
มีคดีติดตัวมาก
ไม่ต้องการให้ทำงาน
ก็ยินดีที่จะลาออก
ก็คงต้องลุ้นกันโดยเฉพาะประเด็นการชี้แจงการถือครองสินทรัพย์ของรัฐมนตรีที่เพิ่งได้รับตำแหน่ง
ต่อ ปปช.
งานนี้ใครจะเข้าข่ายโดนพิษหุ้น
5% เล่นงานบ้าง
จุดที่ต้องจับตา "จุติ
ไกรฤกษ์" รมต.ใหม่ถอดด้าม
จากพิษณุโลก
สำหรับรัฐมนตรีที่กระทำความผิดในลักษณะเช่นนี้
จนต้องมีอันหลุดจากเก้าอี้รัฐมนตรีมาแล้วหลายราย
เช่น
ยุคนายสมัคร สุทรเวช
เป็นนายกรัฐมนตรี
นายไชยา สะสมทรัพย์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(คู่ครองถือหุ้นในบริษัทเอกชน)
รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์
จุลานนท์
มีรัฐมนตรีถือครองหุ้นเกิน
5%
จนต้องลาออกจากตำแหน่งจำนวน
5 คน ได้แก่
นายสิทธิชัย โภไคยอุดม
รัฐมนตรีว่าการกระทรวง
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
(ไอซีที)
นายอารีย์ วงศ์อารยะ
รัฐมนตรี
ว่าการกระทรวงมหาดไทย
นางอรนุช โอสถานนท์
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
นายสวนิต คงสิริ
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
นายเกษม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
รัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ.
๒๕๕๐) มาตราที่เกี่ยวข้อง
มาตรา 48
ผูู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองจะเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการ
หนังสือพิมพ์
วิทยุกระจายเสียง
วิทยุโทรทัศน์ หรือ
โทรคมนาคม มิได้
ไม่ว่าในนามของตนเองหรือให้
ผู้อื่นเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นแทน
หรือจะดําเนินการโดยวิธีการอื่นไม่
ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม
ที่สามารถบริหารกิจการดังกล่าวได้
ในทํานองเดียวกับการเป็นเจ้าของกิจการหรือ
ถือหุ้นในกิจการดังกล่าว
มาตรา 182 (7) บัญญัติ ว่า
"ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวเมื่อกระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ
มาตรา 267 มาตรา 268 และมาตรา 269"
มาตรา 265
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต้อง
(1)
ไม่ดํารงตําแหน่งหรือหน้าที่ใดในหน่วยราชการ
หน่วยงานของรัฐ
หรือรัฐวิสาหกิจ
หรือตําแหน่งสมาชิกสภาท้องถิ่น
ผู้บริหารท้องถิ่น
หรือข้าราชการส่วนท้องถิ่น
(2)
ไม่รับหรือแทรกแซงหรือก้าวก่ายการเข้ารับสัมปทานจากรัฐ
หน่วยราชการ หน่วยงาน
ของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ
หรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ
หน่วยราชการ
หน่วยงานของรัฐ
หรือรัฐวิสาหกิจ
อันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน
หรือเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับ
สัมปทานหรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว
ทั้งนี้
ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม
(3)
ไม่รับเงินหรือประโยชน์ใด
ๆ จากหน่วยราชการ
หน่วยงานของรัฐ
หรือรัฐวิสาหกิจ
เป็นพิเศษนอกเหนือไปจากที่หน่วยราชการ
หน่วยงานของรัฐ
หรือรัฐวิสาหกิจ
ปฏิบัติต่อบุคคลอื่น ๆ
ในธุรกิจการงานตามปกติ
(4)
ไม่กระทําการอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา
48
บทบัญญัติมาตรานี้มิให้ใช้บังคับในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิก
วุฒิสภา
รับเบี้ยหวัด บําเหน็จ
บํานาญ
เงินปพระบรมวงศานุวงศ์
หรือเงินอื่นใดในลักษณะเดียวกัน
และมิให้
ใช้บังคับในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภารับหรือดํารงตํา
แหน่งกรรมาธิการของ
รัฐสภา สภาผูแทนราษฎร
หรือวุฒิสภา
หรือกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งในการบริหารราชการแผ่นดิน
ให้นําความใน (2) (3) และ (4)
มาใช้บังคับกับคู่สมรสและบุตรของสมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา
และบุคคลอื่นซึ่งมิใช้คู่สมรสและบุตรของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือ
สมาชิกวุฒิสภานั้น
ที่ดําเนินการในลักษณะผู้ถูกใช้
ผู้ร่วมดําเนินการ
หรือผู้ได้รับมอบหมายจาก
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาให้กระทําการตามมาตรานี้ด้วย
มาตรา 267
ให้นำบทบัญญัติมาตรา 265
มาใช้บังคับกับนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี
ด้วย
เว้นแต่เป็นการดํารงตําแหน่งหรือดําเนินการตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
และจะดํารงตําแหน่งใด
ในห้างหุ้นส่วน บริษัท
หรือองค์การที่ดําเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลกําไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน
หรือ
เป็นลูกจ้างของบุคคลใดก็มิได้ด้วย
มาตรา 269
นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต้องไม่เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วน
หรือบริษัท
หรือไม่คงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท
ต่อไป
ทั้งนี้ตามจำนวนที่กฎหมายบัญญัติ
ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผู้ใดประสงค์จะได้รับประโยชน์จากกรณีดัง
กล่าวต่อไป
ให้นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผู้นั้นแจ้งให้ประธานกรรมการป้องกันและปราบปราม
การทุจริตแห่งชาติทราบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง
และให้นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผู้นั้นโอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทดังกล่าวให้นิติบุคคลซึ่งจัดการทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น
ทั้งนี้
ตามที่กฎหมายบัญญัติ
นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะกระทำการใดอันมี
ลักษณะเป็นการเข้าไปบริหารหรือจัดการใดๆ
เกี่ยวกับหุ้นหรือกิจการของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทตามวรรคหนึ่ง
มิได้
บทบัญญัติ
มาตรานี้ให้นำมาใช้บังคับกับคู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของนายก
รัฐมนตรีและรัฐมนตรีด้วย
และให้นำบทบัญญัติมาตรา 259
วรรคสาม
มาใช้บังคับโดยอนุโลม