ข่าว การเมือง → ระทึก พิษหุ้น 5%ลุ้น รมต.ใหม่ร่วงหรือรอด

ระทึก พิษหุ้น 5%ลุ้น รมต.ใหม่ร่วงหรือรอด

วันที่ 09-06-2010

ระทึก พิษหุ้น 5%ลุ้น รมต.ใหม่ร่วงหรือรอด   เป็นประเด็นร้อนฉ่า ขึ้นมาทันที หลังการเข้ารับตำแหน่งตำแหน่งรัฐมตรีเพียง 1 วัน ของนายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที  สว.จอมตรวจสอบ เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สว. สรรหา ฉายา "แจ๊คผู้ฆ่ายักษ์" ที่มีวีรกรรมมากมาย ลุกขึ้นมาจ้องจับผิดตามหน้าที่ สว. ทุกคนที่เป็นรัฐมนตรีใหม่ และ อดีตรัฐมนตรีที่เพิ่งพ้นตำแหน่งไปหมาดๆ โดย นายเรืองไกร บอกว่า จะตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน การเข้าออก พร้อมทั้งการถือหุ้นของรัฐมนตรีทั้งใหม่ เก่า พร้อมด้วยคู่สมรสทุกคน หากพบผิดตามที่กฎหมายกำหนดก็จะยื่นเรื่องให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาต่อไป ทำเอาหลายคนเต้นผาง เพราะก่อนหน้านี้  สว.มีชื่อท่านนี้ที่ยื่นคำร้อง ขอให้ กกต. ตรวจสอบ การกระทำของ ส.ส. 44 รายเนื่องจากอาจกระทำการเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 48 และมาตรา 265 (2) เพราะถือครองหุ้น ในบริษัทสื่อ และ บริษัทที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานรัฐ ซึ่ง กกต.ก็มีมติเสียงข้างมาก เห็นว่าการกระทำที่ผิดและเป็นเหตุที่ทำให้อาจสิ้นสมาชิกภาพความเป็น ส.ส. ตามาตรา 106 ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือนายจุติ พร้อมด้วยพวกจากพรรคประชาธิปัตย์ 12 คน และ พรรคเพื่อไทยส่วนหนึ่งโดยเรื่องกำลังอยู่ในช่วงการพิจารณาตัดสินชี้ขาดจากศาลรัฐธรรมนูญ สว.จอมบขุดคุ้ย อธิบายว่า เรื่องเดิมของนายจุติ และ พวกนั้นกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งหากผิดจริงสถานะความเป็น ส.ส.ก็หมดไป ประเด็นนี้ไม่มีปัญหาอะไร แค่ให้มีการเลือกตั้งกันใหม่ แต่เรื่องของการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีนั้นต้องดูว่าวันที่นายจุติ รับตำแหน่งรัฐมนตรี (7 มิ.ย.) ภรรยาของนายจุติ ได้จำหน่าย จ่ายหุุ้นที่ถือครองไปหรือยัง ถ้าหากยังก็จะเป็นประเด็น ขัดต่อกฎหมาย ต้องทำการตรวจสอบต่อไป อาจพ้นจากการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในที่สุด สำหรับ นายจุติ เป็น 1 ใน 13 ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กกต. ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดว่าอาจกระทำการเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา  48 และมาตรา 265  (2) เนื่องจากคู่สมรสถือครองหุ้นในบริษัทสื่อและบริษัทที่เป็นคู่สัญญาสัมปทาน รัฐ และ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคุณสมบัติที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ นายจุติ ต้องสิ้นสมาชิกภาพ ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 106  ทันที กรณีนี้ไม่มีผลต่อการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี แต่หากภรรยานายจุติยังคงถือหุ้นสื่อสารซึ่งได้รับสัมปทานจากรัฐอยู่ ในวันที่นายจุติ รับตำแหน่ง (7 มิ.ย.) ก็จะมีผลต่อการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีตามมาตรา 267 (ประกอบมาตรา 265) และมาตรา 48 ที่ห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถือหุ้นกิจการโทรคมนาคม ซึ่งประเด็นนี้จะทำให้นายจุติ ต้องพ้นจากรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 (7) ทันที เจ้าตัวเองก็ออกมาบอกว่า เรื่องหุ้นนั้นได้โอนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จบไปแล้ว อยู่ในขั้นตอนของพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ  ซึ่งถ้าหากศาลรัฐธรรมนูญชี้มูลว่ามีความผิดจริง แน่นอนจะต้องหลุดจากความเป็น ส.ส. แต่จะไม่กระทบต่อเก้าอี้รัฐมนตรีที่เพิ่งได้รับ แต่หากนายกรัฐมนตรี เห็นว่าตนไม่ดี มีคดีติดตัวมาก ไม่ต้องการให้ทำงาน ก็ยินดีที่จะลาออก ก็คงต้องลุ้นกันโดยเฉพาะประเด็นการชี้แจงการถือครองสินทรัพย์ของรัฐมนตรีที่เพิ่งได้รับตำแหน่ง ต่อ ปปช. งานนี้ใครจะเข้าข่ายโดนพิษหุ้น 5% เล่นงานบ้าง จุดที่ต้องจับตา "จุติ ไกรฤกษ์" รมต.ใหม่ถอดด้าม จากพิษณุโลก สำหรับรัฐมนตรีที่กระทำความผิดในลักษณะเช่นนี้ จนต้องมีอันหลุดจากเก้าอี้รัฐมนตรีมาแล้วหลายราย  เช่น ยุคนายสมัคร สุทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี นายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข 


(คู่ครองถือหุ้นในบริษัทเอกชน) รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มีรัฐมนตรีถือครองหุ้นเกิน 5% จนต้องลาออกจากตำแหน่งจำนวน 5 คน ได้แก่ นายสิทธิชัย โภไคยอุดม รัฐมนตรีว่าการกระทรวง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) นายอารีย์ วงศ์อารยะ รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงมหาดไทย นางอรนุช โอสถานนท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสวนิต คงสิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายเกษม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. ๒๕๕๐) มาตราที่เกี่ยวข้อง มาตรา 48 ผูู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองจะเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการ หนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือ โทรคมนาคม  มิได้ ไม่ว่าในนามของตนเองหรือให้ ผู้อื่นเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นแทน หรือจะดําเนินการโดยวิธีการอื่นไม่ ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ที่สามารถบริหารกิจการดังกล่าวได้ ในทํานองเดียวกับการเป็นเจ้าของกิจการหรือ ถือหุ้นในกิจการดังกล่าว มาตรา 182 (7) บัญญัติ ว่า "ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวเมื่อกระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 มาตรา 268 และมาตรา 269" มาตรา 265 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต้อง (1) ไม่ดํารงตําแหน่งหรือหน้าที่ใดในหน่วยราชการ  หน่วยงานของรัฐ  หรือรัฐวิสาหกิจ  หรือตําแหน่งสมาชิกสภาท้องถิ่น  ผู้บริหารท้องถิ่น  หรือข้าราชการส่วนท้องถิ่น (2) ไม่รับหรือแทรกแซงหรือก้าวก่ายการเข้ารับสัมปทานจากรัฐ  หน่วยราชการ  หน่วยงาน ของรัฐ  หรือรัฐวิสาหกิจ  หรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ  หน่วยราชการ  หน่วยงานของรัฐ  หรือรัฐวิสาหกิจ  อันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน  หรือเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับ สัมปทานหรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว  ทั้งนี้  ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม (3) ไม่รับเงินหรือประโยชน์ใด  ๆ  จากหน่วยราชการ  หน่วยงานของรัฐ  หรือรัฐวิสาหกิจ  เป็นพิเศษนอกเหนือไปจากที่หน่วยราชการ  หน่วยงานของรัฐ  หรือรัฐวิสาหกิจ  ปฏิบัติต่อบุคคลอื่น  ๆ  ในธุรกิจการงานตามปกติ (4) ไม่กระทําการอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา  48 บทบัญญัติมาตรานี้มิให้ใช้บังคับในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิก วุฒิสภา รับเบี้ยหวัด  บําเหน็จ  บํานาญ  เงินปพระบรมวงศานุวงศ์  หรือเงินอื่นใดในลักษณะเดียวกัน  และมิให้ ใช้บังคับในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภารับหรือดํารงตํา แหน่งกรรมาธิการของ รัฐสภา  สภาผูแทนราษฎร  หรือวุฒิสภา  หรือกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งในการบริหารราชการแผ่นดิน ให้นําความใน  (2)  (3)  และ  (4)  มาใช้บังคับกับคู่สมรสและบุตรของสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา  และบุคคลอื่นซึ่งมิใช้คู่สมรสและบุตรของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือ สมาชิกวุฒิสภานั้น  ที่ดําเนินการในลักษณะผู้ถูกใช้  ผู้ร่วมดําเนินการ  หรือผู้ได้รับมอบหมายจาก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาให้กระทําการตามมาตรานี้ด้วย มาตรา 267 ให้นำบทบัญญัติมาตรา 265  มาใช้บังคับกับนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ด้วย  เว้นแต่เป็นการดํารงตําแหน่งหรือดําเนินการตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย  และจะดํารงตําแหน่งใด ในห้างหุ้นส่วน  บริษัท  หรือองค์การที่ดําเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลกําไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน  หรือ เป็นลูกจ้างของบุคคลใดก็มิได้ด้วย มาตรา 269  นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต้องไม่เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท หรือไม่คงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท ต่อไป ทั้งนี้ตามจำนวนที่กฎหมายบัญญัติ ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผู้ใดประสงค์จะได้รับประโยชน์จากกรณีดัง กล่าวต่อไป ให้นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผู้นั้นแจ้งให้ประธานกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติทราบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง และให้นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผู้นั้นโอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทดังกล่าวให้นิติบุคคลซึ่งจัดการทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะกระทำการใดอันมี ลักษณะเป็นการเข้าไปบริหารหรือจัดการใดๆ เกี่ยวกับหุ้นหรือกิจการของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทตามวรรคหนึ่ง มิได้

บทบัญญัติ มาตรานี้ให้นำมาใช้บังคับกับคู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของนายก รัฐมนตรีและรัฐมนตรีด้วย และให้นำบทบัญญัติมาตรา 259 วรรคสาม มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง