วิกฤตสารเคมีกำจัดศัตรูพืช: ความเป็นจริงจากมุมมองของสหภาพยุโรป
ฝ่ายข้อมูล
มูลนิธิชีววิถี (BioThai)
normal">
"มูลนิธิชีววิถี"
เผยข้อมูลวิกฤตสารเคมีกำจัดศัตรูพืชของไทยที่ชี้ถึงนโยบายและมาตรการความปลอดภัย
"สองมาตรฐาน"
ระหว่างพืชผักที่บริโภคในไทยกับที่ส่งไปขายยังสหภาพยุโรป
รวมถึงรากเหง้าของปัญหาที่ถูกระงับการนำเข้าซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การตรวจพบสารเคมีปนเปื้อนสูงมากเท่านั้น
เอกสารเรื่อง
"วิกฤตสารเคมีกำจัดศัตรูพืช:
ความเป็นจริงจากมุมมองของสหภาพยุโรป"
ยังสะท้อนปัญหาแท้จริงที่ดำรงอยู่คู่สังคมไทยที่ว่า
เราไม่เคยมีมาตรการควบคุมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีประสิทธิภาพประสิทธิผลเลย
ทั้งๆ
ที่สถานการณ์สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอยู่ในขั้นวิกฤตแล้ว
มากกว่านี้เอกสารชิ้นนี้ยังเน้นย้ำให้เห็นถึงความสำคัญที่ทุกภาคส่วนจะต้องช่วยกันกำกับควบคุมการขึ้นทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชนับหมื่นรายการที่จะต้องกระทำให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคมปีนี้ด้วย
000
จากมาตรการแบนตัวเองในการส่งออกพืชผัก
16
ชนิดไปยังกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป
(อียู)
และต่อมาได้เปลี่ยนเป็นมาตรการตรวจเช็คคุณภาพผักและผลไม้ส่งออก
100% ของกรมวิชาการเกษตร
ในช่วงต้นปี 2554
ได้บ่งชี้ถึงวิกฤตเกี่ยวกับปัญหาด้านความปลอดภัยของอาหารที่ผลิตในประเทศไทย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
กรณีการตกค้างของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่เกินค่ามาตรฐาน
(MRLs)
ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ
และผลกระทบต่อเศรษฐกิจการส่งออกผักผลไม้ของไทยไปยังสหภาพยุโรป
ที่มีมูลค่ากว่า 58
ล้านยูโร (2,785 ล้านบาท) ต่อปี
[1]
อีกทั้งยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประเทศผู้นำเข้าอื่นๆ
เช่น สหรัฐอเมริกา
ญี่ปุ่น เป็นต้น
วิกฤตปัญหาที่เกิดขึ้นได้ถูกส่งสัญญาณจากสหภาพยุโรปตลอดหลายปีที่ผ่านมา
เฉพาะอย่างยิ่งหากวิเคราะห์จากฐานข้อมูลของระบบเตือนภัยด้านอาหาร
(Rapid Alert System for Food and Feed: RASFF)
ที่มีการบันทึกข้อมูลการตรวจพบสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างในผักที่ส่งมายังสหภาพยุโรป
พบว่า
ปัญหาสารเคมีการเกษตรตกค้างในผักและผลไม้ของไทยได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
โดยจำนวนการแจ้งเตือนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างในปี
2553
ได้เพิ่มสูงกว่าสถิติในปี
2552 เกือบ 3 เท่าตัว
แซงหน้าจำนวนการแจ้งเตือนของสหภาพยุโรปต่อประเทศตุรกี
และประเทศไทยได้กลายเป็นแชมป์ผู้ส่งออกผักผลไม้ที่มีสารเคมีกำจัดศัตรูพืชปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานของสหภาพยุโรป
ยิ่งไปกว่านั้น
ยังพบว่าประเทศไทยมีการส่งออกพืชผักและผลไม้ไปยังสหภาพยุโรปในปริมาณน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลการส่งออกของประเทศอื่นๆที่มีความรุนแรงของปัญหาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างที่ใกล้เคียงหรือน้อยกว่า
เช่น ในปี 2552
ไทยมีปริมาณการส่งออกผักและผลไม้ประมาณ
27,000 ตัน
ในขณะที่ตุรกีส่งออกสูงถึง
1,249,000 ตัน (มากกว่าไทยถึง 46
เท่า)
แต่มีการตรวจพบสารเคมีเกษตรตกค้างมากกว่าไทยเพียง
11 ครั้ง
ส่วนจีนซึ่งเป็นประเทศที่มีการผลิตและใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในปริมาณสูงต่อปี
ได้มีการตรวจพบสารเคมีเกษตรตกค้างเพียง
1 ครั้งในปี 2552 และ 2
ครั้งในปี 2553
แม้ว่ามีการส่งออกผักผลไม้ไปยังสหภาพยุโรปประมาณ
800,000 ตันต่อปี [2]
สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ถูกตรวจพบจากพืชผักส่งออกของไทยในปี
2553 มีถึง 23 ชนิด
โดยสารเคมีที่พบมากที่สุดคือ
omethoate ที่มีการพบถึง 9 ครั้ง
รองลงมาคือ dimethoate และ indoxacarb 6
ครั้ง ส่วน carbofuran และdicrotophos
ซึ่งมีพิษร้ายแรงนั้นถูกตรวจพบมากถึง
5 ครั้ง
และที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นคือ
ในปี 2552 ยังมีการตรวจพบสาร
EPN
ที่ไม่เคยมีการอนุญาตให้จดทะเบียนในสหภาพยุโรปเลยถึง
7 ครั้ง
รายงานของสหภาพยุโรป
สะท้อนปัญหาระบบการควบคุมสารเคมีกำจัดศัตรูพืชของไทย
การพบการตกค้างของสารเคมีเกษตรในปริมาณมากของผักและผลไม้ส่งออกของไทย
ทำให้หน่วยงาน Food and Veterinary Office
ของสหภาพยุโรป
จัดส่งคณะเจ้าหน้าที่มายังประเทศไทย
เพื่อประเมินมาตรการการจัดการและควบคุมปัญหาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้าง
โดยมีการเดินมายังประเทศไทยครั้งแรกในช่วงต้นปี
2549 และได้ระบุไว้ในรายงาน
DG (SANCO)/8002/2006-MR Final
ถึงการควบคุมการตลาดและการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในประเทศไทยว่า
ยังขาดความเข้มงวด
ไม่มีระบบการจดบันทึก
และไม่มีการตรวจสอบติดตามอย่างต่อเนื่อง
ในรายงานดังกล่าว
ยังได้กล่าวถึงความหละหลวมในการควบคุมระบบการขึ้นทะเบียนการค้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืช
ซึ่งในปี 2549 มีจำนวนกว่า 16,900
ทะเบียนจากสารออกฤทธิ์ประมาณ
400 ชนิด
และอนุญาตให้มีการขึ้นทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชใหม่ประมาณ
2,500-4,850 ครั้งต่อปี
นับตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา
[3]
คณะทำงานดังกล่าวยังได้วิพากษ์
วิจารณ์การทำงานของกรมวิชาการเกษตรที่ขาดแผนการที่ชัดเจนและเพียงพอในการควบคุมการตลาดและการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น
แม้ว่าจะได้รับคำอธิบาย [4]
แต่ก็ไม่เพียงพอและไม่มีอะไรเป็นลายลักษณ์อักษรที่จะทำให้คณะทำงานดังกล่าวมั่นใจต่อมาตรการและการแก้ปัญหาจากฝ่ายไทย
ในส่วนของผู้ค้าปลีกสารเคมีกำจัดศัตรูพืชนั้น
ส่วนใหญ่พึ่งพาข้อมูลจากแผ่นพับโฆษณาสินค้าของบริษัทขายสารเคมีในการแนะนำผลิตภัณฑ์ต่อเกษตรกรมากกว่าจากการฝึกอบรมโดยหน่วยงานรัฐ
ในกรณีที่มีการทำผิดกฎระเบียบ
เจ้าหน้าที่ในพื้นที่จะรายงานต่อหัวหน้าของตน
แต่มิได้มีระบบการจดบันทึกใดๆ
การจำหน่ายสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในประเทศไทยจึงไม่มีการควบคุมที่ชัดเจนแต่อย่างใด
ยกเว้นกรณีที่มีการตรวจพบการนำเข้าผลิตภัณฑ์เคมีเกษตรที่ไม่ได้มาตรฐาน
ณ จุดนำเข้า เท่านั้น
ที่ผู้ประกอบการจะถูกยึดใบอนุญาตการนำเข้า
ข้อสรุปสำคัญจากการประเมินผลของคณะทำงานจากสหภาพยุโรปคือ
การที่ประเทศไทยมีระบบตรวจสอบหาสารตกค้างในพืชผักที่จำกัด
มีการตรวจสอบเพียงพืชเศรษฐกิจบางรายการ
และวิเคราะห์หาสารเคมีเกษตรตกค้างไม่กี่ชนิด
อีกทั้งยังมีช่องโหว่ในกลไกการควบคุมทั้งการให้ข้อมูลต่อเกษตรกร
การค้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืช
รวมถึงการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายที่หละหลวม
ส่งผลให้มีการขึ้นทะเบียนสารกำจัดศัตรูพืชเป็นจำนวนมาก
สำหรับการเดินทางเข้ามาประเมินระบบการควบคุมปัญหาสารเคมีเกษตรตกค้างของคณะทำงานของสหภาพยุโรปครั้งที่สองในช่วงต้นปี
2551 นั้น
คณะทำงานเห็นความก้าว
หน้าบางส่วน เช่น
การจัดฝึกอบรมผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
(stakeholders)
และการพัฒนาและเพิ่มระบบการควบคุมเกษตรกรผู้ใช้
โรงบรรจุผักส่งออก
และผู้ส่งออก [5]
แต่ความก้าวหน้าดังกล่าวก็มิได้ทำให้ทำให้ปัญหาการปนเปื้อนของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชลดลงแต่อย่างใด
เพราะหากพิจารณาเฉพาะช่วงเวลาที่คณะผู้ตรวจจากสหภาพยุโรปเดินทางมาตรวจสอบในครั้งแรกจนถึงครั้งที่สอง
มีการตรวจพบสารเคมีตกค้างถึง
24 ครั้ง
โดยสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่พบนั้น
ล้วนแล้วแต่มีพิษภัยร้ายแรงแทบทั้งสิ้น
แม้ว่าจะมีการระบุถึงปัญหาด้านทะเบียนสารเคมีเกษตรในรายงานครั้งก่อน
แต่คณะทำงานของสหภาพยุโรปยังพบว่า
กรมวิชาการเกษตรยังคงปล่อยให้มีการขึ้นทะเบียนการค้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพิ่มขึ้น
3,400 ทะเบียน
รวมเป็นจำนวนสารเคมีที่ขึ้นทะเบียนทั้งหมดเป็น
19,300 ทะเบียนในปี 2551
ยิ่งไปกว่านั้น
สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ตรวจพบในผักส่งออกจากประเทศไทย
ยังมีการพบสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ได้ห้ามใช้ในประเทศหรือห้ามใช้ในพืชบางชนิด
และยังไม่มีการกำหนดค่า
MRLs
สำหรับการตรวจหาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างให้ครอบคลุมพืชผักหลากชนิดในตลาดภายในประเทศ
ความอ่อนแอของระบบการควบคุมการขึ้นทะเบียน
การควบคุมผู้จัดจำหน่าย
และการขาดการให้ความรู้และข้อมูลที่เพียงพอต่อเกษตรกร
ทำให้ไม่น่าแปลกใจที่การประเมินระบบการควบคุมปัญหาของไทยโดยคณะทำงานของสหภาพยุโรปครั้งที่
3 ในเดือนมีนาคม 2553
ยังคงพบช่องโหว่และความหละหลวมในระบบการควบคุม
[6]
ซึ่งทางคณะผู้ประเมินจากสหภาพยุโรปได้ระบุอย่างชัดเจนว่ากรมวิชาการเกษตรและโรงบรรจุผักส่งออกให้ข้อมูลต่อเกษตรกรไม่เพียงพอที่จะป้องกันการตกค้างของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่เกินค่า
EU MRLs บทสรุป
ปัญหาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชกำลังอยู่ในขั้นวิกฤต
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อดูจากตัวเลขการแจ้งเตือนผักและผลไม้ปนเปื้อนสารเคมีของสหภาพยุโรปที่พบว่าสินค้าจากประเทศไทยมีจำนวนสูงที่สุดในโลก
ทั้งๆที่มีปริมาณ
การส่งออกผักผลไม้ที่น้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ
ปัญหาของสารเคมีตกค้างในผักผลไม้ส่งออกยุโรปเป็นเพียงสัญญาณเตือนภัยของวิกฤตเรื่องความไม่ปลอดภัยในอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ส่งผลกระทบทั้งต่อเกษตรกรและผู้บริโภคคนไทย
สังคมไทยควรแปรคำเตือนและมุมมองของสหภาพยุโรปเพื่อนำมาเป็นจุดเริ่มต้นในการปฏิรูประบบการควบคุมสารเคมีกำจัดศัตรูพืช
ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การทำงานของหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
บริษัทสารเคมีกำจัดศัตรูพืช
ผู้ค้าปลีก รวมถึงเกษตรกร
และผู้บริโภคอย่างตลอดสาย
ทั้งนี้
มิใช่เพียงเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการส่งออกเท่านั้น
แต่เพื่อฟื้นฟูสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยทุกคน
............................................................................
[1] ข้อมูลปี 2552 จาก EUROSTAT/COMEXT
เมื่อ 15 มิถุนายน 2553 [2] EUROSTAT/COMEXT
เมื่อ 15 มิถุนายน 2553 [3]
ปัจจุบัน
ไทยมีทะเบียนการค้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและสารออกฤทธิ์รวมกว่า
27,000 รายการ [4]
กรมวิชาการเกษตรได้ให้คำตอบในประเด็นนี้โดยชี้ถึง
พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535
ที่ให้มีการตรวจร้านค้าสารเคมีเกษตรอย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อปี
และการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายตามกฎหมาย
[5] DS(SANCO) 2008-7840 - MR Final [6] DS(SANCO) 2010-8575 - MR Final