ข่าว เศรษฐกิจ → สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 17 - 23 ก.ค. 2554

สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 17 - 23 ก.ค. 2554

วันที่ 24-07-2011

สมานฉันท์แรงงานไทยขีดเส้นใต้ให้เพื่อไทย 6 เดือน ขึ้นค่าแรง 300 บาท คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ยื่นข้อเสนอนโยบายเร่งด่วนเกี่ยวกับผู้ใช้แรงงานต่อพรรคเพื่อไทย โดยมี นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย เป็นผู้รับมอบ โดย คณะกรรมการดังกล่าวมีข้อเสนอต้องการให้ พรรคเพื่อไทย สานต่อ กรณีรับรองอนุสัญญาการรวมตัวกลุ่มสหภาพแรงงานและการต่อรอง ระหว่างลูกจ้างและนายจ้าง ซึ่งขณะนี้ไม่มีการคุ้มครองผู้ก่อตั้งสหภาพ ทำให้ นายจ้าง สามารถปลดผู้ก่อตั้งออกจากโรงงานได้ ขณะที่ ยังต้องการให้พรรคเพื่อไทย สานต่อเรื่องปรับโครงสร้างค่าจ้างและสนับสนุนค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 300 บาท เนื่องจาก คณะกรรมการสมานฉันท์ ได้มีการสำรวจเกี่ยวกับภาคอุตสาหกรรม พบว่าผู้ใช้แรงงานมีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ดังนั้น พวกตนจะให้โอกาส พรรคเพื่อไทย บริหารประเทศ 6 เดือน หากยังไม่สามารถดำเนินการเรื่องนี้ได้ ก็จะออกมาทวงถามอย่างแน่นนอน ทั้งนี้กรณีแรงงานต่างชาติ ที่เข้ามาอย่างถูกกฎหมาย พวกตนเห็นว่าต้องให้ความเท่าเทียมเรื่องค่าจ้างไม่ 2 มาตรฐาน โดยรัฐบาลจำเป็นต้องควบคุมแรงงานต่างชาติที่เข้ามาอย่างผิดกฎหมาย เพราะขณะนี้ยังมีปัญหาอยู่จำนวนมาก (ไอเอ็นเอ็น, 18-7-2554) เล็งปรับหลักสูตรพัฒนาฝีมือแรงงาน ชี้ฝึกลูกจ้างยังไร้คุณภาพ นายพานิช จิตร์แจ้ง รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยผลประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งมีนายสมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ปรับแนวทางการฝึกอบรมพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานของสถาน ประกอบการ เช่น ช่างฝีมือสาขาต่างๆ พนักงานธุรการ บัญชี ซึ่งเดิม กพร.ให้สถานประกอบการสามารถส่งหลักสูตรและค่าใช้จ่ายมาให้พิจารณาก่อนหรือ หลังการอบรมก็ได้ เพื่อให้รับสิทธิประโยชน์ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ.2554 เช่น สถานประกอบการสามารถนำค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการฝึกอบรมมาขอลดหย่อนภาษีได้ถึง 200 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ พบว่าการจัดอบรมของสถานประกอบการส่วนหนึ่ง เป็นไปอย่างไม่มีคุณภาพ ดังนั้น จึงปรับแนวทางให้สถานประกอบการต้องส่งหลักสูตรและค่าใช้จ่ายในการอบรมมาให้ กพร.พิจารณาเพื่อให้การรับรองก่อนจัดฝึกอบรม อีกทั้งกพร.จะส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบว่ามีการฝึกอบรมจริงหรือไม่เพื่อให้ การอบรมเป็นไปอย่างมีคุณภาพ ซึ่งจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 รองอธิบดี กพร. กล่าวอีกว่า กพร.ยังได้เตรียมการรองรับแนวทางดังกล่าว โดยได้จัดทำโปรแกรมคอมพิวเตอร์บรรจุไว้ในเว็บไซต์ กพร. ที่ www.dsd.go.th เพื่อให้สถานประกอบการส่งหลักสูตรและค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมมาให้ กพร.ผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ต เพื่อลดค่าใช้จ่ายในเรื่องเอกสารและการเดินทางให้แก่ผู้ประกอบการ ทั้งนี้ จะมีการเปิดตัวระบบนี้ในวันที่ 8 กันยายนนี้ นอกจากนี้ ยังเตรียมเสนอคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานให้ออกประกาศกระทรวงแรง งานตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานขยายการอบรมทักษะฝีมือแรงงาน ให้ครอบคลุมไปถึงสถานประกอบการที่มีลูกจ้าง50 คนขึ้นไป เพื่อให้การพัฒนาแรงงานครอบคลุมทั้งระบบและสนับสนุนให้แรงงานเข้าสู่ระบบ มาตรฐานฝีมือแรงงานมากขึ้นซึ่งสถานประกอบการกลุ่มนี้ได้รับสิทธิประโยชน์การ ลดหย่อนหรือยกเว้นภาษี ตาม พ.ร.บ.เช่นกัน คาดว่าจะเสนอคณะกรรมการฯในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ นายพานิช กล่าวด้วยว่า ปัจจุบัน พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน กำหนดให้สถานประกอบการที่มีลูกจ้าง 100 คนขึ้นไป ต้องจัดฝึกอบรมพัฒนาทักษะฝีมือลูกจ้างให้ได้อย่างน้อย 50 เปอร์เซ็นต์หากฝึกไม่ครบหรือไม่จัดฝึกอบรมจะต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน พัฒนาฝีมือแรงงานร้อยละ 1 ของเงินเดือนลูกจ้าง มีสถานประกอบการที่อยู่ในข่ายข้อบังคับนี้กว่า 1 หมื่นแห่ง ซึ่งกพร.เน้นให้สถานประกอบการจัดทำหลักสูตรฝึกอบรมโดยอิงเกณฑ์มาตรฐานฝีมือ แรงงานในระดับ1 แต่ละปีมีแรงงานได้รับการพัฒนาทักษะฝีมือ 3-4 ล้านคนโดยสถานประกอบการเสียค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมตั้งแต่ 1พันบาทจนถึงหลักล้านบาท "ปี 2551 มีสถานประกอบการที่ฝึกอบรมไม่ครบ 851 แห่ง ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนฯ กว่า 24 ล้านบาท มีลูกจ้างไม่ได้รับการอบรม 52,040 คน และปี 2552 มีสถานประกอบการที่ฝึกอบรมไม่ครบ 783 แห่ง ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนฯ กว่า 25 ล้านบาท มีลูกจ้างไม่ได้รับการอบรม 48,456 คน อีกทั้งในช่วง 2 ปีมีสถานประกอบการที่ไม่มาขึ้นทะเบียนอบรมลูกจ้างปีละ 3-4 พันแห่ง ซึ่งกพร.จะเรียกสถานประกอบการเหล่านี้มาชี้แจงเหตุผลโดยขณะนี้กองทุนฯมีเงิน ทั้งสิ้น 573 ล้านบาท" รองอธิบดี กพร. กล่าว (แนวหน้า, 18-7-2554) เพื่อไทยยันค่าแรง 300 บาททำได้จริง-เริ่ม ม.ค. ปี 2555 วันที่ 18 ก.ค. ที่รัฐสภา นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช ทีมเศรษฐกิจของพรรค พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการทำนโยบายของพรรคเพื่อไทย ว่า นโยบายขึ้นค่าแรงเป็นวันละ 300 บาท ที่หลายฝ่ายออกมาวิจารณ์ว่าเป็นไปได้ยาก ยืนยันว่านโยบายว่าเป็นไปได้ หลังการแถลงนโยบายตนจะจัดให้มีการทำเวิร์คช็อป ให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรรมกร นายจ้าง เข้ามาแสดงความเห็น ยืนยันไม่กระทบการเงินและการคลัง พรรคคำนวณไว้หมดแล้ว หากขึ้นค่าแรงเป็นวันละ 300 บาท ประชาชนจะได้รับเงินเดือนเพียง 7,600 บาท ซึ่งในความเป็นจริงยังไม่พอต่อกับการดำรงชีวิต ยืนยันเรื่องนี้ภาคอุตสาหกรรมเสียสละเพราะมีแผนรองรับไว้แล้ว แต่ยังไม่ขอเปิดเผยตอนนี้ นายสุชาติ กล่าวว่า นอกจากนั้น ยังมีวิธีช่วยกรรมกรด้วยนโยบายการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30 เปอร์เซ็นต์ เป็น 23 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้กรรมกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น วันนี้พี่ชายคนโตต้องกระจายรายได้ไปให้กับน้องๆ เพื่อให้พี่ชายคนโตรวยเร็วยิ่งขึ้น เช่น รองเท้าของเราผลิตและส่งออกนอกประเทศอย่างเดียว หากน้องสามารถซื้อรองเท้าจากที่ทำงานได้ จะขายได้ปีละ 4 แสนคู่ เห็นได้ว่าเป็นสิ่งที่ทำให้คนร่ำรวยขึ้น ไม่ใช่ยากจน นายสุชาติ กล่าวว่า อีกนโยบายหนึ่งที่ต้องการจะทำเพื่อแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานใน ประเทศ คือ ตั้งกลุ่มอุตสาหกรรมชายแดน เพื่อให้คนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้ รัฐบาลจะเก็บภาษีจากกลุ่มอุตสาหกรรมเหล่านี้ในระดับที่ต่ำ ส่วนนโยบายการแจกแท็บเล็ตให้กับนักเรียน เบื้องต้นจะแจกให้กับนักเรียน ป. 1 ราคาเครื่องละ 5,000 บาท จำนวน 8 แสนเครื่อง เป็นเงิน 4,000 ล้านบาท ตนมีแนวคิดที่จะลดค่าโฆษณาของรัฐมนตรีในกระทรวงต่างๆ ที่ซื้อโฆษณาบนป้ายขนาดใหญ่ นำเงินมาซื้อแท็บเล็ตให้กับนักเรียน เบื้องต้นอาจซื้อได้มากกว่าที่กำหนดในนโยบาย เมื่อถามถึงกรณีหลายฝ่ายมองว่าหลาย นโยบายด้านเศรษฐกิจของเพื่อไทยอาจทำไม่ได้จริง นายสุชาติ กล่าวว่า ต้องดูยี่ห้องของพรรคเพื่อไทย ตนยืนยันว่าเพื่อไทยสามารถทำได้จริงทั้งหมด เรื่องนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มุ่งมั่นที่จะทำ นโยบายด้านต่างๆ ของพรรคจะเดินหน้าได้ประมาณต้นปี 2555 ส่วนค่าแรงขั้นต่ำนั้นจะเริ่มได้ วันที่ 1 ม.ค.55 อย่างแน่นอน แต่ต้องรอให้พรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลและหารือกับคณะกรรมการไตรภาคีก่อน (ข่าวสด, 18-7-2554) สปส.เตรียมทุ่มงบ 6 พันล.ลงทุนต่างชาติ นายสมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน (รง.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประกันสังคม (สปส.) เปิดเผยผลประชุมคณะอนุกรรมการคัดเลือกผู้จัดการกองทุนต่างประเทศของสำนักงาน ประกันสังคม (สปส.) กระทรวงแรงงาน เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบคัดเลือกบริษัทเอกชนที่เชี่ยวชาญด้านการลงทุนในต่าง ประเทศ 1 แห่ง จากจำนวนที่คัดเลือกไว้ก่อนหน้านี้ทั้งหมด 3 แห่ง เพื่อนำร่องนำเงินกองทุนประกันสังคมไปลงทุนในต่างประเทศจำนวน 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 6 พันล้านบาท ในระยะเวลา 5 ปี โดยมีเป้าหมายนำผลกำไรจากการลงทุน มาเข้ากองทุนประกันสังคม เพื่อให้มีเงินเพิ่มขึ้น "สปส.กำหนดให้บริษัทเอกชนไปลงทุนใน 3 รูปแบบ ได้แก่ 1.ลงทุนในตราสารหนี้ 2.ลงทุนในตราสารทุน และ 3.อสังหาริมทรัพย์โดยจะเน้นลงทุนในประเทศแถบยุโรปและอเมริกา เนื่องจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีผลกำไรดี จะจัดสรรเงินลงทุนรูปแบบละ 2 พันล้านบาท ทั้งนี้ การจะไปลงทุนยังไม่ได้กำหนดกรอบระยะเวลา เพราะจะต้องนำเรื่องนี้เสนอต่อคณะกรรมการ (บอร์ด) ประกันสังคม เพื่อพิจารณาว่าจะให้ความเห็นชอบเลยหรือไม่ เนื่องจากขณะนี้บอร์ดประกันสังคมหมดวาระแล้วทำหน้าที่เพียงรักษาการเท่านั้น หรือจะรอให้บอร์ดประกันสังคมชุดใหม่มาพิจารณาในเรื่องนี้" ประธานบอร์ด สปส.กล่าว นายสมเกียรติ กล่าวต่อไปว่า สปส.ได้ขออนุมัติงบไปลงทุนในต่างประเทศ จากกระทรวงการคลังไว้ 600 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทย 1.8 หมื่นล้านบาท แต่ได้จัดสรรเงินที่จะให้บริษัทเอกชน 1 แห่ง ไปดำเนินการลงทุนในต่างประเทศจำนวน 6 พันล้านบาทเท่านั้น ซึ่งบริษัทเอกชนไทยจะเป็นแกนหลัก และมีบริษัทต่างชาติที่เป็นเครือข่าย ช่วยดูแลการลงทุนในต่างประเทศ โดยการลงทุนแต่ละรูปแบบจะมีบริษัทต่างชาติเป็นเครือข่าย 3 แห่ง "บริษัทต่างชาติเหล่านี้เชื่อถือได้ บางบริษัทมีเงินลงทุนมหาศาล รวมทั้งมีการประกันความเสี่ยงในการลงทุน โดยมีการประกันในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา เพื่อป้องกันกรณีลงทุนสูงแล้ว เกิดกรณีค่าเงินลดลง ทำให้ได้กำไรน้อย อย่างไรก็ตาม ในอนาคต สปส.จะให้บริษัทเอกชนอีก 2 แห่งที่คัดเลือกไว้ไปดำเนินการลงทุนในต่างประเทศด้วย ซึ่งบริษัททุกแห่งจะต้องทำสัญญาจ้างกับ สปส.และทำผลกำไรให้ได้ตามสัญญาจ้าง" ประธานบอร์ด สปส. กล่าว (ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 19-7-2554) เผยญี่ปุ่นต้องการจ้างแรงงานไทยสาขาช่างต่างๆ จำนวนมาก นางสุทัศนี สืบวงศ์แพทย์ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวภายหลังเป็นประธานการมอบวุฒิบัตรและเงินสนับสนุนการประกอบอาชีพให้แก่ ผู้ผ่านการฝึกงานตามโครงการจัดส่งผู้ฝึกงานไทยไปฝึกงานในประเทศญี่ปุ่น (IMM JAPAN) จำนวน 79 คน จาก 82 คน ว่า ผู้ที่ผ่านการฝึกงานจะได้รับเงินสนับสนุนการประกอบอาชีพหลังการทำงานมา 3 ปี ประมาณ 221,762 บาท ขณะนี้กรมการจัดงาน และ IM JAPAN กำลังร่างบันทึกข้อตกลงฉบับใหม่ที่จะทำให้แรงงานหญิงหรือเยาวชนที่มีอายุ ระหว่าง 18 -30 ปี มีโอกาสในการไปฝึกงานที่ประเทศญี่ปุ่น และแก้ไขข้อจำกัดสัญญาการทำงานให้มีสัญญา ระยะ 1 ปี ด้วย เนื่องจากเอ็มโอยูฉบับปัจจุบันกำหนด คุณสมบัติต้องเป็นชาย อายุ 18-24 ปี และมีสัญญาการทำงาน 3 ปี หากทำงานไม่ครบก็จะไม่ได้รับเงินสนับสนุนการประกอบอาชีพ นอกจากนี้กรมการจัดหางานยังได้รับแจ้งว่าสภาหอการค้าฮอกไกโด ในประเทศญี่ปุ่นแจ้งความประสงค์ต้องการจ้างแรงงานไทยไปทำงานในประเทศญี่ปุ่น สาขาช่างต่างๆ จำนวนมาก ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือในรายละเอียด นางสาวยูโกะ ชิโนเบะ ผู้จัดการทั่วไป IMM JAPAN สำนักงานกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า จะพยายามเร่งดำเนินการให้เอ็มโอยูฉบับใหม่เสร็จทันปีนี้ ซึ่งจะเป็นผลดีกับแรงงานไทยโดยเฉพาะแรงงานหญิงที่มีโอกาสในการไปฝึกงานที่ ประเทศญี่ปุ่นมากขึ้น โดยคาดว่าหากสามารถลงนามกันได้จะมีโควตาในการส่งคนไทยทั้งหญิงชายไปทำงานใน ปีหน้า 500 คน นอกจากนี้ นางสาวยูโกะ ชิโนเบะ ยังระบุด้วยว่า หากนโยบายการปรับขึ้นค่าจ้าง 300 บาทต่อวันมีผลบังคับใช้จริง ก็จะส่งผลกระทบกับนักลงทุนชาวญี่ปุ่นในไทย เนื่องจากต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ส่วนจะมีการย้ายฐานการผลิตหรือไม่นั้นขณะนี้สภาหอการค้าญี่ปุ่นกำลัง วิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา ก่อนตัดสินใจว่าจะรับมืออย่างไร (มติชนออนไลน์, 19-7-2554) สภฟ.จี้ กกต.รับรองผล ส.ส. หนุนนโยบายค่าแรงงาน 300 บาท ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม นายเสนอ วิสุทธนะ รองประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้านครหลวง (สภฟ.) พร้อมคณะเข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อขอให้พิจารณาการรับรองผลการเลือกตั้งอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม โดยยึดหลักการตามเจตนารมณ์ของประชาชนตามหลักการประชาธิปไตย ที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน รวมทั้งยึดหลักผลประโยชน์ของส่วนรวมและกิจการบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง เนื่องจากประเทศชาติบอบช้ำและประชาชนลำบากเป็นระยะเวลานาน (มติชนออนไลน์, 19-7-2554) พนักงาน AGC อยุธยาประท้วงถูกเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม วันนี้ (19 ก.ค.) นายวิสิทธิ์ คำเส็ง อายุ 27 ปี พร้อมเพื่อนหนุ่มและสาวโรงงานบริษัท AGC อีเล็คทริค ประเทศไทย จำกัด ประมาณ 40 คนได้ร่วมตัวกันประท้วงที่ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อยื่นหนังสือต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดพระนครศรี อยุธยา เรื่องที่โดนนายจ้าง คือ บริษัท AGC อีเล็คทริค ประเทศไทย จำกัด เลขที่ 40/28 ม.5 ต.อุทัย อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา บอกเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม โดยทางบริษัทอ้างว่าพวกตนทำผิดกฎของบริษัท โดยก่อนหน้านี้ทางบริษัทฯได้ส่งข้อความทางโทรศัพท์ให้แก่พวกตนว่า บริษัทฯได้เลิกจ้างพนักงานที่โวยวายและจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ผู้บริหาร ซึ่งเหตุผลดังกล่าวได้สร้างความงุนงงให้กับพนักงานเป็นอย่างมาก และคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากบริษัทฯ พวกตนจึงได้มายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมจากสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรง งานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และขอให้ทางบริษัทรับพวกตนกลับเข้าทำงานใหม่ ทั้งนี้ ทางสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดพระนครศรีอยุยา ได้มอบหมายให้นายนิคม ทับทิมธงไชย นักวิชาการแรงงานชำนาญการลงมารับหนังสือจากลุ่มผู้ประท้วงเพื่อประสานกับทาง โรงงานต่อไป ผจก.IMM JAPAN ระบุขึ้นค่าจ้าง 300 บาทกระทบนักลงทุนญี่ปุ่นในไทย นางสาวยูโกะ ชิโนเบะ ผู้จัดการทั่วไปในโครงการจัดส่งผู้ฝึกงานไทยไปฝึกงานในประเทศญี่ปุ่น (IMM JAPAN ) กล่าวถึงนโยบายการปรับขึ้นค่าจ้าง 300 บาทต่อวันของพรรคเพื่อไทย ว่าหากมีผลบังคับใช้จริงก็จะส่งผลกระทบกับนักลงทุนชาวญี่ปุ่นในไทยเนื่องจาก ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ส่วนจะมีการย้ายฐานการผลิตหรือไม่นั้นขณะนี้สภาหอการค้าญี่ปุ่นกำลัง วิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา ก่อนตัดสินใจว่าจะรับมืออย่างไร ทั้งนี้ในวันนี้ ( 19 ก.ค. )นางสุทัศนี สืบวงศ์แพทย์ อธิบดีกรมการจัดหางาน ได้เป็นประธานการมอบวุฒิบัตรและเงินสนับสนุนการประกอบอาชีพให้แก่ผู้ผ่านการ ฝึกงานตามโครงการจัดส่งผู้ฝึกงานไทยไปฝึกงานในประเทศญี่ปุ่น (IMM JAPAN) จำนวน 79 คน จาก 82 คน ซึ่งผู้ที่ผ่านการฝึกงานจะได้รับเงินสนับสนุนการประกอบอาชีพหลังการทำงานมา 3 ปี ประมาณ 221,762 บาท อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า ร่างบันทึกข้อตกลงฉบับใหม่ที่กำลังจัดทำจะทำให้แรงงานหญิงหรือเยาวชนที่มี อายุระหว่าง 18 -30 ปี มีโอกาสในการไปฝึกงานที่ประเทศญี่ปุ่น และแก้ไขข้อจำกัดสัญญาการทำงานให้มีสัญญา ระยะ 1 ปี ด้วย เนื่องจากเอ็มโอยูฉบับปัจจุบันกำหนดคุณสมบัติต้องเป็นชาย อายุ 18-24 ปี และมีสัญญาการทำงาน 3 ปี หากทำงานไม่ครบก็จะไม่ได้รับเงินสนับสนุนการประกอบอาชีพ นอกจากนี้กรมการจัดหางานยังได้รับแจ้งว่าสภาหอการค้าฮอกไกโด ในประเทศญี่ปุ่นแจ้งความประสงค์ต้องการจ้างแรงงานไทยไปทำงานในประเทศญี่ปุ่น สาขาช่างต่างๆ จำนวนมาก ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือในรายละเอียด ด้านนางสาวยูโกะ กล่าวว่า จะพยายามเร่งดำเนินการให้เอ็มโอยูฉบับใหม่เสร็จทันปีนี้ ซึ่งจะเป็นผลดีกับแรงงานไทยโดยเฉพาะแรงงานหญิงที่มีโอกาสในการไปฝึกงานที่ ประเทศญี่ปุ่นมากขึ้น โดยคาดว่าหากสามารถลงนามกันได้จะมีโควตาในการส่งคนไทยทั้งหญิงชายไปทำงานใน ปีหน้า 500 คน (ฐานเศรษฐกิจ, 19-7-2554) 'โตโยต้า' หวั่นนโยบายค่าแรงผลักบ.รถหนีซื้อชิ้นส่วนตปท. นายเคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า นโยบายการขึ้นแรงขั้นต่ำ 300 บาท ลดภาษีนิติบุคคลลงเหลือ 20% ของพรรคเพื่อไทย ว่าที่ผู้นำรัฐบาลไทยใหม่ถือเป็นเรื่องดี เพราะจะทำให้ระดับชีวิตของคนไทยดีขึ้น แต่ต้องมาดูเรื่องของค่าครองชีพด้วย หากปรับสูงขึ้นมากกว่าค่าแรง ย่อมไม่เกิดประโยชน์อะไร จึงอยากให้รัฐบาลใหม่พิจารณาความสมดุลระหว่างค่าแรงกับค่าครองชีพให้ดี "การลดภาษีนิติบุคคลนับว่าเป็นผลดี ต่อบริษัทใหญ่ๆ แต่จะกระทบกับผู้ประกอบการรายย่อย หรือเอสเอ็มอี(SME) เพราะแทบจะไม่ได้ช่วยรับภาระการปรับค่าแรงของผู้ประกอบการเลย ที่สุดจะส่งผลกระทบต่อต้นทุน ซึ่งอุตสาหกรรมรถยนต์มีการใช้ชิ้นส่วนจากผู้ประกอบรายย่อยเช่นกัน แน่นอนหากต้นทุนสูงขึ้น บริษัทผู้ผลิตรถต้องหันไปพิจารณาซื้อชิ้นส่วนจากเวียดนาม, อินโดนีเซีย หรืออินเดีย แทนซื้อจากผู้ผลิตชิ้นส่วนในไทยได้" ทั้งนี้ต้นทุนค่าแรงของบริษัทรถ อยู่ในระดับที่มีเปอร์เซ็นต์ไม่สูงมาก ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการผลิตหรือมูลค่ารถ แต่หากเป็นเอสเอ็มอี หรือบรรดาผู้ชิ้นส่วนรถยนต์ ถือว่าเป็นต้นทุนที่สูงทีเดียว จำเป็นต้องปรับราคาสินค้า หรือชิ้นส่วน เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ และย่อมทำให้ผู้ผลิตต้องปรับราคาขึ้นตามต้นทุน ส่งผลต่อศักยภาพการแข่งขันลดลง และกระทบต่อการส่งออกอย่างแน่นอน สำหรับโตโยต้าในฐานะของสมาชิกสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) ย่อมต้องมีความเห็นภายใต้กรอบเดียวกัน โดยปัจจุบันพนักงานโตโยต้าที่มีค่าแรงต่ำกว่า 300 บาท เฉพาะพนักงานสัญญาจ้างชั่วคราว ซึ่งมีอยู่ประมาณกว่า 8,000 คน จะได้รับค่าจ้างอยู่ 215 บาทต่อวัน ขณะที่พนักงานของโตโยต้าวุฒิปริญญาตรี มีอัตราเงินเดือนเริ่มต้น 16,000 บาท ตรงนี้จึงไม่มีปัญหากับนโยบายเงินเดือนเริ่มต้น 15,000 บาทของว่าที่รัฐบาลใหม่ (ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 20-7-2554) สิ่งทอเล็งย้ายไปเพื่อนบ้านหนีค่าแรง 300 บ. จากการสำรวจหลังจากที่รัฐบาลพรรค เพื่อไทย เตรียมประกาศใช้นโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวันทั่วประเทศ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ต้นปี 2555 นั้น หลังมีการจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย และภาคแรงงานทั่วไทยเริ่มสอดรับพลักดันให้ขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวให้ รัฐบาลเพื่อไทยดำเนินการให้ได้ภายใน 6 เดือน เรื่องนี้นายธีวรา วิตนากร ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไฮเทค ชัยภูมิ แอพ พาเรล จำกัด( 081-9991222) หนึ่งในบริษัทกลุ่มห้าเสือสิ่งทอเพื่อการส่งออกระดับประเทศ เปิดเผยว่า จังหวัดชัยภูมิถือเป็นจังหวัดนำร่องเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคสิ่งทอพิเศษ ของประเทศไทย มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2546 เพื่อสนับสนุนให้เป็นกลุ่มโซนจังหวัดส่งเสริมภาคการลงทุนด้านโรงงาน อุตสาหกรรมสิ่งทอจากทั่วประเทศเพื่อเป็นฐานการผลิตและส่งออกที่สำคัญของ ประเทศ โดยในส่วนจ.ชัยภูมิ มาจนปัจจุบันมีการเดินทางมาลงทุนจากเครือข่ายห้าเสือสิ่งทอยักษ์ใหญ่จากทั่ว ประเทศ มีการมาตั้งโรงงานแล้วอยู่กว่า 40 โรงงาน ค่าการลงทุน 20,000 ล้านบาท ซึ่งมีการจัดจ้างแรงงานเข้าระบบอยู่เดิมไม่น้อยกว่า 20,000 คน ในอัตราค่าแรงขั้นต่ำที่ 165 บาทต่อวัน และในส่วนของจ.ชัยภูมิถ้ามีการปรับ ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำขึ้นมาเป็น 300 บาทต่อวัน ที่รัฐบาลคาดว่าจะปรับขึ้นต้นปี 2555 ถือว่ามีการปรับขึ้นกว่าเท่าตัว จากนี้ไปภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอชัยภูมิทั้งหมดคงอยู่ไม่ได้ รวมทั้งแนวทางมาตรการที่จะออกมารองรับในเรื่องการลดหย่อนภาษีจ.ชัยภูมิก็ เป็นศูนย์กลางเขตส่งเสริมพิเศษอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องพึ่งพาด้านลดหย่อนภาษี ตามแนวทางที่คาดว่ารัฐบาลจะนำมาใช้ก็ไม่เกิดประกอบที่จะมาช่วยแบ่งเบาภาระ ผู้ประกอบการดังกล่าวได้เลย "เราไม่เหมือนภาคแรงงานโรงงานขนาด เล็กที่มีไม่เกิน 100-200 คน แต่เราเป็นภาคธุรกิจใหญ่ที่มีแรงงานหลายหมื่นคนทั่วประเทศ ที่ต้องพึ่งภาคแรงงานและภาคการลงทุนเป็นหลัก ซึ่งถ้ามีการปรับค่าแรงขึ้นเป็น 300 บาท จากนี้ไปภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอชัยภูมิทั้งหมดยังอยู่ไม่ได้ และต้องปิดตัวลงอย่างแน่นอน และจำเป็นต้องย้ายฐานการผลิตทั้งหมดไปอยู่ที่ประเทศเพื่อนบ้านแทนที่มีต้น ทุนค่าแรงภาคการลงทุนถูกกว่า ในแถบโซนประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศเวียดนาม,ลาว,กัมพูชา,และอินโดนีเซีย แทนทั้งหมด"นายธีวรา บอกและว่า จากเดิมในส่วน จ.ชัยภูมิ มีภาคฐานการผลิตอุตสาหกรรมสิ่งทอเพื่อส่งออกไปทั่วโลก เฉพาะเครือบริษัทไฮเทค ชัยภูมิ เพียงแห่งเดียว มียอดส่งออกต่อเดือนไม่น้อยกว่า 4,000 ล้านบาท และหากจะรวมภาคโรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอยักษ์ใหญ่ 5 เสือสิ่งทอไทยทั้งหมด กว่า 10 บริษัทใหญ่ การเตรียมย้ายฐานการผลิตออกไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมดรวมอีกกว่านับแสน ล้านบาท ที่ไม่อยากให้ประเทศไทยต้องสูญเสียดุลการค้าตรงนี้ไป ถ้าหากรัฐบาลใหม่ยังไม่มีแนวทางออกมารองรับที่ชัดเจน และต้องยอมรับความจริงว่าการดำเนินนโยบายเรื่องนี้กลับจะได้ไม่คุ่มเสีย มากกว่า (คม ชัด ลึก, 20-7-2554) กกร.ค้านขึ้นค่าแรง 300-ชี้ทำลงทุนวูบแสนล้าน นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร). นัดพิเศษเพื่อพิจารณาผลกระทบจากนโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท/วัน ของรัฐบาลชุดใหม่ว่า ภาคเอกชนเห็นความสำคัญของแรงงาน โดยเฉพาะความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิต แต่การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้ผู้ประกอบการ แรงงาน และประชาชนอยู่รวมกันได้อย่างสมดุล ดังนั้น กกร.จึงยืนยันข้อเสนอเดิม คือ ไม่เห็นด้วยกับการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท/วันทั่วประเทศ เพราะจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ, การปรับค่าจ้างขั้นต่ำควรเป็นไปตามกลไกตลาด และเป็นไปตามกลไกของคณะกรรมการไตรภาคี โดยปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง และหากรัฐบาลปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท/วัน รัฐบาลก็ควรหาแนวทางจ่ายส่วนต่างของค่าจ้างดังกล่าว โดยระบุว่าเมื่อมีรัฐบาลใหม่ กกร.ก็จะยื่นข้อเสนอนี้ทันที ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ในการสำรวจผลกระทบการปรับขึ้นค่าแรงเป็น 300 บาท/วันจากผู้ประกอบการในภาพรวม พบว่า ผู้ประกอบการ 60-70% จะมีผลกระทบปานกลางถึงกระทบมาก และยังพบว่าผู้ประกอบการ 85% ระบุว่า อาจจำเป็นต้องปลดคนงานออก 15% นอกจากนี้การปรับขึ้นค่าแรงในระดับดังกล่าว จะกระทบต้นทุนจนผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับราคาสินค้าขึ้นอีก 10% ด้านนายดุสิต นนทนาคร ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ยอมรับว่า มีความกังวลกับนโยบายดังกล่าว ซึ่งแม้ภาคเอกชนจะเห็นด้วยกับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ แต่รัฐบาลควรจะดำเนินการในระดับที่เหมาะสม เพราะในระยะสั้นจะส่งผลกระทบทำให้ธุรกิจของประเทศไทยซึ่งส่วนใหญ่เป็นกิจการ ขนาดกลางขนาดเล็ก หรือ เอสเอ็มอี ได้รับผลกระทบอย่างมากจากนโยบายนี้ อีกทั้งผู้ประกอบการส่วนใหญ่กว่า 90% ไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนดังกล่าวที่เพิ่มขึ้นได้ ส่วนผลกระทบระยะยาวจะทำให้ค่าจ้างแรง งานของไทยสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในการดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ จากปัจจุบันที่มีเงินลงทุนประมาณ 3-4 แสนล้านบาท เพราะหากปรับขึ้นค่าแรงในอัตราดังกล่าว อาจทำให้นักลงทุนตัดสินใจย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านแทน เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และทำให้เงินลงทุนของไทยหายไปถึง 25% หรือประมาณ 1 แสนล้านบาท/ปี นอกจากนี้ ยังทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นกระทบไปถึงราคาสินค้าที่จะปรับตัวสูงขึ้น ตาม (โพสต์ทูเดย์, 20-7-2554) ลูกจ้างหน่วยงานรัฐจี้ขึ้นเงินค่าแรงรายวันเป็นละ 300 บาท รายงานข่าวจากจังหวัดลพบุรีแจ้งว่า จากการหาเสียงของพรรคเพื่อไทย ที่มีนโยบาย จะขึ้นค่าแรงงานให้กับบรรดาลูกจ้างเป็นวันละ 300 บาท ทำให้ลูกจ้างในหน่วยงานของรัฐที่เป็นลูกจ้างรายงานได้รับค่าจ้างวันละ 232 บาท โดยเฉพาะวันหยุดราชการ วันที่ไม่ได้ทำงานก็จะถูกตัดค่าแรงงานออกไปจะไม่ได้ค่าจ้าง ทำให้แรงงานที่เป็นลูกจ้างรายวัน หรือลูกจ้างชั่วคราว ในหน่วยงานของรัฐบาล ต้องการเห็นพรรคเพื่อไทยนำนโยบายขึ้นค่าแรงงานวันละ 300 บาทมาใช้ให้เป็นจริงจะช่วยบรรดาแรงงานในหน่วยงานของรัฐแต่ละแห่งให้มีรายได้ เพิ่มขึ้นมาบ้าง นางสมร บัวดี อายุ 52 ปี ลูกจ้างชั่วคราวของหมวดการทางที่ 1 แขวงการทางลพบุรีกล่าวว่าทำงานเป็นลูกจ้างที่แขวงการทางมานานเกือบจะ10 ปี แล้ว ได้ค้าจ้างวันละ 232 บาทวันหยุดราชการไม่ได้ ไม่มีสวัสดิการอะไรเลย ประกันสังคมก็ไม่มี เจ็บไข้ก็ต้องออกเงินรักษาตัวเอง เพราะไม่มาสวัสดิการอะไรเลยสำหรับลูกจ้าง ถ้าอายุมากขึ้น ทางหน่วยงานที่จ้างคนงานชั่วคราวเลิกจ้างก็จะไม่มีอะไรเหลือเลย เพราะทุกวันนี้ค่าแรงที่ได้รับแทบไม่พอกิน ทำวันกินวัน วันไหนหยุดต้องไปหางานอื่นทำเพื่อให้ได้เงินมาจุลเจือครอบครัว ทำงานสองคนรายได้ไม่ถึง 500 บาทต่อวันมีลูก 2 คนกำลังเรียน ขอสนับสนุนให้พรรคเพื่อไทยขึ้นค่าแรงงานเป็นวันละ 300 บาท นายธวัชชัย แก่นสวัสดิ์ อายุ 50 ปี ลูกจ้างชั่วคราว สำนักชลประทานที่ 10 ลพบุรี กล่าวว่าทำงานเป็นลูกจ้างมาประมาณ 7 ปี ได้รับค่าแรงงานในฐานะลูกจ้างชั่วคราววันละ 232 บาท หากได้ค่าแรงงานเพิ่มเป็นวันละ 300 บาทก็จะเพียงพอกับการดำรงชีวิต เพราะในปัจจุบันราคาอาหารแพงขึ้น แม้จะไปหารับจ้างเพื่อให้ได้เงินเพิ่มขึ้นแต่ก็แทบไม่พอใช้จ่ายเพราะ ทุกอย่างในปัจจุบันแพงมากขึ้น ข้าวสาร 5 กิโลกรัม ราคาถุงละ 150กว่าบาท และมีทีท่าว่าจะขึ้นราคาขึ้นอีก คนจนก็จนลงการที่ พรรคเพื่อไทยคิดที่จะเพิ่มค่าแรงงานให้ลูกจ้างเป็นวันละ 300 บท ขอให้ลูกจ้างในหน่วยงานของรัฐได้รับการปรับค่าแรงงานด้วยเพราะไม่มี สวัสดิการอะไรเลย (เนชั่นทันข่าว, 20-7-2554) นักวิชาการชี้เพิ่มค่าจ้างเป็นแนวทางที่ดี แต่ต้องผ่านไตรภาคี ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ระบุว่า ปัญหาสำคัญของเศรษฐกิจไทยคือ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ดังนั้น การวางเป้าหมายเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นแนวทางที่ถูกต้องแล้ว แต่การดำเนินการต้องผ่านคณะกรรมการไตรภาคี ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้กระทบอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานจำนวนมาก หรือกลุ่ม SMEs อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจะส่งผลต่อภาวะเงินเฟ้อ จึงจำเป็นต้องเฝ้าระวังไม่ให้เงินเฟ้อสูงเกินไป นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า การปรับขึ้นของราคาสินค้าเกิดจากต้นทุนผลิตที่แท้จริงสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาของพลังงาน รวมถึงโครงสร้างการตลาดที่ไม่ได้มีการแข่งขันอย่างสมบูรณ์ หรือมีการผูกขาด ทำให้ผู้ผลิต หรือผู้ขายสามารถกำหนดราคาได้ตามความต้องการระดับหนึ่งเท่านั้น (ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 20-7-2554) นำร่องปล่อยกู้ทำงาน ตปท.ไม่ต้องค้ำประกัน นางดวงมน บูรณฤกษ์ รองอธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า เตรียมนำร่องจัดส่งคนหางานจำนวน 70 คน ไปทำงานในประเทศปาปัวนิวกินี โดยจะเป็นคนงานชุดแรกที่เดินทางไปทำงานต่างประเทศภายใต้โครงการสินเชื่อ เพื่อการไปทำงานต่างประเทศโดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ ซึ่งจะปล่อยกู้ผ่านธนาคารกรุงไทยในวงเงินรายละไม่เกิน 1.5 แสนบาท ดอกเบี้ย 9% ต่อปี ระยะเวลาการกู้ไม่เกิน 18 เดือน ทั้งนี้คนงานจำนวนดังกล่าวมีนายจ้าง ชาวเกาหลี คือบริษัทแดวู อี แอนด์ ซี ต้องการแรงงานไปทำงานก่อสร้างโรงแยกก๊าซในตำแหน่งวิศวกร โฟร์แมน และช่างสาขาต่างๆ โดยมีความต้องการรับแรงงานกว่า 790 คน อย่างไรก็ตามยังต้องรอความชัดเจนอีก 2 เดือนในการส่งคนงานชุดแรกไปทำงาน เพราะต้องหารือรายละเอียดเกี่ยวกับสัญญาจ้างงานและวิธีส่งเงินกลับประเทศ รวมทั้งวิธีการหักเงินชำระหนี้เงินกู้ด้วย นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ของกระทรวงแรงงานจะเดินทางไปยังประเทศปาปัวนิวกินีในสัปดาห์หน้า เพื่อตรวจสอบสภาพความเป็นอยู่ในการทำงานว่านายจ้างดูแลคนงานอย่างไร ซึ่งหากขั้นตอนทุกอย่างเรียบร้อยจะเร่งดำเนินการจัดส่งคนงานอีกกว่า 700 คนไปทำงานต่อไป ทั้งนี้โครงการดังกล่าวเป็นความร่วม มือระหว่างกรมการจัดหางานกับธนาคารกรุงไทย ออมสินและ ธกส. ขั้นตอนการกู้คือบริษัทจัดหางานต้องยื่นหนังสือรับรองจากกรมการจัดหางาน จากนั้นนำใบรับรองไปติดต่อธนาคาร เมื่อธนาคารตรวจสอบเอกสารและทำสัญญาเงินกู้แล้วจึงจะจ่ายเงินแก่คนงานโดยตรง รวมทั้งบริษัทจัดหางานต้องเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ 15% ของวงเงินอนุมัติด้วย (โพสต์ทูเดย์, 20-7-2554) สภาองค์การลูกจ้าง \'130 สหภาพ\' เปิดตำราสู้สภาอุตฯ หนุนค่าแรง 300 บาท 20 ก.ค.54 สภาองค์การลูกจ้างสภาศูนย์กลางแรงงานแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ "สนับสนุนการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท วอนสื่อขยันทำงาน สัมภาษณ์แรงงานบ้างอย่าเอาแต่คุยกับอุตสาหกรรม ค้านเงื่อนไขสภาอุตฯที่ให้รัฐจ่ายส่วนต่าง เปรียบเแรง รัฐต้องไม่จ้างโจรให้มาปล้น (กดขี่) โดยมีรายละเอียดแถลงการณ์ ดังนี้ 0 0 0 แถลงการณ์ ฉบับที่ 1/2554 ส

ข่าวที่เกี่ยวข้อง