ข่าว เศรษฐกิจ → สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 29 พ.ค. - 4 มิ.ย. 2554

สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 29 พ.ค. - 4 มิ.ย. 2554

วันที่ 04-06-2011

ยืนยันเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ได้เงินสมทบมากกว่ากองทุนการออมฯ 29 พ.ค.- นพ.สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในประธานคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด สปส.) กล่าวว่า จากการดูข้อกฎหมายใน พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ ที่ระบุให้ผู้สมัครเข้ากองทุนเงินออมฯต้องไม่เป็นผู้ประกันตน ทำให้ผู้ประกันตนทุกประเภททั้งแรงงานในระบบและแรงงานนอกระบบในมาตรา 40 ไม่สามารถสมัครเข้ากองทุนเงินออมฯได้ โดยยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวไม่มีปัญหาลักลั่นกัน เพราะหากเปรียบเทียบเงินสมทบจากรัฐบาล ของกองทุนเงินออมฯกับกองทุนประกันสังคม จะพบว่าผู้ประกันตนจะได้รับเงินสมทบมากกว่ากองทุนเงินออมฯ เช่น ประชาชนที่สมัครเข้ากองทุนการออมฯมีสิทธิออมเงินขั้นต่ำครั้งละ 50 บาท อายุ 15-30 ปี จะได้รับเงินสมทบร้อยละ 50 สูงสุดปีละ 600 บาทนั้น หรือเฉลี่ยแล้วรัฐจ่ายสมทบเดือนละ 50 บาท ขณะที่การเป็นผู้ประกันตน หากคำนวณจากผู้ที่มีเงินเดือน 8 ,000 บาทรัฐจ่ายสมทบเงินชราภาพร้อยละ 1 คิดเป็นเงินเดือนละ 80 บาท รวมแล้วเงินสมทบได้ปีละ 960 บาท ที่สำคัญได้รับสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ด้วย เช่น เสียชีวิต หรือทุพพลภาพด้วย (สำนักข่าวไทย, 29-5-2554) "เลขาฯ สปส." ยัน ไม่ต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญมาบริหารกองทุนประกันสังคม นายปั้น วรรณพินิจ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณี ข้อเสนอของหลายฝ่ายที่ให้จ้างผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนมาบริหารกองทุนประกัน สังคม เพื่อให้กองทุนมีผลกำไรมากขึ้น ว่า ตามกฎหมายประกันสังคมกำหนดให้ใช้เงินกองทุน ซึ่งปัจจุบันมีอยู่กว่า 8.4 แสนล้านบาท มาลงทุนในสัดส่วนร้อยละ 60 ของเงินกองทุนทั้งหมด หรือประมาณ 4.8 แสนล้านบาท แต่ สปส.นำเงินกองทุนประกันสังคมมาลงทุนร้อยละ 80 ของเงินลงทุนทั้งหมด หรือประมาณ 6.4 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนที่ไม่เสี่ยงต่อการขาดทุน เช่น การซื้อพันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง ฯลฯ และลงทุนในลักษณะเสี่ยงขาดทุน 1.6 แสนล้านบาท เช่น ซื้อหุ้น อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ ทั้งนี้ นายปั้น กล่าวต่อว่า ในปี 2551 กองทุนประกันสังคมได้กำไร 2.4 หมื่นล้านบาท , ปี 2552 ได้กำไร 2.8 หมื่นล้านบาท , ปี 2553 ได้กำไร 3.3 หมื่นล้านบาท และปี 2554 ตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคมถึงสิ้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้เงินตอบแทนแล้ว 1.1 หมื่นล้านบาท โดยผลกำไรทั้งหมดจะนำมาใส่ไว้ในกองทุนประกันสังคม เพื่อไว้เป็นเงินบำเหน็จและบำนาญชราภาพ ส่วนการบริหารเงินกองทุนประกันสังคมในปัจจุบันนั้น สปส.ใช้วิธีการจ้างบริษัทเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุน โดยการทำสัญญาจ้าง และให้นำเงินกองทุนประกันสังคมไปลงทุน ซึ่งมีเงื่อนไขว่าจะต้องทำกำไรให้ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด หากภายใน 2 ปี ลงทุนแล้วไม่ได้กำไรตามเกณฑ์ จะถูกยกเลิกสัญญา ซึ่งขณะนี้ สปส.ทำสัญญาจ้างอยู่ 5 บริษัท โดยกระจายเงินประกันสังคมให้แก่บริษัทเหล่านี้นำไปลงทุน บริษัทละ 6 พันล้านบาท และมีบริษัทที่ลงทุนแล้วทำกำไรได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด 2 บริษัท ส่วนอีก 3 บริษัท ทำกำไรได้ต่ำกว่าเกณฑ์ จึงกำลังจะถูกยกเลิกสัญญา "ข้อเสนอที่ให้จ้างมืออาชีพมาดูแลการ ลงทุนเงินประกันสังคมเพื่อให้มีผลกำไรมากขึ้น ในความเป็นจริงแล้วเป็นไปได้ยาก เพราะมืออาชีพที่จ้างมาบริหาร เขาไม่ต้องรับผิดชอบอะไร เวลาเงินกองทุนประกันสังคมขาดทุน แต่ผู้ที่ต้องรับผิดชอบก็คือ สปส.ผมจึงคิดว่า ระบบการลงทุนของประกันสังคมที่ใช้อยู่ในปัจจุบันได้ผลดีพอสมควร" นายปั้น กล่าว (แนวหน้า, 30-5-2554) สปส.ทุ่ม 50 ล.ตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารบริการผู้ประกันตน วันที่ (30 พ.ค.) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูง สธ.ถึงความคืบหน้าของการเจรจาร่วมกับสำนักงานหลักประกันสังคม (สปส.) กระทรวงแรงงาน ในกรณีเรื่องการให้บริการสาธารณสุขแก่ผู้ประกันตนให้สามารถใช้บัตรประชาชนใบ เดียว เพื่อเข้ารับบริการในสถานพยาบาลสังกัด สธ. กว่า 11,000 แห่ง ว่า ขณะนี้ผลการเจรจาได้ความชัดเจนใน 2 ประเด็น คือ 1.เรื่องการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารกลางร่วมกันระหว่าง สปส.กับ สธ.เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลทุกอย่างในการให้บริการทุกอย่างแล้วดูแลร่วมกัน 2.เรื่องค่าใช้จ่าย ค่าหัว ที่จะต้องจ่ายให้ประมาณ 1,404 บาท นั้น ให้สามารถปรับเพิ่มตามความเหมาะสมได้ ส่วนประเด็นเรื่องการจ่ายเงินชดเชยกรณีที่ความร่วมมือดังกล่าว ส่งผลให้ผู้ประกันตนอาจเข้ารับบริการใน รพ.ขนาดใหญ่เพิ่มมากขึ้นนั้น ขณะนี้ต้องรอเวลาการเจรจาอีกครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นสำคัญ เพื่อป้องกันการแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มขึ้นและเป็นการป้องกัน รพ.ขาดสภาพคล่อง ด้านนพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัด สธ.กล่าวว่า สำหรับค่าใช้จ่ายในการตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารนั้น คาดว่า ใช้งบประมาณราว 50 ล้านบาท ซึ่ง สปส.จะเป็นผู้จ่ายให้ ส่วนในเรื่องการงบประมาณการจ่ายเงินงดเชยการให้บริการด้านสาธารณสุข นั้น ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน เพราะ สปส.จะต้องเจรจา กับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานอีกครั้ง ผู้สื่อข่าวถามว่า แล้วที่เคยมีข่าวว่า สธ.อาจจะขอเงินชดเชยเป็นจำนวนกว่า 900 ล้านบาท นั้นข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเพียงข้อเสนอในที่ประชุมเบื้องต้นเท่านั้น แต่เนื่องจากในหลักการจริงๆแล้ว อาจจะมีการเพิ่มขึ้นของผู้ใช้บริการที่มากกว่าเดิม จึงจำเป็นต้องทบทวนเรื่องของจำนวนผู้ใช้บริการที่ถูกชัดเจนอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม จะเร่งดำเนินการเจรจาในเรื่องของงบชดเชยโดเร็ว ด้านนายปั้น วรรณพินิจ เลขาธิการสปส. กล่าวว่า ในการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมกันระหว่าง สธ.กับ สปส.นั้น ในขณะนี้ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอยู่แล้วระหว่างเซ็นเตอร์กับเซ็นเตอร์ แต่ถ้าจะต้องให้บริการรักษาแก่ผู้ประกันตนโดยใช้บัตรประชาชนใบเดียวนั้น จะต้องแรกข้อมูลแบบออนไลน์-เรียลไทม์ ซึ่งจะต้องตั้งระบบคอมพิวเตอร์ รหัสผ่าน และระบบเชื่อมต่อขึ้นมาก่อน "สำคัญที่สุดตอนนี้คือการตั้งเป้าขึ้นมาก่อนว่าจะทำแน่ ส่วนเรื่องรายละเอียด ทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายรายหัวและเงินชดเชยนั้น เป็นเรื่องที่ต้องคุยร่วมกันต่อไป ว่าจะร่วมกันกำหนดและแก้ไขปัญหาอย่างไร" เลขาธิการสปส. กล่าว ด้านนพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล ผอ.สำนักจัดระบบบริการทางการแพทย์ สปส. กล่าวว่า สิ่งที่ทาง สธ.ทำนั้น เป็นนโยบายที่ดี เป็นการบริหารจัดการร่วมกัน โดยหวังให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้สะดวกมากขึ้น ซึ่งตอนนี้ทางคณะกรรมการสปส.ได้รับทราบถึงข้อเสนอในเรื่องของค่าชดเชยที่ทาง สธ.เสนอมาแล้ว จึงมอบหมายให้ทางคณะทำงานดูในเรื่องของตัวเลขอยู่ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้ตัวเลขที่ชัดเจนแน่นอน "เรื่องค่าชดเชยนั้น ทาง สปส.จะจ่ายไปที่โรงพยาบาลเหมือนเดิม ไม่ได้จ่ายให้กับทาง สธ. โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการทำตัวเลขร่วมกัน ซึ่งทางประธานบอร์ดสปส.ได้ให้นโยบายไว้ว่า สิ่งที่ทาง สธ.ทำเป็นสิ่งที่ดี จะต้องไม่ปล่อยให้คนทำดีชักเนื้อแน่นอน" นพ.สุรเดช กล่าว ทั้งนี้ ทางสธ.จะมีการนัดประชุมหารือเรื่องนี้ร่วมกันอีกครั้ง ส่วนในวันที่ 9 มิ.ย. จะมีการประชุมร่วมกันนัดที่สองระหว่างผู้แทนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่ง ชาติ(สปสช.) กับสำนักงานประกันสังคม ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 30-5-2554) ดีเอสไอจับนายหน้าแรงงานเถื่อนเปิด บริษัทหลอกลวงชาวไทยและชาวต่างชาติที่เข้าเมืองผิดกฎหมายทำงานในยุโรป พ.ต.ท.เชน กาญจนาปัจจ์ รองผู้บัญชาการสำนักกิจการต่างประเทศ และคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับตำรวจนครบาล 4 จับกุมนายจิรเดช จันทะเสน อายุ 65 ปี จัดหาคนงานไปทำงานต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต ที่ลานจอดรถห้างโลตัส สาขารังสิต จ.ปทุมธานี เมื่อเย็นวันที่ 29 พฤษภาคม ทั้งนี้ ผู้ต้องหาได้อ้างว่า เป็นกรรมการผู้มีอำนาจในบริษัท วีเนท จำกัด และบริษัท มิดเดิ้ล อิสท์ ครูทเม้นท์ เซอร์วิส จำกัด ทำหน้าที่จัดหาคนงานไทยและต่างชาติ ไปทำงานในประเทศโปแลนด์และลิเบีย ซึ่งที่ผ่านมามีผู้หลงเชื่อส่งมอบเงินให้นายจิรเดชประมาณ 550,000 บาท จึงได้ประสานข้อมูลกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในต่างประเทศ เนื่องจากนายจิรเดช อยู่ในเครือข่ายบุคคลต้องสงสัย ชักชวนให้ชาวต่างชาติ เดินทางเข้ามาในประเทศไทย และหลอกลวงว่า สามารถจัดหางานให้ไปทำงานในประเทศยุโรป คิดราคาคนละ 200,000 บาท แต่ไม่สามารถจัดหางานตามที่กล่าวอ้างได้ เพราะเอกสารที่ใช้ประกอบการเดินทางเป็นเอกสารปลอม และจากการสืบสวนทราบว่า มีชาวเวียดนามได้รับความเสียหาย 30 ราย มูลค่าความเสียหายประมาณ 6 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ดีเอสไอกำลังประสานงานไปยังสถานเอกอัครราชทูตเวียดนาม ประจำประเทศไทย ติดตามผู้เสียหาย แจ้งความดำเนินคดีนายจิรเดชแล้ว (สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์, 30-5-2554) ทุกฝ่ายขานรับใช้มาตรการภาษีช่วยผู้ประกอบการดูแลลูกจ้าง ก.แรงงาน 31 พ.ค.- ทุกฝ่ายขานรับใช้มาตรการภาษีช่วยผู้ประกอบการ เพื่อดูแลลูกจ้าง เผยอธิบดีกรมสรรพากรรับข้อเสนอไปพิจารณา ขณะที่ ส.อ.ท.แนะลดภาษีในการดูแลสวัสดิการ เช่น ที่พัก-อาหาร-รถรับส่ง ดีกว่า ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ นพ.สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมปรึกษาหารือเพื่อบูรณาการการดำเนินงานด้านภาษีเกี่ยวกับ แรงงาน โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจากหน่วยงานต่าง ๆ ประกอบด้วย อธิบดีกรมสรรพากร อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน อธิบดีกรมการจัดหางาน อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผู้แทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทย เข้าร่วม นพ.สมเกียรติ ระบุว่า ทุกฝ่าย เห็นตรงกันที่จะใช้มาตรการลดภาษีมาสนับสนุนการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการ เพื่อให้ผู้ประกอบการหันไปดูแลคุณภาพชีวิตของลูกจ้างให้มากขึ้น โดยมีการเสนอมาตรการที่หลากหลาย อาทิ มาตรการลดหย่อนภาษี ในการจ้างงานผู้สูงอายุ-คนพิการ มาตรการภาษีเกี่ยวกับสวัสดิการแรงงาน เช่น จัดรถรับส่ง ที่พัก อาหาร ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และมาตรการภาษีเกี่ยวกับการเปิดฝึกอบรม พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการทดสอบมาตรฐานฝีมือ ซึ่งแม้จะยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะใช้มาตรการใดบ้าง โดยกรมสรรพากรรับที่จะไปพิจารณา เพื่อให้มาตรการภาษีที่จะออกมาเกิดประโยชน์ต่อประเทศให้มากที่สุด โดยจะมีการนัดประชุมหารือกันอีกครั้งในช่วงต้นเดือนมิถุนายนนี้ ด้านนายชูชีพ เอื้อการณ์ กรรมการสายแรงงาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ต้องการให้มีการใช้มาตรการทางด้านภาษีเพื่อช่วยประกอบการ ที่ส่งเสริมสวัสดิการขั้นต่ำ เช่น ที่พัก อาหาร รถรับส่ง เพราะลูกจ้างจะได้ประโยชน์โดยตรงและมากที่สุด ซึ่งจะดีกว่าใช้มาตรการภาษีเพื่อให้ผู้ประกอบการในการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ เพราะการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำผู้ได้รับประโยชน์ มีประมาณ 1 ล้านคน แต่ราคาสินค้า และค่าครองชีพ ที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบกับคนทั้งประเทศ (สำนักข่าวไทย, 31-5-2554) ก.แรงงาน ชี้ ขึ้นค่าแรงกระทบผู้ประกอบการ นายสมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันการจ่ายค่าจ้าง มีการจ่ายสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ โดยจ่ายจริงเฉลี่ย 201 บาท แต่อัตราค่าจ้างขั้นต่ำของผู้ใช้แรงงานระดับล่าง อยู่ที่ 175 บาท ซึ่งได้รับผลกระทบมาก ส่วนการเสนอปรับค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นตามค่าใช้จ่ายจริง เพื่อให้เกิดสมดุลนั้น จะส่งผลต่อผู้ประกอบการค่อนข้างมาก แต่หากมีมาตรการจากทางภาครัฐ ในส่วนของมาตรการทางภาษี ก็จะเป็นช่องทางหนึ่ง ที่จะสามารถทำให้ผู้ประกอบการยินยอมปรับขึ้นค่าจ้างได้ ซึ่งทางกรมสรรพากรกำลังพิจารณาข้อมูล แต่กระทรวงแรงงานยังกล่าวถึง นโยบายการปรับอัตราค่าจ้างของแต่ละพรรคการเมือง ว่าถือเป็นเรื่องที่ดี และหากพรรคการเมืองไหน มีข้อมูลที่สมเหตุสมผลก็สามารถส่งให้ คณะกรรมการค่าจ้างกลาง ได้อีกทางหนึ่งด้วย (ไอเอ็นเอ็น, 2-6-2554) บอร์ดค่าจ้างสั่งอนุฯ ค่าจ้างจังหวัดปรับตัวเลขค่าจ้างใหม่หลังราคาสินค้าพุ่ง ก.แรงงาน 2 มิ.ย.- นพ.สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการค่าจ้างกลาง (บอร์ดค่าจ้าง) กล่าวภายหลังการประชุมบอร์ดค่าจ้างว่าที่ประชุมในวันนี้ ได้รับรายงานผลสำรวจค่าครองชีพ ราคาสินค้า และอัตราเงินเฟ้อทั่วประเทศ ที่ปรับสูงขึ้นเฉลี่ยประมาณร้อยละ 3-5 และตรงกับการสำรวจของกระทรวงพาณิชย์ที่พบว่าราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.9 ดังนั้น จึงเห็นตรงกันให้อนุกรรมการค่าจ้างแต่ละจังหวัดกลับไปทบทวนตัวเลขค่าจ้าง ขั้นต่ำรายจังหวัดว่าสมควรจะมีการปรับขึ้นหรือไม่ และส่งตัวเลขกลับมาให้อนุกรรมการวิชาการและกลั่นกรองค่าจ้างกลางภายในวันที่ 16 มิถุนายนนี้ เพื่อนำเสนอบอร์ดค่าจ้างพิจารณาในช่วงปลายเดือนมิถุนายน คาดว่าในหลายจังหวัดจะต้องมีการปรับขึ้น ส่วนจะเป็นเท่าใด ยังไม่สามารถตอบได้ ทั้งนี้ ยอมรับว่าการปรับขึ้นค่าจ้างที่จะเกิดขึ้นเป็นการไล่ตามราคาสินค้าและค่า ครองชีพ ซึ่งไม่สามารถตามได้ทัน โดยกระทรวงแรงงานกำลังอยู่ในระหว่างหารือกับกรมสรรพากร เพื่อกำหนดมาตรการทางด้านภาษี เพื่อช่วยให้สถานประกอบสามารถปรับขึ้นค่าจ้างได้ พร้อมปฏิเสธว่าการปรับขึ้นค่าจ้างครั้งนี้ไม่ได้เป็นการขานรับนโยบายของพรรค การเมืองใด เพราะได้สั่งให้สำรวจตัวเลขดังกล่าวมาตั้งแต่ต้นปี แต่หากพรรคการเมืองใดมีข้อเสนอเกี่ยวกับวิธีการปรับขึ้นค่าจ้าง บอร์ดก็พร้อมพิจารณา (สำนักข่าวไทย, 2-6-2554) คสรท.จี้รัฐปรับค่าจ้างตามความเป็นจริง แนะรื้อใหญ่โครงสร้างค่าจ้าง นายชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี ผลการสำรวจของกระทรวงแรงงานที่ระบุว่า ค่าจ้างขั้นต่ำของแรงงานไทยติดลบไม่พอค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น ว่า การปรับค่าจ้างขั้นต่ำแต่ละครั้งไม่ทันกับค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ลูกจ้างเดือดร้อนมาโดยตลอด เนื่องจากการปรับค่าจ้างแต่ละครั้งเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ไม่คำนึงถึง ความเป็นจริง เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่แท้จริงของลูกจ้างสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำมาก ดังนั้น ทางออกคือต้องปรับให้เป็นไปตามความจริง และนายจ้างต้องยอมเจ็บตัวบ้าง เพราะมิฉะนั้นจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ และกลายเป็นวังวน อย่างไรก็ตาม นายชาลี กล่าวต่อว่า ทุกวันนี้ลูกจ้างต้องหาทางออกด้วยการทำงานล่วงเวลา หรือ โอที วันละ 2 - 3 ชั่วโมง เพราะไม่เช่นนั้นก็อยู่ไม่ได้ ทำให้แต่ละวันต้องทำงานเกิน 10 ชั่วโมง และกลายเป็นปัญหาทั้งด้านสุขภาพและครอบครัว ซึ่งตัวเลขที่ คสรท.ศึกษาพบว่า ค่าจ้างสำหรับเลี้ยงคนๆ หนึ่ง และครอบครัว 3 คน ตกอยู่ประมาณวันละ 421 บาท และตอนนี้เพิ่มขึ้นเป็น 441 บาท ซึ่งการคำนวณเช่นนี้เป็นไปตามมาตรฐานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ทั้งนี้ ถึงเวลาแล้วที่ควรมีการปรับโครงสร้างใหญ่เรื่องค่าจ้าง โดยค่าจ้างขั้นต่ำควรเป็นค่าจ้างแรกเข้างานเท่านั้น และเมื่อทำงานได้ 1 ปี สถานประกอบการก็ควรปรับค่าจ้างโดยอัตโนมัติ ทั้งนี้ นายชาลี กล่าวอีกว่า นโยบายส่งเสริมการลงทุนก็ควรปรับเปลี่ยนได้แล้ว ไม่ใช่ไปชวนนักลงทุนว่า เมืองไทยมีค่าจ้างถูกให้เขามาลงทุน พอจะขึ้นค่าจ้างแต่ละทีก็เลยมีปัญหา เราไม่ควรใช้ค่าแรงถูกมาเป็นตัวล่อแล้ว เราไม่ควรไปแข่งขันกับพม่า กัมพูชา หรือลาว ควรหาอย่างอื่นมาเป็นตัวล่อนักลงทุนมากกว่า นอกจากนี้ ในส่วนของ คสรท.ได้มีการประชุมพิจารณากับการปรับโครงสร้างค่าจ้างมา 3 ครั้งแล้ว ซึ่งเมื่อเสร็จสิ้นก็จะเคลื่อนไหวผลักดันต่อไป (แนวหน้า, 3-6-2554) พนง.ฟ้องศาลแรงงาน \'เอเพ็คปิโตรเคมีคอล \'ค้างจ่าย 3ล้าน 3 มิ.ย. 54 - เมื่อเวลา 11.00 น. ที่บริเวณหน้าศาลจังหวัดระยอง ถนนตากสินมหาราช ตำบลท่าประดู่ อำเภอเมืองระยอง นายนิพัทธ์ มาจันแดง พนักงานบริษัท เอเพ็คปิโตรเคมีคอล จำกัด เลขที่ 14 ถนนมาบข่า-ปลวกแดง ตำบลมาบตาพุด อ.เมืองระยอง ซึ่งเป็นโรงงานผลิตพลาสติคและพีวีซีเรซิ่น พร้อมด้วยเพื่อนพนักงานรวม 60 คน เดินทางมายื่นฟ้องศาลแรงงานจังหวัดกรณีนายจ้างค้างจ่ายเงินเดือนและเงินค่า โอทีเดือนพฤษภาคม รวมเป็นเงินทั้งสิ้นกว่า 3,000,000 บาท นายนิพัทธ์ กล่าวอีกว่า นอกจากเงินเดือนพนักงานและเงินค่าโอทีของพนักงานจำนวน 70 คน ที่ค้างจ่ายแล้ว ทางโรงงานยังตัดเงินสวัสดิการต่าง ๆ อาทิ ค่าเช่าบ้าน รถรับส่งพนักงาน ค่ารักษาพยาบาล เงินกู้ซื้อบ้านพนักงาน(หักเงินแล้วไม่นำจ่าย) ฯลฯ และปัญหาขณะนี้โรงงานค้างจ่ายค่ากระแสไฟรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 7,000,000 บาท การไฟฟ้าได้งดจ่ายกระแสไฟตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา รวมทั้ง แก๊ส LNG ที่ใช้ในขบวนการผลิตก็ถูกตัด ต้องใช้ เจนเนอร์เรเตอร์(เครื่องปั่นไฟ)ทดแทน หากเครื่องปั่นไฟหยุดการทำงาน อาจเกิดการระเบิดภายในโรงงานขึ้นได้ เนื่องจากมีสารเคมีตัวเร่งปฏิกิริยา จำนวน 7 ตัน สารเคมีดังกล่าวต้องอยู่ที่อุณหภูมิลบ 15 องศา ถ้าอุณหภูมิลบต่ำกว่า 15 องศา มันจะเกิดการติดไฟขึ้นมาเองอาจเกิดการระเบิดขึ้นได้ เนื่องจากไม่มีพนักงานเฝ้าดูแล สารเคมีตัวนี้ ถ้าไม่อยู่ในอุณหภูมิของความเย็นอาจเกิดระเบิดขึ้นได้ นอกจากนี้ยังมีแก๊สวีซีเอ็ม เป็นวัตถุดิบในขบวนการผลิต ซึ่งมีอันตรายมากกว่าสารเคมีตัวเร่งปฏิกิริยานี้อีก ขณะนี้ตกค้างอยู่ในถังและท่อประมาณกว่า 100 ตัน หากพนักงานยังไม่ได้เงินเดือนตามที่เรียกร้องอาจทิ้งแพล้นท์งาน การระเบิดอาจเกิดขึ้นได้ รวมทั้งชุมชนใกล้เคียงอาจได้รับอันตราย นายนิพัทธ์ กล่าวว่าเมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมาฝ่ายผู้บริหารโรงงานเดินทางมาเจรจาขอเลื่อนการจ่ายเงิน เดือนออกไปอีกอ้างขาดสภาพคล่อง ทำให้ไม่สามารถตกลงกันได้ เนื่องจากครอบครัวพนักงานกำลังประสบความเดือดร้อน กลุ่มพนักงานจึงต้องมาร้องต่อศาลแรงงาน จ.ระยอง (กรุงเทพธุรกิจ, 3-6-2554)

ข่าวที่เกี่ยวข้อง