ข่าว เศรษฐกิจ → สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 5 - 11 มิ.ย. 2554

สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 5 - 11 มิ.ย. 2554

วันที่ 12-06-2011

ก.แรงงานหนุนกู้เงิน 3 ธนาคารไปทำงานต่างประเทศ นายสมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ตามที่กรมการจัดหางานได้มีการลงนามความร่วมมือกับธนาคารรัฐ 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ในการให้บริการสินเชื่อเพื่อการไปทำงานต่างประเทศ ให้คนหางานที่ไม่มีหลักทรัพย์สามารถกู้เงินจากธนาคารโดยมีบริษัทจัดหางานค้ำ ประกันเงินกู้ให้นั้น ขณะนี้ นางสุทัศนี สืบวงศ์แพทย์ อธิบดีกรมการจัดหางาน ได้รับนายจ้างบริษัทแดวู อี แอนด์ ซี (DAEWOO E font-family:"Tahoma","sans-serif"">ในเรื่องดังกล่าว กรมการจัดหางานมอบหมายให้มีคณะที่เดินทางไปตรวจสอบสภาพการจ้างงาน ตำแหน่งงาน อัตราค่าจ้างและสถานที่ทำงาน ร่วมกับเจ้าหน้าที่จากสถานเอกอัครราชทูตประเทศออสเตรเลียที่ดูแลพื้นที่ ประเทศปาปัวนิวกินี ระหว่างวันที่ 21-25 มิ.ย.54 ทั้งนี้ เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาอนุญาตให้จัดส่งคนหางานเข้าไปทำงานต่อไป นอกจากนี้ กรมการจัดหางานยังได้มีส่วนร่วมสนับสนุนในการออกหนังสือรับรองการจ้างงานให้ คนหางานที่เดินทางไปทำงานสาธารณรัฐเกาหลีตามระบบการจ้างแรงงานต่างชาติ (EPS) โดยออกหนังสือรับรองการกู้เงินให้คนหางาน เพื่อนำไปขอสินเชื่อกับธนาคารที่เข้าร่วมโครงการ สำหรับประโยชน์จากการเดินทางไปทำงาน ต่างประเทศของคนหางานในปี 2554 มีคนงานเดินทางไปทำงานต่างประเทศมีรายได้ส่งกลับโดยผ่านระบบธนาคารจำนวน 21,867 ล้านบาท ตามโครงการสินเชื่อเพื่อการไปทำงานต่างประเทศ โดยไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันในครั้งนี้ โดยหากคนหางานรายใดต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ ศูนย์มิตรไมตรี กรมการจัดหางาน โทร.1694 (บ้านเมือง, 6-6-2554) เผย "ศรีไทย" ขาดแรงงาน ผลิตสินค้าไม่ทันความต้องการจากอียู กรุงเทพฯ 6 มิ.ย.-นายสนั่น อังอุบลกุล รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและกรรมการผู้จัดการ บมจ.ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ กล่าวว่า ในขณะนี้ในสหภาพยุโรป(อียู) มีความต้องการเมลามีนจากไทยเพิ่มขึ้น หลังจากสั่งยกเลิกนำเข้าจากจีน แต่ในส่วนของไทยประสบปัญหายังไม่สามารถขยายกำลังการผลิตได้ตามความต้องการ นายสนั่น กล่าวว่า ในส่วนของบริษัทเกิดจากปัญหาการขาดแคลนแรงงานจำนวนมาก โดยขณะนี้บริษัทมีกำลังการผลิต 10,000 ตันต่อปี และขยายเพิ่มปีนี้ร้อยละ 15 มีการใช้คนงานไทยประมาณ 4,000 คน แต่ไม่สามารถหาเพิ่มได้ เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องการเปลี่ยนงานบ่อยของคนงานไทย และอื่น ๆ จึงต้องใช้คนงานต่างด้าว ประกอบด้วยพม่า 800 คน และรับเพิ่มจากกัมพูชา 500 คน จึงหวังว่ารัฐบาลใหม่จะให้ความใส่ใจในการพัฒนาแรงงานไทย โดยเฉพาะการจูงใจให้มีการเรียนอาชีวศึกษา เพื่อจะได้เข้าสู่แรงงานระดับโรงงานมากขึ้น ทั้งนี้ รายได้ของบริษัทปีนี้คาดว่าจะอยู่ระดับ 6,700 ล้านบาท สูงกว่าปีที่แล้วมีประมาณ 5,700 ล้านบาท และปีหน้าคาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 7,800 ล้านบาท โดยปีนี้บริษัทได้มีการลงทุนเพิ่มในไทยประมาณ 1,000 ล้านบาท ลดลงจากเป้าเดิมที่จะมีการลงทุนประมาณ 1,400 ล้านบาท เพราะชะลอแผนการลงทุนในอินเดียและเวียดนาม เนื่องจากมีปัญหาด้านภาษี เงินเฟ้อ และอัตราแลกเปลี่ยน จึงชะลอการลงทุนไปก่อน อย่างไรก็ตาม ปีหน้าทางบริษัทวางแผนจะขยายกำลังการผลิตเมลามีนในไทยเพิ่ม โดยใช้เงินลงทุน 600 ล้านบาท (สำนักข่าวไทย, 6-6-2554) จี้ BOI รื้อเกณฑ์เปิดต่างด้าวทำงาน ต้องการ 1 แสนคน ถกประกันเครมเร็ว นายสมมาต ขุนเศษฐ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 7 มิ.ย.นี้ จะมีการหารือกับสมาชิก ส.อ.ท.ว่าจะเตรียมตัวตั้งรับอย่างไรเกี่ยวกับปัญหาแรงงานขาดแคลน แรงงานต่างด้าว และการปรับขึ้นอัตราค่าแรงขั้นต่ำตามที่พรรคการเมืองต่างๆ ใช้หาเสียง รวมทั้งจะเสนอให้สำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) มีการปรับหลักเกณฑ์การอนุญาตให้ใช้แรงงานต่างด้าวใหม่ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้แรงงานอย่างเข้มข้น เช่น อุตสาหกรรมเสื้อผ้าและสิ่งทอ อุตสาหกรรมรองเท้าและอุตสาหกรรมอาหาร ที่มีความต้องการแรงงานต่างด้าวรวมกันอย่างน้อย 1 แสนคน เพราะอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอมีระเบียบห้ามใช้แรง งานต่างด้าว "จะหารือกันภายในก่อนที่จะไปหารือ ร่วมกับ รมว.แรงงาน เพื่อหาทางออกร่วมกัน เพื่อเตรียมข้อมูลไว้เสนอรัฐบาลใหม่ โดยภาคเอกชนเตรียมยื่นให้รัฐบาลใหม่แก้กฎหมายบีโอไอใหม่ เพราะเห็นว่าควรจะพิจารณาจากขนาดความต้องการแรงงานมากกว่าพิจารณาจากเม็ด เงินลงทุน เพราะยังมีอุตสาหกรรมขนาดกลางและเล็กอยู่ หรือจะปล่อยให้ตายตอนนี้เลย" นายสมมาตกล่าว ทั้งนี้ บีโอไอได้พิจารณาหลักเกณฑ์การอนุญาตให้ใช้แรงงานต่างด้าว โดยบริษัทที่ขอใช้แรงงานต่างด้าวต้องได้รับบีโอไอมาก่อน และใช้สิทธิประโยชน์ที่ได้รับจากบีโอไอหมดแล้ว และขยายการลงทุนเพิ่มเติมโดย ต้องเป็นบริษัทที่ลงทุนในไทยมา นานกว่า 20 ปี เงินลงทุนไม่น้อยกว่า 1 หมื่นล้านบาท แรงงานต่างด้าวที่นำมาใช้ต้องถูกกฎหมาย และมีสัดส่วน 15% ของแรงงานที่จะจ้างใหม่ ซึ่งที่ผ่านมามีเพียงรายเดียวที่ผ่านการพิจารณา นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีการหารือถึงแนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ จากกรณีภัยพิบัติต่างๆ เช่น อุทกภัย วาตภัย และอัคคีภัย โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีเงินทุนสำรองต่ำ ว่าจะสามารถช่วยเหลืออย่างไรได้บ้าง "โดยจะไปหารือกับสำนักงานคณะกรรมการ กำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ช่วยพิจารณาขั้นตอนการจ่ายเงินชดเชยประกันภัยให้เร็วขึ้น จากปัจจุบันที่ต้องใช้เวลานานถึง 6 เดือน เพราะกรณีความเสียหายที่เกิดจากปัญหาน้ำท่วมที่ผ่านมาก็ยังไม่ได้รับการชด เชยเลย คาดว่าน่าจะสามารถคุยกรอบได้เสร็จภายใน 3 เดือนนี้" นายพยุงศักดิ์กล่าว อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันภาคเอกชนมีการทำประกันภัยมูลค่า 2-3% ของมูลค่าทรัพย์สิน ซึ่งขณะนี้ผู้ประกอบการได้มีการทำประกันภัยรูปแบบใหม่เพิ่มขึ้น คือ การประกันภัยกรณีธุรกิจหยุดชะงักด้วย. (ไทยโพสต์, 6-6-2554) ภาคอุตฯแนะปรับค่าแรงไม่ควรสนองการเมือง นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบูรณาการด้านแรงงาน ว่า ขณะนี้ความต้องการแรงงานในภาคอุตสาหกรรมอยู่ 5 แสนคน เนื่องจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมขยายตัวมากขึ้น ขณะที่แรงงานที่เข้าสู่ตลาดแรงงานมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่วนปัญหาการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ แต่เดิมเป็นไปตามกลไกของคณะกรรมการไตรภาคี แต่ในช่วงที่ผ่านมามีการปรับขึ้นแบบก้าวกระโดด ส่งผลกระทบต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจ และนำไปสู่การขึ้นราคาสินค้า ดันให้เงินเฟ้อในประเทศสูงขึ้น ซึ่งการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการอย่างเดียว เท่านั้น แต่ยังกระทบต่อประชาชนทั่วไปที่อยู่นอกระบบค่าแรงขั้นต่ำ ทำให้ต้องบริโภคสินค้าในราคาที่สูงขึ้น ขณะที่อุตสาหกรรมบางกลุ่มที่ยังจำ เป็นต้องใช้แรงงานเข้มข้น ไม่สามารถปรับเปลี่ยนมาใช้เครื่องจักรได้ ก็จะได้รับผลกระทบมากที่สุด เช่น กลุ่มสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า เครื่องหนัง โดยธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) จะเป็นคนที่ได้รับผลกระทบก่อน ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ก็จะกระต่อเนื่องมาจากการจ้างรับช่วงผลิต "อยากให้เข้าใจว่าปัจจุบันผู้ประกอบ การจ้างพนักงานแพงอยู่แล้ว เพราะหากให้ค่าแรงน้อย แรงงานจะหนีไปอยู่ที่อื่นหมด โดยในการทำงานก็มีการจัดสวัสดิการค่าอาหาร รถรับส่ง ค่าที่พักให้แล้ว ซึ่งส่วนนี้อาจไม่ได้รวมอยู่ในค่าจ้าง แต่ก็เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการบริการให้แก่แรงงาน ดังนั้นการจะปรับขึ้นค่าแรงจำเป็นต้องพิจารณาในส่วนนี้ด้วย และต้องศึกษาถึงผลกระทบให้ละเอียดก่อน"นายพยุงศักดิ์ กล่าว รวมทั้งรัฐบาลจำเป็นต้องเข้ามาดูแล หากมีการปรับขึ้นค่าจ้าง เช่น ส่งเสริมให้เอกชนออกไปลงทุนในต่างประเทศ รวมถึงมีการให้สินเชื่อสำหรับอุตสาหกรรมที่ต้องการนำเข้าเครื่องจักร มาปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เพื่อให้เอกชนสามารถปรับตัวได้ในภาวะที่ค่าแรงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แหล่งข่าวจากส.อ.ท. กล่าวว่า ข้อเสนอแนะของส.อ.ท.เกี่ยวกับประเด็นค่าจ้าง ได้แก่ 1. การปรับค่าจ้างไม่ควรสนองตอบต่อการเมืองในช่วงการเลือกตั้ง ควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของคณะกรรมการไตรภาคี และคณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัด 2. การปรับค่าจ้างไม่ควรมีการปรับบ่อย เพราะมีผลกระทบต่อเงินเฟ้อ การคำนวณต้นทุนสินค้า กระทบต่อการวางแผนลงทุน และกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 3.ส.อ.ท.จะต้องยกระดับเรื่องค่าจ้าง เป็นนโยบายสำคัญ เพราะ 70% ของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเป็นเอสเอ็มอี และอย่างน้อยกลุ่มอุตสาหกรรม 15 กลุ่ม ยังคงต้องใช้แรงงานเข้มข้น และยังมีกลุ่มอาชีพอื่นอีก 24 ล้านคน เช่น ข้าราชการ พนักงานบริษัทเอกชน เกษตรกร จะไม่ได้รับประโยชน์จากการปรับค่าแรงขั้นต่ำ (โพสต์ทูเดย์, 7-6-2554) ทีดีอาร์ไอห่วงนโยบายขึ้นค่าจ้างหลอกลวงประชาชน ก.แรงงาน 7 มิ.ย.- รศ.ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดี อาร์ไอ) กล่าวถึงนโยบายในการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำของบรรดาพรรคการเมืองต่างๆ ว่า นโยบายดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการจะต้องปรับขึ้นค่าแรง แต่กลับไม่ได้มีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ 2-3 แสนแห่ง ซึ่งได้รับผลกระทบเพราะต้นทุนสูงขึ้น โดยเฉพาะสถานประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งน่าเป็นห่วงว่าในที่สุดแล้วนโยบายเหล่านี้จะกลายเป็นการหลอกลวงประชาชน เพราะการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาขอคณะกรรมการค่าจ้างกลาง ไม่ใช่ฝ่ายการเมือง หากคณะกรรมการค่าจ้างกลางบอกว่าทำไม่ได้ ก็จะไม่มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ หากจะให้นโยบายปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทำได้จริงควรมีมาตรการช่วยเหลือผู้ ประกอบการ เช่น ลดภาษีปล่อยสินเชื่อการลงทุนดอกเบี้ยต่ำ พร้อมแนะให้ช่วยเหลือแรงงานด้วยการลดค่าใช้จ่าย และดูแลคุณภาพชีวิตโดยจัดสวัสดิการในเรื่องปัจจัยสี่ เช่น การจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูก จัดที่พักรถรับส่ง ขณะเดียวกันก็ต้องลดภาษีให้แก่สถานประกอบการที่จัดสวัสดิการเหล่านี้แก่ ลูกจ้างด้วย (สำนักข่าวไทย, 7-6-2554) ครม.เห็นชอบรายชื่อคุณวุฒิวิชาชีพชุดแรก น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพชุดแรกตาม ที่คณะกรรมการสรรหามาตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) พ.ศ.2554 จำนวน 11 คนประกอบด้วย นายวีรศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธานกรรมการ กรรมการโดยตำแหน่งซึ่งเป็นผู้แทนส่วนราชการ 4 คน ได้แก่ ปลัดกระทรวงแรงงาน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรรมการโดยตำแหน่งซึ่งเป็นผู้แทนจากภาคเอกชน 3 คน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 2 คน นายถาวร ชลัษเฐียร และนายอภิชาต สังฆอารี ดำรงตำแหน่งกรรมการที่ปรึกษาฝ่ายบริหารคณะกรรมการกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วน และอะไหล่ยานยนต์ และนายอภิชาต สังฆอารี ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว และผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพเป็นกรรมการและเลขานุการโดยตำแหน่ง รมช.ศธ. กล่าวต่อไปว่า คณะกรรมการบริหารฯชุดนี้จะมีหน้าที่ดำเนินการควบคุมดูแลสถาบันให้ดำเนิน กิจการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในการจัดตั้งสถาบันคุณวุฒิ วิชาชีพไม่ว่าจะเป็นการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณวุฒิวิชาชีพของ ประเทศ ตลอดจนทิศทาง เป้าหมาย และนโยบายการบริหารงานของสถาบัน รวมถึงการกำหนดคุณสมบัติ ลักษณะ และประเภทของสถานศึกษา สถานประกอบการ หน่วยงานรัฐและองค์กรเอกชนที่เป็นผู้จัดทำมาตรฐานวิชาชีพ พร้อมให้การรับรององค์กรที่มีหน้าที่รับรองสมรรถนะของบุคคลตามมาตรฐานอาชีพ และการอนุมัติประกาศนียบัตรคุณวุฒิวิชาชีพ ซึ่งจะรวมไปถึงการสรรหาแต่งตั้งผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพด้วย อย่างไรก็ตามหลังจากผ่านความเห็นชอบจาก ครม.แล้วจะต้องนำรายชื่อเสนอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ความเห็นชอบก่อนจะเสนอนายกรัฐมนตรีลงนาม เพราะช่วงนี้อยู่ระหว่างรัฐบาลรักษาการ ซึ่งจำเป็นจะต้องให้ กกต.พิจารณาก่อน ด้านนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ครม.เห็นว่าการจัดตั้งคณะกรรมการสรรหาฯดังกล่าวอาจจะเป็นการจัดตั้งกรรมการ ที่มีความผูกพันกับรัฐบาลใหม่ จึงให้นำเรื่องกลับไปให้เลขาธิการครม.ได้ไปหารือกกต.ว่ากรณีนี้สามารถที่จะ ดำเนินการแต่งตั้งได้หรือไม่ แต่อย่างไรก็ตามตนในฐานะรมว.ศธ.เห็นว่จริง ๆ แล้วการตั้งคณะกรรมการสรรหาในสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพนั้น ครม.จะต้องเป็นผู้แต่งตั้ง หากรัฐบาลใหม่เข้ามาเห็นว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงบุคคลในคณะกรรมการฯก็ สามารถทำได้ จึงคิดว่าเรื่องนี้น่าจะเสนอให้กกต.เห็นชอบด้วยก็จะเป็นการดี อีกทั้งพ.ร.ก.การจัดตั้งคุณวุฒิวิชาชีพในบทเฉพาะกาลมาตรา 44 (วรรค2)กำหนดให้ครม.จัดตั้งคณะกรรมการสรรหาฯภายเวลา 45 วัน ซึ่งจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 12 มิ.ย.54 ดังนั้นจึงเห็นว่าควรให้กกต.ยืนยันเพื่อให้เกิดความชัดเจน (คมชัดลึก, 7-6-2554) สมานฉันท์แรงงานไทยแนะ รบ.ผลักดัน ก.ม.จัดตั้งสหภาพแรงงาน นายชาลี ลอยสูง ประธานกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กล่าวถึงกรณีที่พรรคการเมืองต่างๆ นำเสนอนโยบายปรับค่าแรงให้กับแรงงานว่า ผู้ใช้แรงงานยอมรับว่า ชอบในนโยบายที่จะปรับขึ้นค่าแรง เพราะปัจจุบันค่าครองชีพสูงมาก ขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำในกรุงเทพมหานครมีเพียงแค่ 215 บาทเท่านั้น และขอให้ทำได้ตามที่พูด ไม่เพียงแค่หาเสียงลอยๆ เท่านั้น เนื่องจากในทางปฏิบัติการปรับขึ้นค่าแรงจะต้องผ่านคณะกรรมการไตรภาคี จึงยังไม่ค่อยแน่ใจว่าจะทำได้จริงตามพูด นอกจากนี้ แรงงานยังต้องการให้รัฐบาลผลักดันกฎหมายจัดตั้งสหภาพแรงงาน โดยให้สถานประกอบการทั้งหมดสนับสนุนการจัดตั้งสหภาพ เพื่อให้การรวมตัวกันของแรงงานได้รับการรับรองโดยกฎหมาย เนื่องจากปัจจุบันสถานประกอบการทั้ง 4 แสนแห่ง มีสหภาพแรงงานเพียงแค่กว่าพันแห่ง ซึ่งทำให้คุณภาพชีวิตแรงงานยังอยู่ในระดับต่ำ และถูกเอาเปรียบจากนายจ้างสารพัด นายชาลี กล่าวเสนอให้ปรับโครงสร้างการบริหารเงินกองทุนประกันสังคม ให้มีฐานะเป็นองค์กรอิสระ และให้กลุ่มแรงงานนั้นเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย เนื่องจากที่ผ่านมาอยู่ภายใต้กระทรวงแรงงาน มีเงินกองทุนกว่า 8 แสนล้านบาท แต่สมาชิกประกันสังคมกลับไม่ได้รับสวัสดิการ และการรักษาพยาบาลที่มีมาตรฐานเท่าที่ควร (ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 7-6-2554) "ปลัดแรงงาน" ชี้ ตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพช้า กระทบคุณภาพ นศ.อาชีวะ นายสมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณีที่ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังไม่มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอ โดยมอบให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรี นำเรื่องดังกล่าวไปหารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า การที่ตั้งคณะกรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพล่าช้านั้น ในส่วนตัวเห็นว่าอาจจะทำให้มีปัญหาด้านคุณภาพของนักศึกษาอาชีวศึกษาที่จะจบ ใหม่ เนื่องจากยังไม่มีสถาบันรับรองมาตรฐานวิชาชีพให้แก่นักศึกษาเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม หากมีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารสถาบันฯ ขึ้นมา และกำหนดแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจนแล้ว ตนและอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงานจะพร้อมที่จะสนับสนุน และพยายามทำให้มาตรฐานของทั้งสถาบันสอดคล้องกับมาตรฐานฝีมือแรงงาน ของกระทรวงแรงงาน "กระทรวงแรงงานกับสถาบันคุณวุฒิ วิชาชีพ จะต้องมีการแบ่งงานกันให้ชัดเจนว่า หน่วยงานใดจะดูแลมาตรฐานวิชาชีพใดบ้าง และกำหนดมาตรฐานวิชาชีพให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยส่วนตัวอยากให้มาตรฐานวิชาชีพของสถาบันฯ สอดคล้องกับมาตรฐานฝีมือแรงงานของกระทรวงแรงงาน ซึ่งมีการออกเป็นกฎหมายให้นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างมาตรฐานฝีมือแรงงานให้แก่ ลูกจ้าง ที่ผ่านการประเมินมาตรฐานฝีมือระดับ 1 - 3 หรือจะนำเอามาตรฐานฝีมือแรงงานมาใช้ประเมินทักษะฝีมือนักศึกษาอาชีวศึกษาก็ ยินดี เพื่อที่หลังจากนักศึกษาอาชีวศึกษาเรียนจบจะได้มีโอกาสเข้ารับการทดสอบ และหากผ่านการทดสอบก็จะได้รับค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน" ปลัดกระทรงแรงงาน กล่าว (แนวหน้า, 8-7-2554) ร้องศาลแรงงาน พรรค กมม.เลิกจ้างไม่เป็นธรรม เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. ที่ศาลแรงงานกลาง นายนัสเซอร์ ยีหมะ อดีตหัวหน้าสำนักงานพรรคการเมืองใหม่ กับพวกซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่พรรคการเมืองใหม่ รวม 9 คน เป็นโจทก์ยื่นฟ้องพรรคการเมืองใหม่ และนายสมศักดิ์ โกศัยสุข หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ เป็นจำเลยที่ 1-2 เรื่องเลิกจ้างไม่เป็นธรรม โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์กับพวกโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า อ้างว่าขาดงานโดยไม่มีการยื่นใบลานั้นไม่เป็นความจริง ที่จริงแล้วโจทก์ยื่นใบลาต่อผู้อำนวยการพรรคเป็นที่เรียบร้อย ดังนั้นการที่จำเลยทั้ง 2 เลิกจ้าง ทำให้ได้รับความเสียหาย เป็นเหตุให้โจทก์ตกงาน ขาดรายได้ประจำ และในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้เป็นการยากที่จะหางานใหม่ได้ อีกทั้งยังค้างค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โจทก์ได้ทวงถามหลายครั้ง แต่จำเลยกลับนิ่งเฉย โจทก์จึงนำความมาฟ้องร้องขอให้ศาลสั่งให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายด้วย ทั้งนี้ ศาลรับคำฟ้องไว้พิจารณา และนัดพร้อมคู่ความในวันที่ 28 มิ.ย. เวลา 09.00 น. นายนัสเซอร์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า สาเหตุการเลิกจ้างน่าจะมาจากการที่พวกตนสนับสนุนรณรงค์ "โหวตโน" ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งขัดแย้งกับแนวทางของนายสมศักดิ์ หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ที่สนับสนุนให้มีการส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง นายสมศักดิ์ เป็นถึงผู้นำแรงงานน่าจะทราบดีว่าการเลิกจ้างดังกล่าวขัดต่อกฎหมาย (ไทยรัฐ, 8-7-2554) นายจ้างไต้หวันหวนเยี่ยมครอบครัวแรงงานไทยพร้อมมอบทุนการศึกษา เมื่อเวลา 09.00 น.วันนี้( 10 มิ.ย.) พล.ต.ต.ขจร สัยวัตร์ ประธานคณะกรรมาธิการการแรงงานและสวัสดิการสังคม วุฒิสภา , นายวิบูลย์ คูสกุล ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทย พร้อมด้วยนายจ้างและสื่อมวลชนไต้หวัน ได้เดินทางมาเยี่ยมครอบครัวแรงงานไทยที่เคยไปทำงานที่ไต้หวัน ตามโครงการพานายจ้างไต้หวันเยี่ยม ครอบครัวแรงงานไทย ครั้งที่ 2 โดยมีนายวิรัตน์ ลิ้มสุวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และแรงงานไทยที่เคยไปทำงานที่ไต้หวันพร้อมครอบครัวให้การต้อนรับ ที่ห้องประชุมปฏิบัติการ POC ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดหนองคาย ซึ่งนายจ้างไต้หวันได้มอบเงินและของที่ระลึกให้กับแรงงานไทยที่เคยไปทำงานใน บริษัทของตน และยังได้เงินทุนการศึกษาให้แก่โรงเรียนประจำหมู่บ้านของแรงงานไทยด้วย สำหรับการเดินทางมาเยี่ยมครอบครัวแรงงานไทยฯครั้งนี้ เพื่อให้นายจ้างได้มีโอกาสได้เห็นและเข้าใจถึงรากฐานที่มาของคนงานและครอบ ครัวทั้งในด้านการดำรงชีพ สถานะครอบครัว ปัญหาความยากลำบากในการประกอบอาชีพและ การทำงาน ในส่วนของจังหวัดหนองคาย มีการเยี่ยมครอบครัวแรงงานไทย ทั้งสิ้นจำนวน 4 ราย ทั้ง 4 ราย เป็นแรงงานที่มีความขยันและมีฝีมือ ทำงานอยู่ที่ไต้หวันจนครบสัญญา 3 ปีแล้ว และนายจ้างต้องการให้เดินทางกลับไปทำงานที่บริษัทของตนอีก โดยพร้อมจะจ่ายค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด (ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 10-6-2554) พนักงานการบินไทยรวมตัวประท้วงจากหลายสาเหตุ 10 มิ.ย. 54 - เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาที่บริษัท การบินไทย สำนักงานใหญ่ ถนนวิภาวดีรังสิต มีกลุ่มพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน และฝ่ายช่างของการบินไทย นำโดย นายจิรยุทธ ภุชงคสมุทท์ นายกสมาคมพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ประมาณ 200-300 คน ได้ชุมนุมบริเวณหน้าอาคาร 1 ซึ่งเป็นอาคารที่จัดประชุมคณะกรรมการการบินไทย โดยเรียกร้องให้บริษัทแก้ไขปัญหานโยบาย FLEXIBLE CREW เพื่อลดค่าใช้จ่าย ทั้งการลดจำนวนลูกเรือต่อเที่ยวบิน และการลดวันพักในสถานีต่างประเทศ รวมทั้งความไม่เป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับสูง และพนักงานหลายตำแหน่ง ทำให้ไม่สามารถลงสมัครเป็นสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย ในวันที่ 20-24 มิถุนายน 2554 ทำให้เหลือเพียงกลุ่มของนางแจ่มศรี สุกโชติรัตน์ เพียงกลุ่มเดียว รวมทั้งการแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นบริษัทเอกชน หลังจากที่กระทรวงการคลัง เตรียมลดสัดส่วนการถือหุ้นจากการเป็นรัฐวิสาหกิจลง ทั้งนี้ นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการ บริษัท การบินไทย ได้ลงมารับหนังสือและชี้แจงต่อพนักงานที่มาเรียกร้อง โดยระบุว่ามีความจำเป็นที่บริษัทจะต้องมีการปรับลดจำนวนลูกเรือต่อเที่ยวบิน ลง หลังจากที่เที่ยวบินต่างประเทศมีผู้โดยสารลดลง แต่การลดจำนวนวันพักในต่างประเทศ คณะกรรมการการบินไทยยังไม่ได้ดำเนินการพิจารณา ขณะที่การลดสัดส่วนการถือหุ้นของกระทรวงการคลังในบริษัท การบินไทย ยืนยันว่าไม่ได้มาจากแนวความคิดของฝ่ายบริหารการบินไทยอย่างแน่นอน ขณะที่นางแจ่มศรี สุกโชติรัตน์ รักษาการประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย ยืนยันว่า การเรียกร้องของกลุ่มพนักงานในวันนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มสหภาพแรง งาน แต่เนื่องจากขณะนี้มีกลุ่มพนักงานที่เสียผลประโยชน์ได้รับการปลุกปั่นจากผู้ บริหารที่ถูกไล่ออกและทุจริต เพื่อให้เกิดความวุ่นวาย ประกอบกับขณะนี้จะมีการเลือกตั้งสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ทำให้มีบางบุคคลต้องการเข้ามาในสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งสหภาพเตรียมยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการการบินไทย และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. กับกลุ่มผู้บริหารและพนักงานที่ทุจริต อาทิ การจัดซื้อจัดจ้างคอมพิวเตอร์ การตรวจสอบตู้ PUFFfont-family:"Tahoma","sans-serif"">ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าการเรียกร้องในวันนี้สอดคล้องกับการที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เตรียมเดินทางมาหาเสียงที่ตลาดหลังการบินไทยในช่วงเที่ยงวันนี้ (สำนักข่าวไทย, 10-6-2554) สปส.ปวดหัว นายจ้างเบี้ยวจ่ายเงินสมทบกว่า 3 พันล้าน ขู่ฟ้องกราวรูด นายปั้น วรรณพินิจ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด สปส.) ว่า ที่ประชุมได้หารือกรณีนายจ้างกว่า 3.2 หมื่นรายจากสถานประกอบการ 4 แสนราย ค้างชำระเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ซึ่งเป็นเงินสะสมกว่า 3 พันล้านบาท โดยได้หารือถึงวิธีการดำเนินการและอัตรากำลังเพื่อเร่งรัดติดตามเงินค้าง สมทบให้รวดเร็วมากขึ้น ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบให้จัดตั้งหน่วยเร่งรัดติดตามเงินสมทบค้างชำระประกัน สังคมขึ้นโดยเกลี่ยอัตรากำลังจากหน่วยงานต่างๆ เน้นนักกฎหมายเป็นหลักอยู่ในหน่วยนี้ โดยให้เริ่มดำเนินการติดตามเงินสมทบค้างชำระตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้เช่นกัน ทั้งนี้ รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการติดตามเงินสมทบค้างชำระและจำนวนอัตรากำลังของ หน่วยงานเร่งรัดฯ นั้น จะเสนอต่อที่ประชุมบอร์ดสปส.ในวันที่ 21 มิถุนายน นายปั้นกล่าวว่า หนี้สะสมตั้งแต่ 2538 สาเหตุส่วนหนึ่งสถานประกอบการมักอ้างว่าอยู่ไกล บ้างบอกว่ากิจการไม่ดีและจ่ายเงินสมทบเฉพาะในส่วนของลูกจ้าง ซึ่งสปส.ได้เชิญเจ้าของสถานประกอบการเหล่านี้มาพบและรับสภาพหนี้ บางส่วนก็อายัดบัญชีและยึดทรัพย์ขายทอดทรัพย์สิน สาเหตุที่เร่งรัดสะสางทั้งหมดโดยตรวจบัญชีและสอบทั้งหมดเพราะมีผลกระทบทาง อ้อม เช่น ลูกจ้างถูกหักเงินไปแล้วแต่นายจ้างไม่จ่าย ซึ่งหมายความว่าก็ไม่มีการนำส่งเงินสมทบของลูกจ้างด้วยเช่นกัน ซึ่งในจำนวนกว่า 3.2 หมื่นรายนี้มีกว่า 1 หมื่นรายที่หยุดกิจการชั่วคราว ส่วนที่เหลือยังไม่หยุด ดังนั้นต้องเร่งสะสาง หากสถานประกอบการยังไม่ทำอะไรเลยก็ต้องยึดบัญชีธนาคาร "เราต้องทุ่มเทกำลังมาทำเรื่องนี้โดย เร็ว เดิมให้ทุกจังหวัดจัดการกันเองแต่สะสางไม่ทัน ดังนั้นจึงต้องช่วยตัดตอน ทุกวันนี้ผมต้องเซ็นเรื่องยึดอายัพทุกวันๆละไม่น้อยกว่า 10 ราย ผมจะเร่งตั้งหน่วยสะสางนี้ภายในสัปดาห์หน้า ถ้าพูดกันไม่รู้เรื่องเราก็ต้องฟ้อง แต่การฟ้องหรือยึดอายัดบัญชีต้องมีหลักฐานครบ ดังนั้นองค์กรเร่งรัดนี้จะต้องเอานักกฏหมายเข้ามามากๆ"นายปั้น กล่าว (มติชนออนไลน์, 11-6-2554) ผู้นำแรงงาน ชี้เลือกตั้งล่วงหน้าคนงานได้ประโยชน์น้อย 12 มิ.ย. 54 - นายชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กล่าวถึงการใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าทั้งในและนอกเขตจังหวัดที่จะมีขึ้นใน วันที่ 26 มิถุนายนนี้ว่า แม้จะเป็นเรื่องดีที่เปิดโอกาสให้คนงานได้ใช้สิทธิเลือกตั้งมากขึ้น แต่พบว่าคนงานส่วนใหญ่ยังไม่ได้ประโยชน์กับการเลือกตั้งดังกล่าว เพราะต้องเลือกผู้แทนจากภูมิลำเนาเดิม ขณะที่ในความเป็นจริง คนงานได้มาพักอาศัย เพื่อทำงานในโรงงานซึ่งอยู่คนละจังหวัดหลายปี จึงไม่รู้จักตัวผู้สมัคร ที่ผ่านมาขบวนการแรงงานได้เรียกร้องมานาน ให้คนงานได้มีสิทธิเลือกตั้ง ในเขตพื้นที่ที่พักอาศัยอยู่จริง เพราะรับรู้ปัญหาและสามารถเข้าถึงตัวผู้แทนฯ เพื่อขอความช่วยเหลือได้ แต่ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากผู้เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ ผู้ใช้แรงงานตื่นตัวมาก เห็นได้จากทุกคนรู้ว่าจะมีการเลือกตั้ง และต้องการไปใช้สิทธิกันมาก พร้อมฝากไปถึงบรรดานักการเมืองว่า หากได้รับเลือกตั้งและไปเป็นรัฐบาลแล้ว ก็ต้องทำตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายในการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ หรือนโยบายประชานิยมต่างๆ จะมาอ้างภายหลังว่าเป็นแค่พรรคร่วมรัฐบาล ไม่มีอำนาจในการผลักดันนโยบายไม่ได้ เพราะจะถือว่าเป็นการโกหกประชาชน และทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาหรือเบื่อการเมืองได้ (สำนักข่าวไทย, 12-6-2554)

ข่าวที่เกี่ยวข้อง