ข่าว เศรษฐกิจ → สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 6 - 12 มี.ค. 2554

สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 6 - 12 มี.ค. 2554

วันที่ 13-03-2011

แรงงานดีเดย์1พ.ค.เลิกจ่ายเงินประกันสังคม นายนิมิตร เทียนอุดม เลขาธิการชมรมพิทักษ์สิทธิผู้ประกันตน กล่าวภายหลังการเสวนาร่วมหาทางออก สร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกันตน โดยเรียกร้องให้สำนักงานประกันสังคม รับฟังและแก้ไขโดยเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างระบบสุขภาพบนมาตรฐานเดียวของ ประเทศ โดยจะให้เวลาประกันสังคม 30 วัน ที่จะต้องทำให้ผู้ประกันตนออกจากจากระบบประกันสังคม ในเรื่องบริการด้านสุขภาพ "พวกเราได้ตัดสินใจแล้วที่จะหยุด จ่ายเงินสมทบในส่วนรักษาพยาบาล ที่คิดเห็นเงินประมาณ คนละ 250 บาทต่อเดือนในวันที่ 1 พ.ค."นายนิมิตรกล่าว นอกจากนี้จะจัดเคลื่อนไหวใหญ่ในรูป ของสมัชชาผู้ประกันตนเพื่อแสดงออกถึง แนวคิดปฏิเสธการรักษาในระบบประกันสังคม โดยต้องการให้รัฐบาลเข้ามาดูแลด้านสุขภาพในระบบสปสช.เช่นเดียวกับประชาชน ทั่วไป และให้หยุดจ่ายเงินให้กับโรงพยาบาลเอกชน ที่เติบโตจากรายได้หลัก เงินประกันสังคม แต่กลับมีพฤติกรรมปฏิเสธ บ่ายเบี่ยงการรักษาผู้ประกันตนที่เป็นโรคร้ายแรง ที่ต้องรักษาต่อเนื่อง และมีค่ายาแพง อย่างไม่รับผิดชอบ"นายนิมิตรกล่าว ด้าน นส.สารี อ๋องสมหวัง มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่าครั้งนี้จะเป็นการทำงานปกป้องสิทธิตัวเอง และสิทธิคนส่วนใหญ่ของสังคมที่เป็นผู้ใช้แรงงาน ที่ต้องจ่ายเงินค่ารักษาในระบบประกันสังคม "แม้การกำหนดให้จ่ายเงินจะเป็น กฎหมายบังคับ แต่ในเรื่องนี้จะได้มีการศึกษาหาช่องทางที่จะไม่จ่ายโดยไม่ผิดกฎหมาย เพราะขณะนี้มีการร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อชี้ว่าพรบ.ประกันสังคมที่กำหนดให้จ่ายเงินสมทบ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ จะขอให้คุ้มครองที่ผู้ประกันตนจะชะลอ ซึ่งผู้ประกันตนจะไม่จ่ายเงินสมทบจนกว่าจะมีคำวินิยฉัยที่ชัดเจน"นางสารี กล่าว (โพสต์ทูเดย์, 6-3-2554) "มาร์ค"รับลูกข้อเสนอองค์กรสตรีเนื่องในวันสตรีสากล โอ่อยู่ในนโยบาย รบ.เพียบ คนงานหญิงประท้วง เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่ห้องประชุม ชั้น 3 อาคารอเนกประสงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวบรรยายพิเศษเรื่อง นโยบายรัฐบาล ผู้หญิงทำงานกับคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน ในงานประกาศเจตนารมณ์ �ผู้หญิงทำงาน สู้เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของทุกคน� ในวาระการเฉลิมฉอง 100 ปี วันสตรีสากล 8 มีนาคม จัดโดย 33 เครือข่ายองค์กรแรงงาน องค์กรทำงานประเด็นผู้หญิง และองค์กรสิทธิมนุษยชน ตอนหนึ่งว่า ได้ติดตามปัญหาของผู้หญิงที่มีอยู่หลายมิติ และรัฐบาลให้ความสนใจแก้ปัญหาของสตรีมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เรื่องของข้อจำกัดของสตรีไม่ได้มีแค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังมีในหลายประเทศ และมีการติดขัดที่โอกาสในการทำงานของสตรีจะถูกจำกัดเมื่อมีครอบครัวแล้ว เราจึงพยายามแก้ปัญหา เช่น การออก พ.ร.บ.คุ้มครองอนามัยการเจริญพันธุ์ การทำแผนปฏิรูปประเทศในเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม นโยบายในการดูแลแม่และเด็กในระดับต่างๆ การส่งเสริมให้ผู้ชายสามารถลาไปดูแลบุตรได้ การส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กที่อยู่นอกระบบ เป็นต้น สำหรับคำประกาศเจตนารมณ์กับสิ่งที่รัฐบาลทำมีความสอดคล้องกัน และเรายังมีสิ่งที่ต้องทำเพิ่มเติม และทำงานอย่างใกล้ชิดกับภาคประชาชน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายกฯรับแผ่นประกาศเจตนารมณ์ฯจากเครือข่ายสตรี ปรากฏว่าหญิงสาวคนเดิมได้เดินมาถ่ายภาพนายกรัฐมนตรีด้วย จากนั้นได้เขียนข้อความในแผ่นกระดาษ 3 แผ่น ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยแผ่นแรกเป็นรูปฝ่ามือมีข้อความประกอบว่า "ใครเปื้อนเลือด?" และแผ่นที่ 2 และ 3 เขียนเหมือนกันว่า "ดีแต่พูด" ซึ่งนายอภิสิทธิ์เห็นข้อความดังกล่าว จึงกล่าวก่อนเข้าปาฐกถาว่า "ผมขอความร่วมมือ วันนี้เป็นวันสตรีสากล ใครที่ต้องการแสดงออกทางการเมือง ผมขอให้ไปพูดกันข้างนอก และขอให้รอฟังในสภาฯ จะได้ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด" หญิงคนดังกล่าวจึงเขียนแผ่นกระดาษอีกใบว่า "เหรอ" แล้วชูค้างไว้อีกจนจบงาน ขณะที่นายอภิสิทธิ์ก็ปาฐกถาต่อไป ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พยายามเข้าไปดึงแผ่นกระดาษจากมือผู้หญิงคนดังกล่าว แต่เกิดการยื้อยุดกัน ขณะที่นางสุนี ไชยรส ที่ปรึกษากลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี พยายามขอร้องให้ผู้หญิงคนนี้หยุดถือป้าย เพราะวันนี้ถือเป็นวันของสตรีจึงไม่ควรทำเช่นนี้ แต่หญิงคนดังกล่าวไม่สนใจ ซ้ำส่งต่อไปให้เพื่อนผู้หญิงที่มาด้วยกันอีก 2 คน ซึ่งนั่งแถวถัดไปด้านหน้าชูป้ายที่เขียนว่า "ดีแต่พูด" ขึ้นตลอดการปาฐกถาทำให้นายอภิสิทธิ์มีสีหน้าไม่สู้ดีนักตลอดการพูด เนื่องจากมีสื่อมวลชนและช่างภาพเข้ารุมถ่ายรูปหญิงดังกล่าวรวมทั้งผู้ร่วม งานที่หันไปดูทำให้ไม่สนใจฟังปาฐกถาของนายกฯ ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวเข้าสอบถามทราบว่า กลุ่มหญิงดังกล่าวเป็นอดีตพนักงานบริษัท ไทรอัมพ์ ที่เคยออกมาประท้วงเพราะถูกเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม (มติชน, 6-3-2554) ตลอดวันนี้มีแรงงานไทยจากลิเบียเดินทางกลับ 776 คน นายจีรศักดิ์ สุคนธชาติ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า วันนี้(6 มีค) มีแรงงานไทยจากประเทศลิเบียเดินทางด้วยสายการบินต่างๆ ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแล้ว 456 คน โดยกลุ่มสุดท้ายจะเดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เที่ยวบินที่ QR610 EY418 และเที่ยวบินที่ EY408 จำนวน 320 คน ทำให้มีแรงงานเดินทางกลับแล้ว 776 คน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์จนถึงเที่ยงคืนวันนี้ คาดว่ามีแรงงานไทยกลับถึงประเทศแล้วประมาณ 5,547 คน โดยกรมการจัดหางานให้การช่วยเหลือ อาทิ มอบเงินให้รายละ 1,500 บาท แนะนำข้อมูล ข้อปฎิบัติในการรับสิทธิคุ้มครองแรงงาน และการจัดเตรียมรถโดยสารเดินทางกับภูมิลำเนา นายศิวพงษ์ แสนโภชน์ อายุ 33 ปี ซึ่งเดินทางถึงประเทศไทย ได้แสดงความยินดีและขอบคุณหน่วยงานต่างๆ ที่ให้ความช่วยเหลือ ส่วนวันพรุ่งนี้(7 มีค)จะมีแรงงานทยอยเดินทางกลับอีกประมาณ 7 เที่ยวบิน หรือประมาณ 491 คน เที่ยวบินแรกที่จะมาถึง เที่ยวบินที่ QR612 เวลา 06.00 น. (สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์, 6-3-2554) แรงงานจากลิเบียร้องรัฐช่วยเหลือค่าจ้างค้างจ่าย-หนี้สิน ความคืบหน้าแรงงานไทยจากผลกระทบ เหตุการณ์ไม่สงบในประเทศลิเบียยังคงเดิน ทางกลับไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเที่ยวบินแรกวันนี้มาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในเวลา 06.00 น. โดยสายการบินไทยเที่ยวบิน ทีจี 945 จากกรุงโรม ประเทศอิตาลี จำนวน 50 คน เที่ยวบินที่ 2 อีเค 374 จากประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) จำนวน 15 คน ในเวลา 08.00 น. เที่ยวบินที่ 3 ทีจี 518 เวลา 08.40 น. จากยูเออี จำนวน 104 คน เที่ยวบินที่ 4 ในเวลา 08.45 น. จำนวน 245 คน ส่วนใหญ่คนงานที่เดินทางมาในช่วงเช้ามีสภาพที่อ่อนเพลียเพราะเหน็ดเหนื่อย จากเดินทาง นายธีรพล แก้วดวงดี ชาวนครพนม กล่าวว่า ตนไปทำงานก่อสร้างที่พักอาศัยในกรุงตริโปลี สถานการณ์มีความรุนแรง ได้ยินเสียงปืนรอบที่พักตลอดเวลา รู้สึกดีใจที่สามารถรอดชีวิตกลับมาได้ เป็นการเดินทางไปทำงานต่างประเทศครั้งแรก และพบกับเหตุไม่คาดฝัน ขอฝากรัฐบาลช่วยเหลือติดตามค่าจ้างค้างจ่ายเป็นเวลา 2 เดือน เป็นเงินเกือบ 30,000 บาท รวมถึงจัดหาตำแหน่งงานในต่างประเทศให้ เพราะตนยังมีหนี้สินจากการนำที่ดินไปจำนองเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง นายชีวิน ผ่องแผ้ว ชาวหนองคาย อายุ 40 ปี กล่าวว่า ตนเคยทำงานต่างประเทศมาแล้ว ประเทศลิเบียเป็นประเทศที่ 5 ถือว่ายากลำบากและเสี่ยงชีวิตมากที่สุด ก่อนเกิดเหตุตนเพิ่งทำงานได้เพียง 1 เดือน 20 วัน ยังไม่เคยได้รับค่าจ้างเลย มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางกว่า 100,000 บาท ยังกังวลการช่วยเหลือเรื่องเงินชดเชยเพราะไม่ทราบจะได้รับเงินคืนมามากน้อย เพียงใด ซึ่งนายจ้างระบุจะหารือกันหลังกลับถึงประเทศไทย แต่ตนคงไม่กลับไปทำงานลิเบียอีก โดยช่วงระหว่างอพยพในแคมป์มีคนงาน 700 คน เป็นคนไทย 29 คน และคนงานไทยเป็นชุดสุดท้ายที่ได้รับการช่วยเหลือออกจากแคมป์ ในวันที่ 1 มีนาคม ตนต้องใส่เสื้อผ้าชุดเดิมตลอด 15 วันที่ได้รับการช่วยเหลือและเดินทางไปที่เมืองอื่นก่อนกลับมาไทย นายสุพจน์ บุญเจริญ ผู้อำนวยการกองตรวจและคุ้มครองคนหางาน เปิดเผยว่า ในช่วงเช้าวันนี้มีแรงงานไทยกลับมา 444 คน ตัวเลขล่าสุดมีคนไทยกลับมาถึงไทยแล้วรวมทั้งสิ้น 5,728 คน และคาดว่าจะเดินทางมาในช่วงบ่ายอีก 4 เที่ยวบิน (สำนักข่าวไทย, 7-3-2554) เตือนแรงงานไทยอย่าสวมแท็คด้วยการปลอมบัตร ปชช. หวังทำงานไต้หวันหลังครับ 9 ปี นางสาวสุมล ถาวรวสุ จัดหางานจังหวัดสุพรรณบุรี เปิดเผยว่า กรมการจัดหางาน ได้รับการประสานจากสำนักงานแรงงาน ที่ดูแลคนงาน ณ กรุงไทเป ว่าเมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานแรงงานฯ ได้ให้ความช่วยเหลือคนงาน ซึ่งเคยเดินทางไปทำงานในไต้หวันมาแล้ว 3 ครั้ง รวมระยะเวลาทำงาน 8 ปี 9 เดือน และได้เปลี่ยนชื่อ และทำหนังสือเดินทางเล่มใหม่ แล้วยื่นเรื่องขอกลับไปทำงานกับนายจ้างรายเดิม เมื่อวันที่ 10 มกราคม ที่ผ่านมา แต่เมื่อบริษัทจัดหางานพาไปพิมพ์ลายนิ้วมือและขอใบถิ่นที่อยู่ที่สำนักงาน ตรวจคนเข้าเมืองไทจง กลับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองไทจงควบคุมตัวส่งให้อัยการดำเนินคดีในข้อหา ปลอมแปลงเอกสาร และแจ้งข้อมูลเท็จต่อเจ้าหน้าที่ โดยอ้างว่าแรงงานไทยดังกล่าวเปลี่ยนชื่อก่อนการเดินทางมาทำงาน ทั้งๆ ที่เหลือเวลาทำงานไม่ถึง 3 เดือน ซึ่งแสดงถึงเจตนาที่จะทำผิดกฎหมายการจ้างงานไต้หวัน ทั้งนี้ สำนักงานแรงงานฯ ได้พยายามให้ความช่วยเหลือเพื่อต่อสู้คดี โดยโต้แย้งว่าการเปลี่ยนชื่อหรือเปลี่ยนนามสกุล เป็นสิทธิของประชาชนไทยที่กระทำได้อย่างถูกกฎหมาย อีกทั้ง ยังเป็นความนิยมและความเชื่อของคนไทย ซึ่งถือว่าเป็นศิริมงคลแก่ตน ดังนั้น การจับกุมในข้อหาดังกล่าวจึงเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง แต่เนื่องจากคดีนี้ได้ถูกส่งเข้าสู่ กระบวนการของศาลไต้หวันแล้ว จึงต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล ดังนั้น เพื่อป้องกันการกระทำผิดกฎหมายการจ้างงานของไต้หวัน ทั้งที่เป็นการกระทำโดยจงใจหรือทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ตาม สำนักงานจัดหางานจังหวัดสุพรรณบุรี จึงขอแจ้งเตือนให้แรงงานไทยที่ทำงานในไต้หวันครบ 9 ปี แต่ต้องการกลับไปทำงานในไต้หวันอีกครั้ง ให้รอร่างกฎหมายการจ้างงานฉบับใหม่ให้ผ่านการรับรองจากสภานิติบัญญัติก่อน ซึ่งร่างกฎหมายดังกล่าวได้แก้ไขอนุญาตให้ขยายเวลาทำงานของแรงงานต่างด้าวออก ไปเป็น 12 ปี โดยระหว่างนี้ขอให้ละเว้นที่จะใช้วิธีใดๆ ที่เป็นการฝ่าฝืนหรือทำผิดกฎหมายการจ้างงานของไต้หวัน เพราะปัจจุบันทางการไต้หวันได้เพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบเอกสารหรือหลักฐานของ แรงงานต่างด้าวที่จะเข้าไปทำงานในไต้หวัน โดยนำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ในการตรวจสอบฐานข้อมูลและลายพิมพ์นิ้วมือ ซึ่งพบว่าในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีแรงงานไทยถูกส่งตัวกลับประเทศหรือถูกดำเนินคดีไปแล้วหลายราย ผู้ที่ต้องการไปทำงานต่างประเทศ สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการไปทำงานต่างประเทศอย่างถูกกฎหมายได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัดสุพรรณบุรี ศูนย์ราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ชั้น 2 ถนนสุพรรณบุรี - ชัยนาท ตำบลสนามชัย อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี โทรศัพท์หมายเลข 0-3553-5388 , 0-3540-8205-6 ในวันและเวลาราชการ โดยไม่หยุดพักกลางวัน (สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์, 7-3-2554) ศาลแรงงานกลางนัดไกล่เกลี่ยแอร์-ผู้บริหารการบินไทย 4 เม.ย.นี้ นายอากาศ วสิกชาติ ในฐานะทนายความของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวภายหลังยื่นฟ้องต่อศาลแรงงานกลางให้วินิจฉัยกรณีที่บริษัท การบินไทย ออกหลักเกณฑ์การปรับบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ผิดต่อสภาพการจ้างที่มีอยู่เดิมหรือไม่ ว่า ตนได้รับมอบหมายจากพนักงานการบินไทยรวม 22 คน ให้ยื่นฟ้องต่อศาลแรงงานในวันนี้ เพื่อขอคำวินิจฉัยจากศาลเป็นบรรทัดฐาน พร้อมยืนยันว่าที่ผ่านมาพนักงานกลุ่มนี้ไม่ต้องการสร้างความขัดแย้งหรือยุติ เรื่องด้วยการฟ้องร้อง แต่จากการไปร้องเรียนที่กระทรวงแรงงาน หรือเจรจากับผู้บริหารกลับไม่ได้ข้อยุติ โดยศาลแรงงานกลางรับคำฟ้องไว้พิจารณา และนัดพร้อมคู่กรณีทั้ง 2 ฝ่ายมาไกล่เกลี่ยที่ศาลแรงงานกลางในวันที่ 4 เมษายนนี้ เวลา 09.00 น. หากไม่สามารถตกลงกันได้ ก็จะกำหนดประเด็นพิจารณา ก่อนนัดไต่สวนอีกครั้ง ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้บริษัท การบินไทยได้ออกหลักเกณฑ์การปรับบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน โดยใช้ค่าดัชนีมวลกาย (บีเอ็มไอ) และรอบเอวหากลดไม่ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด ให้ปฏิบัติงานบินภายในประเทศ หรือเส้นทางบินไปกลับวันเดียว และปฏิบัติงานภาคพื้นดิน ทำให้พนักงานบางส่วนไม่พอใจออกมาเคลื่อนไหว ซึ่งในวันพรุ่งนี้ (8 มี.ค.) เวลา 10.00 น.ตัวแทนพนักงานจะไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เนื่องจากเห็นว่าระเบียบดังกล่าวเป็นการเลือกปฏิบัติระหว่างพนักงานอ้วนกับ ผอมหรือไม่ด้วย (สำนักข่าวไทย, 7-3-2554) จบแล้ว สหภาพ-ผู้บริหาร MAXXIS สามารถตกลงข้อเรียกร้องกันได้ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 54 เวลา 13.00 น. มีการเจรจาขึ้นอีก 1 ครั้ง ณ ห้องประชุม สำนักแรงงานสัมพันธ์ กระทรวงแรงงาน กรุงเทพมหานคร โดยทาง นางอัมพร นิติสิริ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เป็นผู้ประสานงานให้เกิดการเจรจาระหว่างลูกจ้างกับนายจ้างของบริษัทแม็กซิส อินเตอร์แนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ในเขตอุตสาหกรรมอีสเทิร์น 300/1 หมู่ 1 ตำบลตาสิทธิ์ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ซึ่งวันนี้ข้อเรียกร้องที่นายจ้างเรียกร้องเอากับลูกจ้างจบลงแล้วในเวลา 05.40 น.เป็นการเจรจาที่ทรหดอดทน และยาวนาน ผลการเจรจาทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงกันได้ทำให้ข้อตกลงกันได้ทำให้ข้อเรียกร้อง และข้อพิพาทแรงงานเป็นอันยุติ ผลของข้อตกลงมีดังนี้ 1. บริษัทฯและสหภาพแรงงานฯ ตกลงเปลี่ยนแปลงสภาพการทำงานจากเดิม 2 กะ เป็น 3 กะ ยกเว้นในบางแผนกหรือหน่วยงานที่บริษัทฯพิจารณาแล้วเห็นว่ายังคงสภาพการทำงาน เดิม 2. บริษัทฯ ตกลงจ่ายสิทธิประโยชน์ให้กับพนักงานทุกคนดังต่อไปนี้ 2.1 ค่าทำงานกะบ่าย 40 บาท และค่าทำงานกะดึก 55 บาท หมายเหตุ ทำงานไม่น้อยกว่า 7 ชั่วโมงรวมเวลาพัก 2.2 เบี้ยขยัน - แบบขั้นบันได 600 บาท 700 บาท 800 บาท 900 บาท เพิ่มตามเดือน สำหรับพนักงานที่ต้องเข้าทำงาน 3 กะ - แบบขั้นบันได 600 บาท 700 บาท 800 บาท เพิ่มตามเดือน สำหรับพนักงานที่ไม่มีการทำงาน 3 กะ หมายเหตุ ไม่มาสาย ไม่กลับก่อน ไม่ขาด - ลางาน ไม่ป่วยมานอนห้องพยาบาลเกินกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน หรือขาดงานเกิน 1 ชั่วโมงในเวลาทำงาน ยกเว้นถ้าเป็นการทำงานล่วงเวลาต้องได้รับคำสั่ง(ถึงได้รับ) ไม่ลางานบางชั่วโมง และถ้าไม่ผ่านในขั้นใดๆ ทำให้ไม่ได้รับเบี้ยขยันจะต้องกลับมาเริ่มต้นในขั้นแรกเสมอ 3. วันหยุดพักผ่อนประจำปี 3.1 สำหรับพนักงานที่ไม่ได้มีการทำงาน 3 กะ จะได้สิทธิการลาพักผ่อนประจำปี ดังนี้ 3.1.1 พนักงานที่มีอายุงาน 1-4 ปี ใช้สิทธิลาพักผ่อนประจำปีได้ปีละ 6 วัน 3.1.2 พนักงานที่มีอายุงาน 5-8 ปี ใช้สิทธิลาพักผ่อนประจำปีได้ปีละ 7 วัน 3.1.3 พนักงานที่มีอายุงาน 8 ปีขึ้นไป ใช้สิทธิลาพักผ่อนประจำปีได้ปีละ 8 วัน 3.1.4 วันลาพักผ่อนประจำปีสูงสุดปีละ 8 วัน 3.1.5 ใช้สิทธิการลาไม่หมด สามารถสะสมได้ 2 ปีติดต่อกัน 3.2 สำหรับพนักงานที่ต้องการทำงาน 3 กะ จะได้สิทธิการลาพักผ่อนประจำปี ดังนี้ 3.2.1 พนักงานที่มีอายุงาน 1-3 ปี ใช้สิทธิลาพักผ่อนประจำปีได้ปีละ 6 วัน 3.2.2 พนักงานที่มีอายุงาน 4-6 ปี ใช้สิทธิลาพักผ่อนประจำปีได้ปีละ 7 วัน 3.2.3 พนักงานที่มีอายุงาน 7-9 ปีขึ้นไป ใช้สิทธิลาพักผ่อนประจำปีได้ปีละ 8 วัน 3.2.4 พนักงานที่มีอายุงาน 10 ปีขึ้นไป ใช้สิทธิลาพักผ่อนประจำปีได้ปีละ 9 วัน 3.2.5 วันลาพักผ่อนประจำปีสูงสุดปีละ 9 วัน 3.1.5 ใช้สิทธิการลาไม่หมด สามารถสะสมได้ 2 ปีติดต่อกัน 4. ค่าเดินทาง (ค่ารถ) ให้แก้ไขใหม่เป็น 4.1 สำหรับพนักงานที่อยู่ในแผนกที่มีการเปลี่ยนแปลงการทำงาน 3 กะ บริษัทฯ กำหนดค่าเดินทาง(ค่ารถ)เดือนละ 850 บาท ตามระเบียบการจ่ายเดิม เมื่อหักให้ใช้เกณฑ์การหักวันละ 850 บาท หาร30 วัน 4.2 สำหรับพนักงานที่ไม่ได้การเปลี่ยนแปลงการทำงานเป็น 3 กะ บริษัทฯ กำหนดค่าเดินทาง(ค่ารถ) เดือนละ 800 บาท ตามระเบียบการจ่ายเดิม เมื่อหักให้ใช้เกณฑ์การหักวันละ 800 บาท หาร30 วัน 5. ค่าข้าว บริษัทฯ ให้ค่าข้าว 35 บาท สำหรับพนักงานที่ทำงานกะดึก ส่วนในช่วงเวลาอื่นๆ(กะเช้าและกะบ่าย) รวมถึงการทำงานล่วงเวลาให้คงเดิมและตามระเบียบว่าด้วยการจ่ายเดิม 6. บริษัทฯตกลงจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2553 ให้กับพนักงานที่ทำงานอยู่ในบริษัทฯ และที่มารายงานตัวภายในวันที่ 7 มีนาคม 2554 ถึงเวลา 17.00 น. เป็นจำนวนเงินและหลักเกณฑ์ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2552 สำหรับพนักงานที่มารายงานตัวตั้งแต่วันที่ 8-10 มีนาคม 2554 ถึงเวลา 17.00 น. บริษัทฯตกลงจ่ายเงินโบนัสฯ โดยหักเงินส่วนเพิ่มจำนวน 2,000 บาท สำหรับพนักงานที่มารายงานตัวตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2554 เป็นต้นไป บริษัทฯไม่พิจารณาจ่ายเงินโบนัสทั้งนี้ ตามข้อกำหนดดังข้างต้น บริษัทฯจะทำการจ่ายเงินโบนัสสำหรับผู้มีสิทธิได้รับเงินโบนัสนอกเหนือจากผู้ ที่บริษัทฯได้เคยมีประกาศตกลงไว้แล้ว บริษัทฯจะจ่ายให้ในวันที่ 22 มีนาคม 2554 โดยโอนเข้าบัญชีเงินเดือน 7. การปรับค่าจ้าง บริษัทฯตกลงปรับค่าจ้างประจำปีดังต่อไปนี้ 7.1 บริษัทฯตกลงปรับค่าจ้างให้กับพนักงานทุกคนเข้าฐานเงินเดือนจำนวน 2 บาทต่อวันโดยมีผลตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2554 7.2 ต้องผ่านการทดลองงาน 119 วันแล้ว หากครบทดลองงานระหว่างกลางเดือนให้มีผลในวันที่ 1 ของเดือนถัดไป 8. สภาพการจ้างอื่นใดที่ดีอยู่แล้วและไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงให้คงไว้ตามเดิม 9. ข้อตกลงฉบับนี้มีอายุ 14 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม 2554 ถึงวันที่ 4 พฤษภาคม 2554 หมายเหตุ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2553 ถึงวันที่ 7 มีนาคม 2554 บริษัทฯจะไม่นำมาคิด KPI ของการคิดโบนัสและการปรับค่าจ้าง บริษัทฯตกลงยุติการปิดงานตามข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงานฯและของบริษัทฯ 10. ให้พนักงานทุกคนกลับเข้าทำงานในแผนกเดิม ตำแหน่งเดิม หน้าที่การงานเดิมภายในวันที่ 10 มีนาคม 2554 เมื่อกลับเข้าไปทำงานแล้ว คนงานมีความกังวลว่า "เค้าจะถูกนายจ้างกระทำกับเค้าอย่างนายจ้างของฟูจิตสึหรือเปล่า ที่ให้เช็คว่าตัวเองยังมีพักร้อนเหลือหรือไม่ ถ้ามีให้คนงานลาพักร้อน กลับไปแล้วพวกเค้าจะโดนกลั้นแกล้งหรือถูกเล่นงานแบบไหน และในรูปแบบใด ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่คนงานต่างกังวล ในวันที่ 5 มีนาคม 54 จะมีพิธีการที่ยึดเป็นประเพณีของการมีชุมนุมของขบวนการแรงงาน นั้นคือ พิธีการปิดการชุมนุม จัดขึ้นในเวลา 17.00 น. ซึ่งเป็นการแสดงความรู้สึก ระลึกถึงสิ่งที่ทำร่วมกันตลอดระยะเวลาที่อยู่ร่วมกันมา (นักสื่อสารแรงงาน, 6-3-2554) เตรียมงานรองรับแรงงานไทยจากลิเบีย วันนี้ 8 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจีรศักดิ์ สุคนธชาติ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยถึงมาตรการเยียวยาช่วยเหลือแรงงานไทยที่เดินทางกลับมาจากประเทศ ลิเบีย ว่า ขณะนี้กรมการจัดหางานได้เตรียมตำแหน่งงานว่างรองรับเอาไว้ โดยมีบริษัท 3 แห่งที่แจ้งความประสงค์รับคนงาน โดยมีการตั้งบูธรับสมัครงานที่สนามบิน ได้แก่ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ในตำแหน่ง ช่างไม้ ช่างปูน ช่างท่อ และคนงานทั่วไป จำนวน 2,000 อัตรา บริษัท อิตาเลียนไทย จำกัด เปิดรับช่างตำแหน่งต่างๆ รวมกว่า 1,000 อัตรา และบริษัท ดับเบิ้ล วิง สปิริต เซอร์วิส จำกัด รับสมัครคนงานในตำแหน่งต่างๆ ประมาณ 4,000 อัตรา ซึ่งรวมตำแหน่งที่เปิดรับในขณะนี้ประมาณ 7,068 อัตรา นอกจากนี้ ยังมีตำแหน่งงานในต่างประเทศ ซึ่งกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ได้ประสานไปยัง 4 ประเทศ ได้แก่ ไต้หวัน ซึ่งมีความต้องการแรงงานไทยในภาคก่อสร้างประมาณ 300-500 อัตรา และภาคการผลิตอีก 3,000 อัตรา ส่วนในประเทศกาตาร์งานกลุ่มอุตสาหกรรม รวม 110 อัตรา ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ งานสาขาช่างจำนวน 478 อัตรา และประเทศคูเวต จำนวน 331 อัตรา รวมตำแหน่งงานในต่างประเทศทั้งสิ้น 4,419 อัตรา ล่าสุด นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เตรียมเดินทางไปยังไต้หวัน เพื่อเจรจาขยายตลาดแรงงานรองรับแรงงานไทยที่มาจากประเทศลิเบีย อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวอีกว่า ขณะนี้กระทรวงแรงงานได้หารือร่วมกับกระทรวงการคลัง และธนาคารพาณิชย์ รวมถึงบริษัทนายจ้าง ในการให้ความช่วยเหลือแรงงานไทยที่ต้องการเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ ด้วยการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ ในธนาคาร 3 แห่ง คือ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) โดยจะปล่อยกู้ให้กับแรงงานรายละ 50,000-150,000 บาท ในวงเงินธนาคารแห่งละ 1,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการกำหนดรายละเอียดของการปล่อยกู้ เบื้องต้นจะให้สิทธิพิเศษกับแรงงานที่เดินทางกลับมาจากประเทศลิเบียก่อน (เดลินิวส์, 8-3-2554) เผยแรงงานออกจากลิเบีย ถึงไทยแล้ว 7,035 โฆษกกระทรวง การต่างประเทศ ระบุ แรงงานออกจากลิเบีย ถึงไทยแล้ว 7,035 คน บางส่วนยังคงทำงานต่อที่ลิเบีย พร้อมยืนยัน เร่งช่วยเหลือแรงงานอย่างเต็มที่ นายธานี ทองภักดี อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึง การให้ความช่วยเหลือแรงงานไทยในลิเบีย ว่า ขณะนี้มีแรงงานไทยที่เดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้วจำนวน 7,035 คน จากแรงงานทั้งหมด 12,975 คน ซึ่งเป็นข้อมูลที่กระทรวงแรงงานได้ปรับปรุงยอดของแรงงานใหม่ เนื่องจากตัวเลขเดิมของแรงงานไทยที่เดินทางไปโดยบริษัทจัดหางาน ที่อยู่ในลิเบียมีจำนวน 23,000 คน เป็นข้อมูลเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา และบางส่วนเป็นจำนวนแรงงานที่ซับซ้อนกัน เพราะบางคน หมดสัญญากับบริษัทจัดหางานแล้ว แต่ยังคงทำงานอยู่ที่ลิเบียต่อ จึงทำให้หลายฝ่ายเกิดความสับสนในเรื่องจำนวนของแรงงานไทย ส่วนกรณีที่หลายฝ่าย เข้าใจว่าการให้ความช่วยเหลือแรงงานไทยดำเนินการล่าช้ามีสาเหตุมาจาก งบช่วยเหลือของรัฐบาลยังส่งไม่ถึงกระทรวงแรงงาน และกระทรวงการต่างประเทศ นั้น โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวข้องกัน เนื่องจากการช่วยเหลือแรงงานนั้นหน้าที่หลักเป็นของ บริษัทจัดหางานก่อน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศมีหน้าที่สนับสนุนเรื่องของหนังสือเดินทาง หรือการประสานการเช่าเครื่องบิน และยืนยันว่าการอพยพแรงงานได้ดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน (สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์, 8-3-2554) แอร์-สจ๊วตการบินไทยยื่นศาลแรงงานขอคุ้มครองให้ข่าวกับสื่อมวลชนได้ ศาลแรงงานกลาง 9 มี.ค.-ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบ่ายวันนี้ (9 มี.ค.) นายอากาศ วสิกชาติ ทนายความของกลุ่มพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 22 คน ที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งของบริษัท ที่กำหนดให้พนักงานต้อนรับฯ บนเครื่องบินต้องมีค่า BMI และรอบเอวตามที่บริษัทกำหนด พร้อมด้วยแกนนำกลุ่มพนักงานต้อนรับ เดินทางไปที่ศาลแรงงาน เพื่อยื่นคำร้องใช้สิทธิตามกฎหมายต่อศาลแรงงานขอความคุ้มครองชั่วคราวให้ กลุ่มพนักงานต้อนรับฯ ดังกล่าว โดยอนุญาตให้โจทก์ใช้สิทธิในการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสื่อมวลชน ในกรณีเดียวกันกับผู้บริหารที่เป็นจำเลยได้แถลงข่าวหรือให้ข่าวไว้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม นายอากาศ เปิดเผยว่า เนื่องจากกลุ่มพนักงานต้อนรับฯ ที่ยื่นฟ้องติดขัดระเบียบของบริษัทที่ระบุว่า ห้ามให้ข่าวกับสื่อมวลชน ยกเว้นผู้มีอำนาจ ทำให้ไม่สามารถใช้สิทธิในการชี้แจงข้อมูลข่าวสาร เพื่อปกป้องประโยชน์ส่วนได้ส่วนเสียของตน ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ทำให้ที่ผ่านมาฝ่ายบริหารออกมาชี้แจงข้อมูลฝ่ายเดียว เกิดปัญหาในการรับรู้ข่าวสารของประชาชนที่ต้องการได้ข้อมูลจากฝ่ายพนักงาน ที่ได้รับผลกระทบบ้าง "คำร้องนี้เป็นการเปิดมิติใหม่ของ ข้อพิพาทด้านแรงงาน ถือเป็นคนแรกที่ขอใช้สิทธิคุ้มครองลูกความกรณีการให้ข่าวและข้อเท็จจริงกับ สื่อมวลชน หากศาลพิจารณาก็จะช่วยให้ลูกจ้างหรือพนักงานในหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจและเอกชนสามารถใช้สิทธิชี้แจงกับสื่อได้ โดยไม่ถือว่าผิดระเบียบองค์กร" นายอากาศ กล่าว สำหรับคำร้องระบุว่าเนื่องจากนาย ชัชวาล เสนะวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินบริษัทการบินไทยฯ จำเลยที่ 3 ในคดีนี้ได้แถลงข่าวผ่านสื่อมวลชนหลายแขนง ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบต่อโจทก์และพวกอย่างมาก เป็นเหตุให้โจทก์และพวกได้รับความเสียหาย มีผู้เข้ามาให้ความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมออนไลน์ แต่โจทก์ไม่สามารถไปออกรายการได้ เนื่องจากตามระเบียบของบริษัทมีกำหนด "ห้ามให้ข่าวกับสื่อมวลชน ยกเว้นผู้มีอำนาจ" เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถใช้สิทธิในการชี้แจงข้อมูลข่าวสารเพื่อปกป้อง ประโยชน์ส่วนได้ส่วนเสียของตน อันเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ด้วยความจำเป็นดังกล่าว โจทก์จึงขอให้ศาลแรงงานกลางได้โปรดใช้อำนาจตามมาตรา 58 ของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 สั่งให้คุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ก่อนมีคำพิพากษา โดยอนุญาตให้โจทก์ใช้สิทธิในการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสื่อมวลชน ในกรณีเดียวกันกับที่จำเลยที่ 3 ได้แถลงข่าวหรือให้ข่าวไว้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม โดยในคำร้องระบุเพิ่มเติมด้วยว่า นอกเหนือจากโจทก์แล้ว การให้ข่าวกับสื่อมวลชนของจำเลยที่ 3 ยังเป็นการทำให้ลูกจ้างของบริษัท จำเลยที่ 1 อีก 40 คน ซึ่งได้รับผลจากคำสั่งในลักษณะเดียวกัน ไม่สามารถใช้สิทธิในการชี้แจงข้อมูลข่าวสารเพื่อปกป้องประโยชน์ส่วนได้ส่วน เสียของตนเช่นเดียวกัน จึงขอให้ศาลกำหนดให้คำสั่งคุ้มครองประโยชน์ก่อนมีคำพิพากษาตามคำร้องฉบับนี้ มีผลผูกพันกับพนักงานทั้ง 40 คนดังกล่าวด้วย เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม (สำนักข่าวไทย, 9-3-2554) เอกชนขู่ลดแรงงานหากรัฐเดินหน้าขึ้นค่าจ้าง ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เมื่อวันที่ 7 มี.ค. ได้เห็นพ้องร่วมกันว่า หากรัฐบาลต้องการให้มีการปรับค่าแรงตามนโยบาย เอกชนก็ต้องปรับตัวโดยการนำเครื่องจักรมาใช้แทน ลดจำนวนแรงงานเพื่อลดต้นทุนการผลิต ส่วนอุตสาหกรรมที่จำเป็นต้องใช้แรงงานก็จะใช้วิธีผลักภาระนี้ไปที่การขึ้น ราคาสินค้า ซึ่งประชาชนจะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การขึ้นค่าแรงต้องการให้ใช้กลไกขอ งคณะกรรมการค่าจ้างกลาง (คณะกรรมการไตรภาคี) เป็นหลัก เนื่องจากเป็นกระบวนการทางกฎหมาย และเป็นที่ยอมรับ ไม่ใช่รัฐบาลออกมาประกาศว่าต้องการขึ้นค่าแรง "ตามหลักการแล้วการพิจารณาขึ้นค่า แรงจะทำกันปีละ 2 ครั้งไม่ใช่ปรับขึ้นกันเรื่อยๆ โดยการขึ้นค่าแรงต้องนำปัจจัยด้านเงินเฟ้อ ความสามารถในการแข่งขัน ภาวะเศรษฐกิจโดยทั่วไปมาเป็นหลักในการพิจารณา และหากรัฐบาลต้องการเพิ่มปัจจัยด้านค่าครองชีพเข้าไปเป็นปัจจัยเสริมก็ควรจะ ประกาศออกเป็นหลักเกณฑ์ด้วย เพื่อความชัดเจ"นายพยุงศักดิ์กล่าว ทั้งนี้การประกาศขึ้นค่าแรงของ รัฐบาลเป็นเรื่องประชานิยมมากเกินไป ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะกระทบต่อภาคธุรกิจ ขีดความสามารถในการแข่งขัน และเป็นการดึงค่าครองชีพให้สูงขึ้น รวมถึงส่งผลกระทบต่อนักลงทุน ซึ่งถือเป็นความผันผวนทางนโยบาย ด้านนายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การประกาศขึ้นค่าแรงรัฐบาลจำเป็นต้องดูถึงกลไกต่อไปด้วยว่าขึ้นแล้วจะกระทบ เงินเฟ้อมากน้อยแค่ไหน กระทบขีดความสามารถเท่าไหร่ และจะมีกระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพอย่างไร ซึ่งต้องคิดถึงระยะยาวด้วย การประกาศออกมาเฉยๆ โดยไม่มีการเชื่อมโยงหรือแผนการรองรับ ทำให้เอกชนไม่รู้ว่ารัฐบาลคิดอะไร มีเป้าหมายอะไร และนำมาวางแผนไม่ได้ (โพสต์ทูเดย์, 9-3-2554) เผยแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ ไม่มาต่ออายุใบอนุญาตทำงานกว่า 2 แสนคน ก.แรงงาน 9 มี.ค.- นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน เปิดเผยความคืบหน้าในการต่ออายุใบอนุญาตทำงานและการพิสูจน์สัญชาติแรงงาน ต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ว่า ในจำนวนแรงงานต่างด้าวทั้งหมดที่มีใบอนุญาตทำงานในปี 2553 จำนวน 932,255 คน พบว่ามีผู้มาต่ออายุใบอนุญาตทำงานภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาซึ่งเป็นวันครบกำหนดการต่ออายุใบอนุญาตเพียง 706,445 คน เท่ากับมีแรงงานที่ถูกกฎหมายหายไปจากระบบถึง 225,810 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 24.22 ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ เพราะสูงที่สุดเมื่อเทียบจากจำนวนแรงงานต่างด้าวที่หายไปจากระบบในแต่ละปี ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง