ข่าว เศรษฐกิจ → สุเจน กรรพฤทธิ์: ว่าด้วยภาพยนตร์เรื่อง “รากเรา” (Our Roots) ผู้กำกับหลงลืมอะไร ?

สุเจน กรรพฤทธิ์: ว่าด้วยภาพยนตร์เรื่อง “รากเรา” (Our Roots) ผู้กำกับหลงลืมอะไร ?

วันที่ 02-06-2011

สุเจน กรรพฤทธิ์: ว่าด้วยภาพยนตร์เรื่อง “รากเรา” (Our Roots) ผู้กำกับหลงลืมอะไร ? สุเจน กรรพฤทธิ์ "รากเรา" (Our Roots) รากเหง้า วิถีชีวิต จิตวิญญาณ ความเป็นไทยที่ควรภาคภูมิ ภาพยนตร์สารคดี* "รากเรา" จะพาผู้ชมร่วมเดินทางไปบนแผ่นดินไทย เพื่อรับฟังท่วงทำนองของแผ่นดินที่ส่งเสียงมาสู่เราอย่างแผ่วเบา ท่ามกลางการถาโถมของสิ่งเร่งเร้าต่างๆ รอบตัว ภาพยนตร์เรื่องนี้ เพียงหวังให้คุณได้ "หยุด" เพื่อเปิดดวงตา เปิดหัวใจ ให้เห็นแก่นแท้อันเป็นรากแก้วของคนไทย อันเป็น "รากเรา" ที่เชื่อมถึงกัน...ผลงานกำกับโดย นิสา คงศรี และ อารียา สิริโสดา" * เน้นโดยผู้เขียนบทความ หัวค่ำวันแรกของเดือนมิถุนายน 2554 โรงหนังสกาล่า, กรุงเทพฯ ข้อความในแผ่นพับที่ผมได้รับแจกหน้าโรงหนังสกาล่า ทำให้ผมตั้งความหวังเล็กๆ ว่า ตั๋วรอบสื่อมวลชนที่ได้มานอกจากจะทำให้ได้ดูหนังฟรีแล้วจะทำให้ได้ดูหนังดีอีกด้วย ด้วยข้อความเหล่านี้ได้สร้างความท้าทายในใจของผู้ดูหนัง (สมัครเล่น) อย่างผมว่าหนังเรื่องนี้ที่สร้างโดยผู้กำกับสองคนที่หลายคนบอกว่ามีมุมมอง น่าสนใจจะ "ตั้งคำถาม" และ "ตีความ" ความเป็นไทยในความคิดของผู้กำกับออกมาและสื่อสารกับคนดูได้อย่างน่าสนุก ภาพยนตร์ "รากเรา" ในรอบสื่อเปิดตัวด้วยการฉายคลิปวิดีโอการทำงานหนักเป็นเวลาราว 1 ปีกว่า จากนั้นก็นำสองผู้กำกับคือ คุณนิสา คงศรี และคุณอารียา สิริโสดา ออกมาในชุดสบายๆ ใส่กางเกงลักษณะคล้ายกางเกงเลและเสื้อยืดสกรีนชื่อภาพยนตร์ "รากเรา" พวกเขานั่งบนเก้าอี้ไม้เล่าถึงที่มาของชื่อ ว่าเดิมมีแนวคิดหลายแนวในการตั้งชื่อ ก่อนจะออกมาเป็น "รากของเรา" และถูกทอนเป็น "รากเรา" โดยคุณอารียา ซึ่งทำให้ผมชื่นชมกับความสามารถในการ "คิดชื่อ" ของเธอ พวกเธอเล่าว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลผลิตมาจากการเดินทางไปสัมผัสคนไทยในจังหวัดต่างๆ จน "ไปเจอหลายสิ่งที่งดงามซ่อนอยู่ เป็นความงามที่เรียบง่าย เห็นแล้วอยากบอกต่อ เหมือนตอนที่เราทำเด็กโต๋และปักษ์ใต้บ้านเรา" โดยพวกเธอบอกว่ารากเรานั้น "ยิ่งใหญ่กว่ามาก" เพราะ "เหมือนเราได้เจอคำตอบว่าอะไรที่มันก่อเกิดความเป็น 'เรา' เช่นทุกวันนี้" และพวกเธอเชื่อว่าจะทำให้หลายคนคลี่คลายว่านิยามของคนไทยคืออะไร ในแผ่นพับยังให้ข้อมูลกับผมว่าหนังเรื่องนี้จะใช้ศิลปะการแสดงของทุกภาคในประเทศไทยเป็นสื่อเดินเรื่องโดยผู้กำกับทั้งสองจะเข้าไปคลุกคลีและพูดคุยกับศิลปินในท้องถิ่นเพื่อทำความเข้าใจ "ความเป็นไทย" ผ่านศิลปะการแสดงที่ได้สร้างและสั่งสมมายาวนาน จากนั้นก็เป็นการแสดงของวงโปงลางจากโรงเรียนหนึ่งในจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งหนึ่งในสมาชิกวงนั้นก็ถูกพิธีกรสัมภาษณ์โดยให้การว่าวัฒนธรรมนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าสูญสิ้นไปเราก็คงอยู่ไม่ได้ จากนั้นก็เป็น 84 นาทีของการฉายหนัง ซึ่งทำให้ผมช็อก เริ่มต้นด้วยภาพของความวุ่นวายในเมืองใหญ่ ภาพเด็กนักเรียนรีบไปโรงเรียน ภาพผู้คนวัยทำงานเดินไปมาบนท้องถนนอย่างรีบเร่ง จากนั้นก็ตัดเข้าสู่ฉากที่ผู้กำกับสองคนไปพบกับศิลปินที่เล่นซอล่องน่าน ในจังหวัดน่าน โดยคุณป๊อบ (อารีดา) และคุณนิสา ได้เข้าไปพูดคุยกับศิลปินและแสดงความอาลัยอาวรณ์กับ "ความเป็นไทย" คุณป๊อบสร้างความทรงจำในฉากนี้ด้วยประโยคทองระหว่างนั่งพื้นเปิบขันโตกในประโยคที่พอจับใจความได้ว่า "นั่งกินใต้ถุนบ้านแบบนี้เป็นไทยที่สุดแล้ว เบื่อเนอะ KFC เบื่อเนอะ Mc Donald" (ในโรงภาพยนตร์มีเสียงหัวเราะ) ในขณะที่คุณนิสาสร้างความทรงจำให้กับผู้ชมในฉากนี้ด้วยการแสดงอาการคับข้องใจขณะสนทนากับปราชญ์ท่านหนึ่งของน่านว่า "ทำไมคนที่นี่ยังรักและเอื้อเฟื้อต่อกัน" และกล่าวด้วยอารมณ์ว่าเธอก็เกิดในชนบท แต่ทำไมสิ่งนี้มันหายไป ทำไมจึงยังเหลือที่น่านที่เดียว ก่อนที่ปราชญ์ท่านนั้นจะรับปากไปตามน้ำ ในขณะที่ข้อมูลประวัติศาสตร์ระบุว่า ประเทศไทยนั้นเพิ่งถือกำเนิดเมื่อปี 2482 และคงต้องย้อนลึกกว่าเดิมไปอีกว่าก่อนหน้าที่จะมีการปฏิรูปการปกครองสมัย ร.5 น่านมีฐานะเป็น "นครรัฐ" เรียกว่า "นันทบุรีศรีนครน่าน" มีกษัตริย์ของตนเอง ทั้งนี้ คนเหนือไม่ได้เรียกตัวเองว่าคนไทย บางทีเขาเรียกตนเองว่า "คนเมือง" ในความเป็นจริงอีกเช่นกันยังมีอีกหลายชุมชนที่ยังคงมีวัฒนธรรมเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ การสรุปว่าน่านที่เดียวเท่านั้นที่ยังคงเหลือวัฒนธรรมเช่นนี้จึงเป็นการเหมารวมอย่างผิดหลักวิชาเป็นอย่างยิ่ง จากนั้นภาพตัดไปที่สุรินทร์เล่าเรื่องการทิ้งบ้านไปทำงานในเมืองใหญ่ของคนอีสานและพวกเขาพยายามกลับมารดน้ำดำหัวบุพการีในวันสงกรานต์ คนอีสานท่านหนึ่งกล่าวอย่างกินใจว่า "ไม่มีเงินยังไงก็ต้องกลับมาอาบน้ำแม่" และสรุปว่าความกตัญญูรู้คุณคือความงดงามในจิตใจของคนไทย ฯลฯ ซึ่งถูกต้องทั้งสิ้น ทว่า ผมกลับมีคำถามว่าแล้วอะไร ทำให้คนเหล่านี้ต้องกลับไปทำงานในเมืองใหญ่ แล้วทำไมการกระจายทรัพยากร การเติบโตของเมืองต่างๆ จึงไม่เท่ากัน "ความกตัญญู" ที่เห็นคือคำตอบของปัญหาที่ผู้กำกับนำเสนอทั้งหมดทั้งมวลแล้วหรือ อะไรที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถอยู่กับบ้านได้ ขณะที่ค้างคาใจ ผู้กำกับสองท่านก็พาผมลงไปที่นครศรีธรรมราชไปดูเรื่องของนาย หนังตะลุงที่ยังคงใช้คำตอบแบบคนที่จมอยู่กับความคิดดั้งเดิมที่ทุกปัญหา (ผัวเมียทะเลาะกัน ขโมย เด็กโชว์เต้า สังคมแตกแยก ฯลฯ) ล้วนตอบได้ด้วยคำตอบที่ว่า "เพราะคนไม่มีศีลไม่มีธรรม" ซึ่งแสดงวิธีคิดที่ติดอยู่กับคัมภีร์ไตรภูมิกถา (ซึ่งเป็นรากวิธีคิดจริงๆ ของคนพุทธเถรวาท) ซึ่งในยุคสมัยนี้ คนจำนวนมากตั้งคำถามกับปราชญ์เหล่านี้ว่า แล้วกระบวนการแก้คืออะไร มันคือระบบการศึกษา มันคือระบบสังคม ผลพวงจากเศรษฐกิจ ฯลฯ ที่ต้องมานั่งวิเคราะห์กันมากกว่านี้เพื่อหาคำตอบ ดีกว่ามักง่ายใช้คำตอบสำเร็จรูปเช่นนี้และทางแก้ที่ชั่วนาตาปีปราชญ์ทั้งหลายคิดกันออกคือห้ามโน่น ห้ามนี่ เปิดวิชาศีลธรรมและหน้าที่พลเมือง 101 ในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยและส่งเด็กเข้าวัดเท่านั้น ในที่สุดครึ่งแรกของภาพยนตร์ (ที่อ้างว่า) เป็นสารคดีก็ผ่านไป โดยที่ผมงุนงงว่าผู้กำกับพยายามจะบอกอะไรกับคนดู ระหว่างนั้นหนังก็ตั้งคำถามว่าเราลืมอะไรไป ก่อนจะพาไปดูเรื่องราวของการเล่นหนังใหญ่ที่ราชบุรีและความพยายามของคนที่นั่นในการสืบทอดวัฒนธรรม โดยมีพิธีกรสองคนแต่งตัวสวยงามเป็นสาวผู้ดีเมืองกรุงเข้าไปชื่นชมกับ บรรยากาศเหล่านี้และสัมภาษณ์ๆๆๆ คนที่เกี่ยวข้องและดื่มด่ำไปโดยไม่ตั้งคำถาม ถึงตรงนี้หลังหลับๆ ตื่นๆ มานานเพราะเบื่อสารในภาพยนตร์ที่สุดจะเชยไม่ต่างกับตำราเรียนสมัยประถม มัธยม นำเสนอ ผมก็ตัดสินใจลุกออกจากโรงภาพยนตร์ด้วยถึงตรงนี้ ผมคิดว่าผมสามารถคาดเดาเนื้อเรื่องได้แทบทั้งหมดแล้วโดยไม่มีความจำเป็นต้องดูบทสรุปอีกต่อไป รุ่นน้องที่ไปดูด้วยกันบอกภายหลังว่าท่อนท้ายเรื่องนี้เสนอการฟ้อนเมืองของภาคเหนือและสรุปว่าธรรมะทำให้คนไทยยึดมั่นในความดี จิตวิญญาณคือศรัทธาที่หลอมรวมใจเป็นหนึ่งเดียว ก่อนจะตั้งถามว่าใครจะรักษาความเป็นไทย สุดท้ายของสุดท้ายปิดด้วยการก่นประณามความเจริญของเมืองกรุง สิ่งที่ตกค้างในใจของผมเมื่อชมสารคดีเรื่องนี้จบคือ ผู้กำกับทั้งสองท่านเขาหาอะไรตลอด 1 ปีที่ผ่านมา เขามีวิธีคิดอย่างไรในการสร้างภาพยนตร์ที่อ้างว่าเป็นสารคดี หากแต่มีฉากที่แสดงถึงอัตตาของคนทำ ทำไมหลังการ "ทำงานหนัก" หนังสารคดีที่ผู้กำกับเรื่องนี้การันตีว่าแสนจะ "ยิ่งใหญ่" กลับยังใช้ตำรากระทรวงศึกษาตอบว่าอะไรคือความเป็นไทย ทั้งยังสั่งสอนและครอบงำคนดูแบบ "ไม่เนียน" แน่นอน ศิลปะ วัฒนธรรมที่นำเสนอในภาพยนตร์เรื่องนี้มีคุณค่าสมควรแก่การรักษาและสืบทอด หากแต่รากเหง้าของสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็น "วัฒนธรรมร่วม" ของคนอุษาคเนย์มิใช่หรือ ซึ่งผมจะไม่กล่าวให้ยืดยาวในที่นี้ด้วยปัจจุบันมีงานวิชาการ งานวิจัย และหลักฐานจำนวนมากยืนยันมากเกินจะพูดถึงได้หมดในบทความเดียว นี่ยังไม่นับการ "เกลียดตัวกินไข่" ด้วยทั้ง 2 ท่านต่างมาหากินในกรุงเทพฯ และได้ดิบได้ดีจาก "โอกาส" ที่เมืองซึ่งพวกเขาบอกว่าเป็นต้นเหตุของความเสื่อมทั้งมวลมอบให้ โดย "ก่นด่า" และมอบบท "ผู้ร้าย" ให้ตลอดเวลา โดยที่หลงลืมไปว่า ปัญหาต้นตอคือการพัฒนาแบบ "กระจุก" ที่มีมาหลายยุคสมัย และพวกเขาก็เป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งที่ต้องปรับตัวกับสภาพนั้นด้วยการเข้ามา แข่งขัน กิน ขี้ .... นอน ในเมืองนี้ ฯลฯ (แถมยังร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการก่อมลภาวะอีกต่างหาก ไม่คิดจะช่วยกันแก้ปัญหาเลยหรือครับ มากกว่ามาด่ากัน) และเมื่อวันหนึ่งพวกเขาเข้าถึงสถานะบางอย่าง พวกเขาก็ด่ากรุงเทพฯ ไม่มีชิ้นดี โดยลืมไปว่ากรุงเทพฯ มีมุมดีอยู่มากมาย ทางแก้ที่ผมเข้าใจว่าพวกเธอเสนอคือการไปสัมผัสการละเล่น วัฒนธรรม การหนีออกไปใช้ชีวิตนอกเมืองโดยที่โครงสร้างสังคมระดับบนยังไม่มีการแก้ไข ก็ไม่น่าจะเป็นทางออกของปัญหาที่พวกเขาฟูมฟาย เพราะจนทุกวันนี้คนชนบทส่วนมากที่พวกเขามองว่าสุดแสน "โรแมนติก" ก็เจอปัญหานาล่ม ปุ๋ยแพง ฯลฯ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน โดยที่ของที่นำเสนอในภาพยนตร์เหล่านี้ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาแต่อย่างใด อย่างมากก็ถ่ายทอดออกมาผ่านหนังตะลุง ! ทั้งที่ในยุคสมัยนี้ การใช้สิ่งเหล่านี้ควบคู่ไปกับการใช้พื้นที่การเมืองในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ดูจะได้ผลกว่ามาก ถ้าจะแตะเรื่องนี้ภาพยนตร์ทำไมจึงไม่พูด หรือเสนออะไรที่ใหม่กว่าที่ผมหรือคนทั่วไปคิด ทำไมผมถึงต้องวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่องนี้ หนึ่ง ถ้าเข้าใจไม่ผิดผู้กำกับทั้ง 2 ท่านได้รับการสนับสนุนทุนส่วนหนึ่งจาก "ภาษีบาป" โดย สสส. (เพราะผมซัดเบียร์บางครั้งจึงมีสิทธิมีเสียง) สอง ได้เงินจาก ททท. ซึ่งใช้เงิน "ภาษี" ของประชาชน สาม ได้การสนับสนุนทุนอีกส่วนจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (ที่ยังมีคำถามว่าองค์กรนี้เป็นองค์กรเหนือรัฐที่มีรายได้มหาศาลจากการเจ้าของที่ดินจำนวนมหาศาล และถือเป็นต้นเหตุของปัญหาบางส่วนที่นำเสนอในภาพยนตร์แต่ผู้กำกับไม่ได้ตอบ หรือไม่) สำหรับ "รากเรา" ในฐานะคนดู ผมตรวจข้อสอบแล้วคงต้องระบุว่า ว่าถ้าใช้งบประมาณของประชาชนกับเวลาอย่างที่อธิบาย คงต้องให้ 0 และปรับให้ส่งคืนเงินภาษีทั้งหมดสู่คลังหลวง เนื่องจากผลงานชิ้นนี้ตกมาตรฐานในระดับเลวร้าย ด้วยสุดท้ายแล้ว มันก็เป็นเหมือนเป็นการให้เงินคน 2 คนไปเที่ยว ให้เงินเพื่อให้คน 2 คนเอากล้องไปถ่ายตัวเอง แสดงอัตตาตัดสินเรื่องนั้นเรื่องนี้ผ่านการทำหนังโดยไม่มีหาหลักฐานรองรับ ให้สมกับเป็นงาน "สารคดี" บางทีคนดูอย่างผมคงต้องถามผู้กำกับว่ากว่าขวบปีที่ใช้เวลาผลิตภาพยนตร์เรื่องนี้ พวกคุณหลงลืมอะไรไปหรือไม่ ?

ข่าวที่เกี่ยวข้อง