สุเจน กรรพฤทธิ์: ว่าด้วยภาพยนตร์เรื่อง “รากเรา” (Our Roots) ผู้กำกับหลงลืมอะไร ?
สุเจน กรรพฤทธิ์
"รากเรา" (Our Roots)
รากเหง้า วิถีชีวิต
จิตวิญญาณ
ความเป็นไทยที่ควรภาคภูมิ
ภาพยนตร์สารคดี* "รากเรา"
จะพาผู้ชมร่วมเดินทางไปบนแผ่นดินไทย
เพื่อรับฟังท่วงทำนองของแผ่นดินที่ส่งเสียงมาสู่เราอย่างแผ่วเบา
ท่ามกลางการถาโถมของสิ่งเร่งเร้าต่างๆ
รอบตัว ภาพยนตร์เรื่องนี้
เพียงหวังให้คุณได้ "หยุด"
เพื่อเปิดดวงตา เปิดหัวใจ
ให้เห็นแก่นแท้อันเป็นรากแก้วของคนไทย
อันเป็น "รากเรา"
ที่เชื่อมถึงกัน...ผลงานกำกับโดย
นิสา คงศรี และ อารียา
สิริโสดา"
* เน้นโดยผู้เขียนบทความ
หัวค่ำวันแรกของเดือนมิถุนายน
2554
โรงหนังสกาล่า, กรุงเทพฯ
ข้อความในแผ่นพับที่ผมได้รับแจกหน้าโรงหนังสกาล่า
ทำให้ผมตั้งความหวังเล็กๆ
ว่า
ตั๋วรอบสื่อมวลชนที่ได้มานอกจากจะทำให้ได้ดูหนังฟรีแล้วจะทำให้ได้ดูหนังดีอีกด้วย
ด้วยข้อความเหล่านี้ได้สร้างความท้าทายในใจของผู้ดูหนัง
(สมัครเล่น)
อย่างผมว่าหนังเรื่องนี้ที่สร้างโดยผู้กำกับสองคนที่หลายคนบอกว่ามีมุมมอง
น่าสนใจจะ "ตั้งคำถาม" และ
"ตีความ"
ความเป็นไทยในความคิดของผู้กำกับออกมาและสื่อสารกับคนดูได้อย่างน่าสนุก
ภาพยนตร์ "รากเรา"
ในรอบสื่อเปิดตัวด้วยการฉายคลิปวิดีโอการทำงานหนักเป็นเวลาราว
1 ปีกว่า
จากนั้นก็นำสองผู้กำกับคือ
คุณนิสา คงศรี
และคุณอารียา สิริโสดา
ออกมาในชุดสบายๆ
ใส่กางเกงลักษณะคล้ายกางเกงเลและเสื้อยืดสกรีนชื่อภาพยนตร์
"รากเรา"
พวกเขานั่งบนเก้าอี้ไม้เล่าถึงที่มาของชื่อ
ว่าเดิมมีแนวคิดหลายแนวในการตั้งชื่อ
ก่อนจะออกมาเป็น
"รากของเรา" และถูกทอนเป็น
"รากเรา" โดยคุณอารียา
ซึ่งทำให้ผมชื่นชมกับความสามารถในการ
"คิดชื่อ" ของเธอ
พวกเธอเล่าว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลผลิตมาจากการเดินทางไปสัมผัสคนไทยในจังหวัดต่างๆ
จน
"ไปเจอหลายสิ่งที่งดงามซ่อนอยู่
เป็นความงามที่เรียบง่าย
เห็นแล้วอยากบอกต่อ
เหมือนตอนที่เราทำเด็กโต๋และปักษ์ใต้บ้านเรา"
โดยพวกเธอบอกว่ารากเรานั้น
"ยิ่งใหญ่กว่ามาก" เพราะ
"เหมือนเราได้เจอคำตอบว่าอะไรที่มันก่อเกิดความเป็น
'เรา' เช่นทุกวันนี้"
และพวกเธอเชื่อว่าจะทำให้หลายคนคลี่คลายว่านิยามของคนไทยคืออะไร
ในแผ่นพับยังให้ข้อมูลกับผมว่าหนังเรื่องนี้จะใช้ศิลปะการแสดงของทุกภาคในประเทศไทยเป็นสื่อเดินเรื่องโดยผู้กำกับทั้งสองจะเข้าไปคลุกคลีและพูดคุยกับศิลปินในท้องถิ่นเพื่อทำความเข้าใจ
"ความเป็นไทย"
ผ่านศิลปะการแสดงที่ได้สร้างและสั่งสมมายาวนาน
จากนั้นก็เป็นการแสดงของวงโปงลางจากโรงเรียนหนึ่งในจังหวัดกาฬสินธุ์
ซึ่งหนึ่งในสมาชิกวงนั้นก็ถูกพิธีกรสัมภาษณ์โดยให้การว่าวัฒนธรรมนั้นเป็นสิ่งสำคัญ
ถ้าสูญสิ้นไปเราก็คงอยู่ไม่ได้
จากนั้นก็เป็น 84
นาทีของการฉายหนัง
ซึ่งทำให้ผมช็อก
เริ่มต้นด้วยภาพของความวุ่นวายในเมืองใหญ่
ภาพเด็กนักเรียนรีบไปโรงเรียน
ภาพผู้คนวัยทำงานเดินไปมาบนท้องถนนอย่างรีบเร่ง
จากนั้นก็ตัดเข้าสู่ฉากที่ผู้กำกับสองคนไปพบกับศิลปินที่เล่นซอล่องน่าน
ในจังหวัดน่าน โดยคุณป๊อบ
(อารีดา) และคุณนิสา
ได้เข้าไปพูดคุยกับศิลปินและแสดงความอาลัยอาวรณ์กับ
"ความเป็นไทย"
คุณป๊อบสร้างความทรงจำในฉากนี้ด้วยประโยคทองระหว่างนั่งพื้นเปิบขันโตกในประโยคที่พอจับใจความได้ว่า
"นั่งกินใต้ถุนบ้านแบบนี้เป็นไทยที่สุดแล้ว
เบื่อเนอะ KFC เบื่อเนอะ Mc Donald"
(ในโรงภาพยนตร์มีเสียงหัวเราะ)
ในขณะที่คุณนิสาสร้างความทรงจำให้กับผู้ชมในฉากนี้ด้วยการแสดงอาการคับข้องใจขณะสนทนากับปราชญ์ท่านหนึ่งของน่านว่า
"ทำไมคนที่นี่ยังรักและเอื้อเฟื้อต่อกัน"
และกล่าวด้วยอารมณ์ว่าเธอก็เกิดในชนบท
แต่ทำไมสิ่งนี้มันหายไป
ทำไมจึงยังเหลือที่น่านที่เดียว
ก่อนที่ปราชญ์ท่านนั้นจะรับปากไปตามน้ำ
ในขณะที่ข้อมูลประวัติศาสตร์ระบุว่า
ประเทศไทยนั้นเพิ่งถือกำเนิดเมื่อปี
2482
และคงต้องย้อนลึกกว่าเดิมไปอีกว่าก่อนหน้าที่จะมีการปฏิรูปการปกครองสมัย
ร.5 น่านมีฐานะเป็น "นครรัฐ"
เรียกว่า
"นันทบุรีศรีนครน่าน"
มีกษัตริย์ของตนเอง
ทั้งนี้
คนเหนือไม่ได้เรียกตัวเองว่าคนไทย
บางทีเขาเรียกตนเองว่า
"คนเมือง"
ในความเป็นจริงอีกเช่นกันยังมีอีกหลายชุมชนที่ยังคงมีวัฒนธรรมเอื้อเฟื้อ
เผื่อแผ่
การสรุปว่าน่านที่เดียวเท่านั้นที่ยังคงเหลือวัฒนธรรมเช่นนี้จึงเป็นการเหมารวมอย่างผิดหลักวิชาเป็นอย่างยิ่ง
จากนั้นภาพตัดไปที่สุรินทร์เล่าเรื่องการทิ้งบ้านไปทำงานในเมืองใหญ่ของคนอีสานและพวกเขาพยายามกลับมารดน้ำดำหัวบุพการีในวันสงกรานต์
คนอีสานท่านหนึ่งกล่าวอย่างกินใจว่า
"ไม่มีเงินยังไงก็ต้องกลับมาอาบน้ำแม่"
และสรุปว่าความกตัญญูรู้คุณคือความงดงามในจิตใจของคนไทย
ฯลฯ ซึ่งถูกต้องทั้งสิ้น
ทว่า
ผมกลับมีคำถามว่าแล้วอะไร
ทำให้คนเหล่านี้ต้องกลับไปทำงานในเมืองใหญ่
แล้วทำไมการกระจายทรัพยากร
การเติบโตของเมืองต่างๆ
จึงไม่เท่ากัน
"ความกตัญญู"
ที่เห็นคือคำตอบของปัญหาที่ผู้กำกับนำเสนอทั้งหมดทั้งมวลแล้วหรือ
อะไรที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถอยู่กับบ้านได้
ขณะที่ค้างคาใจ
ผู้กำกับสองท่านก็พาผมลงไปที่นครศรีธรรมราชไปดูเรื่องของนาย
หนังตะลุงที่ยังคงใช้คำตอบแบบคนที่จมอยู่กับความคิดดั้งเดิมที่ทุกปัญหา
(ผัวเมียทะเลาะกัน ขโมย
เด็กโชว์เต้า สังคมแตกแยก
ฯลฯ)
ล้วนตอบได้ด้วยคำตอบที่ว่า
"เพราะคนไม่มีศีลไม่มีธรรม"
ซึ่งแสดงวิธีคิดที่ติดอยู่กับคัมภีร์ไตรภูมิกถา
(ซึ่งเป็นรากวิธีคิดจริงๆ
ของคนพุทธเถรวาท)
ซึ่งในยุคสมัยนี้
คนจำนวนมากตั้งคำถามกับปราชญ์เหล่านี้ว่า
แล้วกระบวนการแก้คืออะไร
มันคือระบบการศึกษา
มันคือระบบสังคม
ผลพวงจากเศรษฐกิจ ฯลฯ
ที่ต้องมานั่งวิเคราะห์กันมากกว่านี้เพื่อหาคำตอบ
ดีกว่ามักง่ายใช้คำตอบสำเร็จรูปเช่นนี้และทางแก้ที่ชั่วนาตาปีปราชญ์ทั้งหลายคิดกันออกคือห้ามโน่น
ห้ามนี่
เปิดวิชาศีลธรรมและหน้าที่พลเมือง
101
ในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยและส่งเด็กเข้าวัดเท่านั้น
ในที่สุดครึ่งแรกของภาพยนตร์
(ที่อ้างว่า)
เป็นสารคดีก็ผ่านไป
โดยที่ผมงุนงงว่าผู้กำกับพยายามจะบอกอะไรกับคนดู
ระหว่างนั้นหนังก็ตั้งคำถามว่าเราลืมอะไรไป
ก่อนจะพาไปดูเรื่องราวของการเล่นหนังใหญ่ที่ราชบุรีและความพยายามของคนที่นั่นในการสืบทอดวัฒนธรรม
โดยมีพิธีกรสองคนแต่งตัวสวยงามเป็นสาวผู้ดีเมืองกรุงเข้าไปชื่นชมกับ
บรรยากาศเหล่านี้และสัมภาษณ์ๆๆๆ
คนที่เกี่ยวข้องและดื่มด่ำไปโดยไม่ตั้งคำถาม
ถึงตรงนี้หลังหลับๆ
ตื่นๆ
มานานเพราะเบื่อสารในภาพยนตร์ที่สุดจะเชยไม่ต่างกับตำราเรียนสมัยประถม
มัธยม นำเสนอ
ผมก็ตัดสินใจลุกออกจากโรงภาพยนตร์ด้วยถึงตรงนี้
ผมคิดว่าผมสามารถคาดเดาเนื้อเรื่องได้แทบทั้งหมดแล้วโดยไม่มีความจำเป็นต้องดูบทสรุปอีกต่อไป
รุ่นน้องที่ไปดูด้วยกันบอกภายหลังว่าท่อนท้ายเรื่องนี้เสนอการฟ้อนเมืองของภาคเหนือและสรุปว่าธรรมะทำให้คนไทยยึดมั่นในความดี
จิตวิญญาณคือศรัทธาที่หลอมรวมใจเป็นหนึ่งเดียว
ก่อนจะตั้งถามว่าใครจะรักษาความเป็นไทย
สุดท้ายของสุดท้ายปิดด้วยการก่นประณามความเจริญของเมืองกรุง
สิ่งที่ตกค้างในใจของผมเมื่อชมสารคดีเรื่องนี้จบคือ
ผู้กำกับทั้งสองท่านเขาหาอะไรตลอด
1 ปีที่ผ่านมา
เขามีวิธีคิดอย่างไรในการสร้างภาพยนตร์ที่อ้างว่าเป็นสารคดี
หากแต่มีฉากที่แสดงถึงอัตตาของคนทำ
ทำไมหลังการ "ทำงานหนัก"
หนังสารคดีที่ผู้กำกับเรื่องนี้การันตีว่าแสนจะ
"ยิ่งใหญ่"
กลับยังใช้ตำรากระทรวงศึกษาตอบว่าอะไรคือความเป็นไทย
ทั้งยังสั่งสอนและครอบงำคนดูแบบ
"ไม่เนียน"
แน่นอน ศิลปะ
วัฒนธรรมที่นำเสนอในภาพยนตร์เรื่องนี้มีคุณค่าสมควรแก่การรักษาและสืบทอด
หากแต่รากเหง้าของสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็น
"วัฒนธรรมร่วม"
ของคนอุษาคเนย์มิใช่หรือ
ซึ่งผมจะไม่กล่าวให้ยืดยาวในที่นี้ด้วยปัจจุบันมีงานวิชาการ
งานวิจัย
และหลักฐานจำนวนมากยืนยันมากเกินจะพูดถึงได้หมดในบทความเดียว
นี่ยังไม่นับการ
"เกลียดตัวกินไข่"
ด้วยทั้ง 2
ท่านต่างมาหากินในกรุงเทพฯ
และได้ดิบได้ดีจาก "โอกาส"
ที่เมืองซึ่งพวกเขาบอกว่าเป็นต้นเหตุของความเสื่อมทั้งมวลมอบให้
โดย "ก่นด่า" และมอบบท
"ผู้ร้าย" ให้ตลอดเวลา
โดยที่หลงลืมไปว่า
ปัญหาต้นตอคือการพัฒนาแบบ
"กระจุก"
ที่มีมาหลายยุคสมัย
และพวกเขาก็เป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งที่ต้องปรับตัวกับสภาพนั้นด้วยการเข้ามา
แข่งขัน กิน ขี้ .... นอน
ในเมืองนี้ ฯลฯ
(แถมยังร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการก่อมลภาวะอีกต่างหาก
ไม่คิดจะช่วยกันแก้ปัญหาเลยหรือครับ
มากกว่ามาด่ากัน)
และเมื่อวันหนึ่งพวกเขาเข้าถึงสถานะบางอย่าง
พวกเขาก็ด่ากรุงเทพฯ
ไม่มีชิ้นดี
โดยลืมไปว่ากรุงเทพฯ
มีมุมดีอยู่มากมาย
ทางแก้ที่ผมเข้าใจว่าพวกเธอเสนอคือการไปสัมผัสการละเล่น
วัฒนธรรม
การหนีออกไปใช้ชีวิตนอกเมืองโดยที่โครงสร้างสังคมระดับบนยังไม่มีการแก้ไข
ก็ไม่น่าจะเป็นทางออกของปัญหาที่พวกเขาฟูมฟาย
เพราะจนทุกวันนี้คนชนบทส่วนมากที่พวกเขามองว่าสุดแสน
"โรแมนติก"
ก็เจอปัญหานาล่ม ปุ๋ยแพง
ฯลฯ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
โดยที่ของที่นำเสนอในภาพยนตร์เหล่านี้ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาแต่อย่างใด
อย่างมากก็ถ่ายทอดออกมาผ่านหนังตะลุง
!
ทั้งที่ในยุคสมัยนี้
การใช้สิ่งเหล่านี้ควบคู่ไปกับการใช้พื้นที่การเมืองในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ดูจะได้ผลกว่ามาก
ถ้าจะแตะเรื่องนี้ภาพยนตร์ทำไมจึงไม่พูด
หรือเสนออะไรที่ใหม่กว่าที่ผมหรือคนทั่วไปคิด
ทำไมผมถึงต้องวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่องนี้
หนึ่ง
ถ้าเข้าใจไม่ผิดผู้กำกับทั้ง
2
ท่านได้รับการสนับสนุนทุนส่วนหนึ่งจาก
"ภาษีบาป" โดย สสส.
(เพราะผมซัดเบียร์บางครั้งจึงมีสิทธิมีเสียง)
สอง ได้เงินจาก ททท.
ซึ่งใช้เงิน "ภาษี"
ของประชาชน
สาม
ได้การสนับสนุนทุนอีกส่วนจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
(ที่ยังมีคำถามว่าองค์กรนี้เป็นองค์กรเหนือรัฐที่มีรายได้มหาศาลจากการเจ้าของที่ดินจำนวนมหาศาล
และถือเป็นต้นเหตุของปัญหาบางส่วนที่นำเสนอในภาพยนตร์แต่ผู้กำกับไม่ได้ตอบ
หรือไม่)
สำหรับ "รากเรา"
ในฐานะคนดู
ผมตรวจข้อสอบแล้วคงต้องระบุว่า
ว่าถ้าใช้งบประมาณของประชาชนกับเวลาอย่างที่อธิบาย
คงต้องให้ 0
และปรับให้ส่งคืนเงินภาษีทั้งหมดสู่คลังหลวง
เนื่องจากผลงานชิ้นนี้ตกมาตรฐานในระดับเลวร้าย
ด้วยสุดท้ายแล้ว
มันก็เป็นเหมือนเป็นการให้เงินคน
2 คนไปเที่ยว
ให้เงินเพื่อให้คน 2
คนเอากล้องไปถ่ายตัวเอง
แสดงอัตตาตัดสินเรื่องนั้นเรื่องนี้ผ่านการทำหนังโดยไม่มีหาหลักฐานรองรับ
ให้สมกับเป็นงาน "สารคดี"
บางทีคนดูอย่างผมคงต้องถามผู้กำกับว่ากว่าขวบปีที่ใช้เวลาผลิตภาพยนตร์เรื่องนี้
พวกคุณหลงลืมอะไรไปหรือไม่
?