ข่าว ทั่วไป → หวั่นรบ.ปูจ๋ารื้อปฏิรูปศึกษา2วอนเดินหน้าต่อเนื่อง

หวั่นรบ.ปูจ๋ารื้อปฏิรูปศึกษา2วอนเดินหน้าต่อเนื่อง

วันที่ 28-07-2011

คณะทำงานขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษาทศวรรษ 2 ระบุการศึกษาไม่ควรมีการเมืองเกี่ยวข้อง แนะรัฐบาลใหม่สานต่อนโยบายการศึกษารัฐบาลเก่า ชี้เสียงบและเวลาไปมากแล้ว "วรากรณ์" เตือนนโยบายหนึ่งแท็บเล็ตต่อนักเรียนหนึ่งคนควรศึกษาให้ดีก่อน เพราะต้องใช้งบสูงถึง 3-4 พันล้านบาท เพิ่มเงินเดือนครูต้องดูว่าได้คนดีมาเป็นครูด้วยหรือไม่ ศ.พิเศษธงทอง จันทรางศุ เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวตอนหนึ่งในการประชุมสร้างความรู้ความเข้าใจแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ.2552-2561) ว่า ตนคิดว่าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่ 2 แน่นอน เนื่องจากเรื่องการศึกษาไม่ควรมีเรื่องของการเมืองมาเกี่ยวข้อง ดังนั้น ไม่ว่าจะพรรคการเมืองใดหรือรัฐบาลใดก็สามารถนำไปดำเนินการได้ ทั้งนี้ ปัจจุบันการเรียนของเด็กไทยมีแนวโน้มแย่ลง จากผลการทดสอบการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอ เน็ต) และโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือพิซา (PISA) ที่คะแนน เฉลี่ยภาพรวมลดลง ได้ตั้งเป้าไว้ว่าการปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่ 2 ผลสอบโอเน็ต และพิซาของเด็กจะต้องเพิ่มมากขึ้น รศ.วรากรณ์ สามโกเศศ รองประธานคณะกรรมการนโยบายปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 (กนป.) กล่าวว่า วิธีแก้ไขปัญหาด้านการศึกษาจำเป็นต้องสานต่องานของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา โดยอย่ารื้อแผนเดิม เพราะเป้าหมายยุทธศาสตร์และตัวบ่งชี้ได้รับการพัฒนามาอย่างรอบคอบ อีกทั้งได้เสียงบประมาณและเวลาไปมากแล้ว เพื่อความต่อเนื่องในการแก้ปัญหา อย่างไรก็ตาม สำหรับนโยบายหนึ่งแท็บเล็ตต่อนักเรียนหนึ่งคน ตนเข้าใจว่ารัฐบาลใหม่ต้องทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน แต่ก็ควรศึกษาบทเรียนในอดีตและไตร่ตรองให้มากกว่านี้ เพราะรัฐบาลต้องใช้งบสูงถึง 3-4 พันล้านบาท ในการจัดซื้อกว่า 600,000 เครื่อง "นอกจากนี้ การปรับเพิ่มเงินเดือนครูจะต้องก่อให้เกิดประสิทธิภาพของครูและสามารถจูงใจคนดีมาเป็นครูให้ได้ โดยควรมีตัวกลางในการประสานงานระหว่างองค์กรที่ผลิตครูและองค์กรที่ต้องการครู เนื่องจากที่ผ่านมามักประสบปัญหาการขาดแคลนครูและผลิตครูได้ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด" รศ.วรากรณ์กล่าว ขณะที่คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน กนป. กล่าวว่า การศึกษาเป็นเครื่องมือในการช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมได้ โดยต้องมีการให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กทุกคน รวมถึงกลุ่มเด็กด้อยโอกาสทางการศึกษา 3 กลุ่ม ได้แก่ เด็กตกหล่น เด็กออกกลางคัน และเด็กในระบบ เพราะหากไม่สามารถประกันการศึกษาในกับเด็กกลุ่มดังกล่าวได้แล้ว ก็จะไม่สามารถยกระดับการศึกษา และลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้ ทั้งนี้ จากข้อมูลพบว่าเด็กร้อยละ 66 ในสถานพินิจ คือ เด็กออกกลางคัน และร้อยละ 20 ของเด็กกลุ่มดังกล่าวพบว่ามีระดับสติปัญญาระดับฉลาด ดังนั้น เด็กทุกคนควรได้รับการประกันการศึกษา ไม่ใช่ดูแลแต่เด็กฉลาดเท่านั้น.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง