ข่าว เศรษฐกิจ → ‘สภาพัฒน์’ระบุตรังเน้นท่องเที่ยว สร้างท่าเรือกันตังขนถ่านหินอินโด

‘สภาพัฒน์’ระบุตรังเน้นท่องเที่ยว สร้างท่าเรือกันตังขนถ่านหินอินโด

วันที่ 22-07-2011

อารีด้า สาเม๊าะ DSJ เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 20 กรกฎาคม 2554 ที่โรงแรมวัฒนาปาร์ค จังหวัดตรัง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้จัดประชุมกลุ่มย่อยรับฟังความคิดเห็นในโครงการศึกษาและจัดทำแผนพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคใต้ ครั้งที่ 1 มีผู้เข้าร่วมประมาณ 60 คน เวทีที่จังหวัดตรัง ผู้นำเสนอในเวทีในครั้งนี้ ประกอบด้วย นายสุทัศน์ วรรณเลิศ ผู้เชี่ยวชาญด้านดารท่องเที่ยว รศ.ดร.สุพรชัย อุทัยนฤมล ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมการขนส่งและโลจิสติกส์ รท.ดร.สุพรชัย ศิริโวหาร ประธานสถาบันนโยบายสังคมและเศรษฐกิจ และผู้เชี่ยวชาญด้านสังคม รศ.ดร.สุพรชัย กล่าวต่อที่ประชุมว่า ในปี 2558 จะมีการเปิดประชาคมอาเซียน ทำให้รั้วของสิบประเทศสมาชิกอาเซียนทลายลง ทั้งสิบประเทศเปรียบจะกลายเป็นบ้านที่อยู่ในรั้วเดียวกัน ถ้าประเทศไทยไม่มีความพร้อม จะเกิดปัญหาต่างๆ ตามมา โดยเฉพาะปัญหาแรงงานของภาคใต้ ซึ่งครอบคลุมจังหวัดตรังด้วยพบว่า มีอัตราการว่างงานถึงร้อยละ 42 แรงงานส่วนใหญ่เป็นแรงงานไร้ฝีมือและกึ่งฝีมือ มีแนวโน้มว่าในแง่การผลิตไทยจะเสียเปรียบประเทศอื่น ขณะที่เด็กอายุ 3-17 ปี ไม่ได้รับการศึกษาในภาคบังคับถึง 850,000 คน ตนจึงขอให้ผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ นำกลับได้คิดต่อว่า จะทำอย่างไรให้ประชากรกลุ่มนี้ มีงานรองรับจะได้ไม่เป็นปัญหาสังคมต่อไป รศ.ดร.สุพรชัย กล่าวต่อไปว่า สำหรับถนนเพชรเกษม จากจังหวัดระนอง จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ จังหวัดตรัง ไปจนถึงจังหวัดสตูล จะมีการปรับปรุงให้เป็นถนนสี่เลน เพื่อให้การเดินทางสะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งอาจจะมีความเร่งด่วนมากกว่าการเปิดถนนใหม่ และเส้นทางรถไฟรางคู่ สำหรับจังหวัดสตูลและจังหวัดตรัง ประสบปัญหาการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในเขตอุทยานรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ไม่สามารถปรับภูมิทัศน์เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวได้ ถึงแม้มีงบประมาณแต่ก็มีข้อจำกัดบางอย่าง ถ้าจะพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ต้องแก้กฏหมายให้เอื้อต่อการพัฒนาพื้นที่ด้วย "สำหรับจุดแข็งของจังหวัดตรังคือ มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์สามารถพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านนิเวศน์ได้ ประกอบกับโลกอยู่ในภาวะวิกฤติทางด้านสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์ ทำให้เอื้อกับการจัดการการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ ในส่วนของฝั่งอันดามัน มีแผนการพัฒนาพื่อรองรับแผนแม่บทโครงการความร่วมมือสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย หรือ IMT-GT โดยจะพัฒนาเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางทะเลระดับโลก และเป็นประตูเชื่อมโยงเศรษฐกิจสู่นานาชาติ" รศ.ดร.สุพรชัย กล่าว รศ.ดร.สุพรชัย กล่าวด้วยว่า ในส่วนของภาพรวมการพัฒนาฝั่งอันดามัน จะเน้นการพัฒนาขีดความสามารถ และการสร้างนวัตกรรมจากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน การพัฒนาทรัพยากรทางการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ศิลปวัฒนธรรมและสุขภาพ สินค้าและบริการให้เชื่อมโยงและเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ระหว่างกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามันกับนานาชาติอย่างยั่งยืน การพัฒนาการตลาดการท่องเที่ยวเชิงบูรณาการ เพื่อรักษาฐานนักท่องเที่ยวเดิม และเพิ่มปริมาณนักท่องเที่ยวคุณภาพบนฐานทรัพยากรท่องเที่ยวที่มีอยู่เดิม และภูมิปัญญาท้องถิ่นของพื้นที่ และการพัฒนากลไกการบริหารจัดการ การตลาด การพัฒนาคุณภาพบุคลากรการท่องเที่ยว และเศรษฐกิจของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ทั้งนี้ ในเอกสารประกอบการประชุมระบุว่า พื้นที่แถบอันดามัน ประกอบด้วย จังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ จังหวัดพังงา จังหวัดตรัง และจังหวัดระนอง เป็นพื้นที่ที่สร้างรายได้ให้ประเทศสูงสุดจากการท่องเที่ยว โดยปี 2550 สร้างรายได้เป็นอันดับหนึ่งคือ 127.0 พันล้านบาท จึงเป็นพื้นที่ที่ต้องพัฒนาการท่องเที่ยวเป็นพิเศษ สำหรับโครงสร้างพื้นฐาน ในเอกสารีกยังระบุอว่า จะมีการขยายทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 หรือถนนเพชรเกษมเป็นถนน 4 เลน เชื่อมจังหวัดระนอง จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต ตรัง จังหวัดกระบี่ และจังหวัดสตูล พร้อมกับจะสร้างถนนสายใหม่เชื่อมเส้นทางคมนาคมระหว่างจังหวัด และระหว่างต่างประเทศให้มากขึ้น รวมทั้งปรับปรุงเส้นทางรถไฟเส้นจากชุมทางทุ่งสง-ตรัง-กันตัง เพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายการขนส่งสินค้า และการขนส่งมวลชน ระหว่างเส้นทางรถไฟสายหลัก จากชุมทางรถไฟทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ไปยังฝั่งอันดามันที่สถานีกันตัง จังหวัดตรัง สำหรับการขนส่งทางน้ำ จะกำหนดให้ท่าเรือกันตังเป็นท่าเรือหลัก ในการขนถ่ายถ่านหินลิกไนต์จากอินโดนีเซีย ไปยังโรงงานปูนซีเมนต์ที่อำเภอทุ่งสง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง