[2] เกษียร เตชะพีระ: ธรรมาภิบาล VS ประชาธิปไตย สังคมไทยต้องเลือก ?
ในงานชุมนุมปาฐกถา
'ชาญวิทย์ เกษตรศิริ'
ในวาระอายุ 70 ปี 'เกษียร'
ปาฐกถา เรื่อง
"ธรรมรัฐ/ธรรมาภิบาล:
จากไอเอ็มเอฟสู่ใต้ร่มธรรมราชา"
(คลิกชม วิดีโอคลิป
ด้านท้ายบทความ)
เกษียร เตชะพีระ
จากคณะรัฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เริ่มต้นกล่าวถึงชาญวิทย์
เกษตรศิริ ว่า เป็น 1 ในครู 4
คนที่เปลี่ยนวิธีมองโลกของตน
พร้อมระบุว่าหลังรัฐประหาร
ชาญวิทย์ถือเป็นหลัก
เป็นที่พึ่ง
เป็นแบบอย่างของนักวิชาการรุ่นลูกหลาน
เพราะยึดมั่นในหลักบางอย่าง
ซึ่งตนวิคราะห์ได้ว่าคือ
1.ชาญวิทย์เข้าใจว่าเป้าหมายทางการเมืองที่สุดโต่งจะทำลายมากกว่าสร้างสรรค์
ต่อให้เป็นเป้าหมายที่ดี
2.ยึดหลักวิธีการสำคัญกว่าเป้าหมาย
ในระยะที่ผ่านมา
ในนามของเป้าหมายที่ดี
สังคมไทยไม่เลือกวิธีการ
รัฐประหารก็ทำ
ความรุนแรงก็ใช้ โกหก
ใส่ร้าย ป้ายสี
ดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
เช่น การรัฐประหารของ
'คะป๊ก' (คปค.)
อยากต่อต้านคอร์รัปชั่น
ฟื้นฟูความสามัคคี
ปกป้องสถาบัน
จนปัจจุบันถามว่าทั้งหมดเกิดขึ้นหรือไม่ด้วยวิธีการรัฐประหาร
3.ชาญวิทย์พิสูจน์ให้เห็นว่าคำโกหกป้ายสีผู้อื่นไม่ยั่งยืน
"บทเรียนสำคัญจากอาจารย์ชาญวิทย์คือ
พลังการเมืองใดละทิ้งหลักการเหล่านี้
ถึงชนะใหญ่โตก็ชั่วครู่ชั่วยาม
ไม่ยั่งยืน รังแต่พ่ายแพ้
เพลี่ยงพล้ำ เสื่อมถอย
แตกแยก หดเล็กในระยะยาว
เราพอเห็นกันอยู่ว่าตอนนี้ใช้วิธีการเลวร้ายทำลายพวกพ้องตัวเองแล้วตอนนี้
สุดท้ายวิธีการเลวร้ายดังกล่าวจะทำลายตัวผู้ใช้เองในที่สุด"
เกษียรได้เข้าสู่การบรรยายในหัวข้อ
"ธรรมรัฐ/ธรรมาภิบาล:
จากไอเอ็มเอฟสู่ใต้ร่มธรรมราชา"โดยระบุว่าอยากวิจารณ์การนำเข้ามาเรื่องธรรมาภิบาลในสังคมไทย
จากมุมมองทางการเมืองวัฒนธรรมไทย
รวมทั้งการนำไปใช้
และการเคลื่อนเวลาใช้จริง
ซึ่งแนวคิดบางส่วนนำมาจากบทความ
Words in Motion
โดยเริ่มต้นแนะนำลัทธิช็อกแห่งเสรีนิยมใหม่
อ้างจากแนวคิด 'มิลตัน
ฟรีดแมน' ซึ่งนาโอมิ ไคลน์
นักวิชาการฝ่ายซ้ายตีความว่าเป็นลัทธิช็อกซึ่งมีหลักการในการทำการตลาดแนวคิดเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่กับนักการเมือง
โดยฉวยใช้วิกฤตไปผลักดันนโยบายที่เอื้อกับเอกชน
ขณะที่ฟรีดแมนพูดถึงลัทธินี้ว่า
มีแต่วิฤตเท่านั้นที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงได้
มันจะเกิดจากความคิดที่เรียงรายล้อมรอบ
เราต้องพัฒนาทางเลือกต่างๆ
จากนโยบายเดิม
ประคับประคองเผื่อไว้
จนกว่าสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ทางการเมืองกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในทางการเมือง
สำหรับเมืองไทยและเอเชียตะวันออกนั้นมีภาวะช็อกตอนมีวิกฤตต้มยำกุ้ง
ทางเลือกถูกยัดเยียดมาจากภายนอก
โดยไอเอ็มเอฟ
ทำให้แนวนโยบายของรัฐต้องเปลี่ยนไปเพราะเงื่อนไขการกู้เงินไอเอ็มเอฟ
ต้องเปิดเสรี
ถามว่าอะไรคือกระบวนท่าตั้งรับกับการช็อค
สิ่งเราใช้มาตั้งแต่ ร.5
คือ รับรูปแบบไว้ก่อน
เช่น มีระบบราชการ
ประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญ
ทุนนิยม เสรีนิยมใหม่
แต่เนื้อหาเราเลือกบางอย่าง
แล้วโยนทิ้งบางอย่าง
โดยใช้เกณฑ์
"การรักษาไว้ซึ่งโครงสร้างอำนาจเดิม"
ในการคัดเลือก
จากนั้นเกษียรเสนอให้เห็นถึงความสำคัญในการแปลศัพท์ใหม่ๆ
ที่สังคมไทยรับจากภายนอกให้เป็นภาษาไทย
โดยชนชั้นนำยึดหลัก คุมคำ
> คุมความหมาย > คุมความคิด
>คุมคน
โดยยกตัวอย่างคำเช่น
ประชาธิปไตย
ซึ่งปัจจุบันเรียกติดปากว่า
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
แต่ความหมายเดิมที่ ร.6
แปลเป็น ประชาธิปตัย
ซึ่งหมายถึง รีพับลิก
อันหมายถึง
ไม่มีพระเจ้าแผ่นดิน
มีแต่ราษฎร
แต่คำว่าประชาธิปไตยมันเกิดขึ้นมาได้เพราะการประนีประนอมกับคณะราษฎร
ทำให้เปิดช่องความเป็นไปได้ให้ใช้คำอย่างปัจจุบัน
เกษียรยกตัวอย่างต่อว่า
ในยุคหลังก็มีหลายคนที่เป็กันชนรับแรงช็อคแบบไทยๆ
โดยยกตัวอย่างคำว่า
"ธรรมรัฐ" ซึ่งชัยวัฒน์
สถาอานันท์นิยามให้ธรรมะมีอำนาจกำกับรัฐ
ธีรยุทธ บุญมี
นิยามอีกแบบหนึ่งว่าเป็นการหาฉันทามติร่วมกันระหว่างรัฐ
เอกชน ประชาสังคม
ขณะที่อานันท์ ปันยารชุน
นิยามว่าเป็นการเน้นเรื่องการจัดการ
ประสิทธิภาพ
ไม่เกี่ยวกับการเมือง
แต่ประเวศ วะสี
หมายความไปถึงชุมชนนิยม
ถักทอสายใยสังคมเพื่อเพิ่มพลังของประชาสังคม
"ไอเอ็มเอฟคงงง
ส่งคำนี้มาแล้วแตกเป็น 5
เจ้า" เกษียรกล่าว
เกษียร กล่าวต่อว่า 14
ปีต่อมา
ผลของการผลิตคำพวกนี้สู้ไอเอ็มเอฟได้แค่ไหนนั้น
เขาเห็นว่าพอต้านทานไว้ได้บางส่วน
แม้มีแรงต้านจากภาคประชาสังคมแต่ทุกอย่างก็ดำเนินไป
เมื่อมาถึงยุค พ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร
ก็ได้เดินนโยบายโลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่
แต่บริหารจัดการเอง
ไม่ใช่เอาแต่ทำตามคำสั่ง
แต่ก็เอาโอกาสใหม่ๆ
ให้พวกพ้อง จึงถูกโค่นโดย
คปค. จากนั้นรัฐบาล
พล.อ.สรยุทธ์ จุลานนท์
ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ในทางปฏิบัติแปลว่า
เศรษฐกิจโลกภิวัตน์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
ไม่ได้ปิดตลาด
แต่ความเสี่ยงต้องอยู่ใต้บริหารจัดการโดยรัฐไทยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
ด้านเอ็นจีโอ แรงงาน
ปัญญาชน
ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกนิติบัญญัติ
(สนช.) จำนวนมาก
พลังเหล่านี้แยกกันปฏิรูป
มีความพยายามยกเลิกร่างกฎหมายการแปรรูป
แม้ไม่สำเร็จทั้งหมด
แต่หลังจากนั้นดูเหมือนการแปรรูปดูเหมือนจะหยุดไป
ส่วนคำว่าธรรมรัฐถูกทำให้เป็นยาสามัญประจำบ้าน
แปลใหม่เป็นธรรมาภิบาล
และไปอยู่ในกลไกราชการด้วย
เกษียรกล่าวว่า
การทำให้ธรรมรัฐเป็นเรื่องการเมือง
ใน 4-5 ปีนี้
ตกอยู่ใต้อำนาจนำของพลังภาคประชาชน-ราชาชาตินิยม
ธรรมรัฐ
ถูกใช้เป็นคำขวัญต่อต้านคอร์รัปชั่นโดยทั่วไป
และถูกใช้ต่อต้านทักษิณเป็นการเฉพาะ
ทำให้คำนี้พลิกผันไปตามสถานการณ์การเมือง
สุดท้าย
พลังการเมืองบางกลุ่มได้นำคำนี้ไปใช้
จนมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของพลังแอนตี้ประชาธิปไตย
จากนั้น เกษียร
ยกตัวอย่างการกล่าวถึงและให้ความหมายของ
"ธรรมรัฐ" โดยบุคคลต่างๆ
เช่น ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล
กล่าวเมื่อ 2547 อธิบายว่า
ธรรมรัฐแบบไทยเกิดก่อนตะวันตกหลายสิบปี
ดังปรากฏในปฐมบรมราชโอการในพระราชพิธีบรมราชาภิเสกที่ว่า
"เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม
เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม"
นี่คือกุศโลบายแบบฉบับของอนุรักษนิยมในการรับมือกับวาทกรรมต่างชาติว่า
"ไม่มีอะไรใหม่"
ขณะที่สมุดปกขาว คมช. (2549)
ก็มีการอ้างว่าถึงเหตุผลในการทำรัฐประหารว่าการบริหารประเทศด้วยเครื่องมือในระบอบประชาธิปไตย
คลายเคลื่อนไปจากหลักการที่แท้จริงโดยขาดธรรมาภิบาล
ทำให้คำว่าธรรมรัฐกลายเป็นส่วนหนึ่งของวาทกรรมว่าทำไมต้องโค่นประชาธิปไตย
"พูดราวกับธรรมาภิบาลกับประชาธิไตยเป็นคนละเรื่อง"
เกษียรกล่าว
และยังยกตัวอย่างการอ้างธรรมรัฐของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
(พธม.) และอดีต ส.ว.รสนา
โตสิตระกูล
ที่มีบทบาทในการใช้คำนี้ในการโค่นอดีตนายกฯ
ทักษิณ ชินวัตร
เกษียรกล่าวปิดท้ายปาฐกถาว่า
จากที่กล่าวมาอาจสรุปเรื่องประชาธิปไตยกับธรรมรัฐว่า
อย่างเบา คือ
เป็นคนละเรื่อง
แต่อย่างหนัก คือ
ไปกันไม่ได้
ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
เรียบเรียงจากงานมุทิตาจิต
"ชุมนุมปาฐกถา 70 ปี
ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ"
ที่หอประชุมบูรพา
ม.ธรรมศาสตร์
ท่าพระจันทร์ วันที่ 7 พ.ค.54
เรื่องที่เกี่ยวข้อง: [5]
ธงชัย วินิจจะกูล:
มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปัจจุบัน
[4] ชูศักดิ์
ภัทรกุลวณิชย์:
ยุคเปลี่ยนผ่านวรรณกรรมไทย
วรรณกรรมไทยยุคเปลี่ยนผ่าน
[3] อุบลรัตน์
ศิริยุวศักดิ์:
สิทธิเสรีภาพหลัง
‘ทักษิณ’
ภาพรวมสภาวะดิ่งเหวของไทย
[1] ผาสุก พงษ์ไพจิตร:
ภาษีที่ดิน-ทรัพย์สินไม่ไปไหน
ไทยยากจะมีสวัสดิการที่ดี