TDRI: เรื่องไม่(เล็ก)แรงงานไทย ขาดแคลนไม่ขาดคน
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
นักวิชาการทีดีอาร์ไอระบุ
มีปัญหาทั้งปริมาณและคุณภาพ
แรงงานระดับล่างขาดแคลนขั้นวิกฤติ
และสูญเสียจากการตายปีละกว่า
2
แสนคนที่ต้องรับทดแทนและเสริมด้วยแรงงานต่างด้าวในระยะสั้น
ส่วนแรงงานระดับสูง(ป.ตรีขึ้นไป)มีปัญหาว่างงานสูง
จากเรียนไม่ตรง ขาดคุณภาพ
โอกาสมีงานทำน่าวิตกเกือบทุกสาขา
เร่งนโยบายวางแผนการใช้กำลังคนของประเทศ
ปรับทิศทางอุตสาหกรรมให้ใช้แรงงานระดับสูงเพิ่มขึ้นและลดการใช้แรงงานระดับล่าง
ค่าจ้างแรงงานถือเป็นไฮไลท์ที่พรรคการเมืองนำมาหาเสียงขายฝันให้กับแรงงานไทยก่อนวันเลือกตั้ง
แต่เรื่องใหญ่กว่าและไม่ถูกหยิบยกมาให้ความสำคัญนั่นคือ
ปัญหาความขาดแคลนแรงงาน
จากความไม่สมดุลของโครงสร้างประชากรกับการศึกษา
ที่ต้องแก้ไขในเชิงนโยบาย
เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน
เกี่ยวกับเรื่องนี้
ดร.สราวุธ ไพฑูรย์พงษ์
นักวิชาการอาวุโส
ฝ่ายการวิจัยทรัพยากรมนุษย์และพัฒนาสังคม
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
(ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า
สถานการณ์ความขาดแคลนแรงงานเป็นเรื่อง(ไม่)เล็ก
โดยการสำรวจในปี 2551 พบว่า
ภาพรวมเรายังใช้แรงงานระดับล่าง(ประถมและม.ต้น)จำนวนมากถึงเกือบ
27 ล้านคนหรือ 72.3%
ของการจ้างงาน
แต่เข้าสู่ตลาดแรงงานน้อยมากเพียง
2-3 หมื่นคน
ส่วนใหญ่มุ่งเน้นการเรียนต่อในระดับสูง
เพราะต้องการผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นตามวุฒิการศึกษา
กลุ่มแรงงานระดับล่างขาดแคลนชัดเจน
และมีอัตราการสูญเสียจากการตายและต้องรับทดแทนแต่ละปีกว่า
2.1 แสนคน
ไม่ว่าจะมีการขยายงานหรือไม่ก็ตาม
และอีกส่วนหนึ่งจะมีผู้มีอายุเกิน
80 ปี กว่า 6.8
หมื่นคนและทำงานไม่ได้เลยในแต่ละปี
ขณะที่กลุ่มแรงงานระดับกลาง
(ม.ปลาย,ปวช.)
แม้เน้นเรียนต่อ
แต่ยังเข้าสู่ตลาดแรงงานไม่น้อย
โดย ม.ปลาย จบ 306,000 คน
เรียนต่อ 88%
เข้าสู่ตลาดแรงงาน 31,300 คน
ปวช.จบ 163,000 คน เรียนต่อ 70%
เข้าสู่ตลาดแรงงานปีละ 42,000
คน รวม แรงงานระดับกลาง
ม.ปลาย,ปวช.เข้าสู่ตลาดแรงงาน
73,400 คน
โดยปัจจุบันมีการจ้างแรงงาน
ม.ปลาย 3.7 ล้านคน และ ปวช.1.8
ล้านคน (ผลการสำรวจปี 2551
ต้องการ ม.ปลาย-ปวช. 4.7
หมื่นคน
ยังมีแรงงานระดับกลางสูงกว่าความต้องการ
2.64 หมื่นคน
ในขณะที่มีที่ว่างงานอยู่
3.55 หมื่นคน
แต่การสำรวจสถานประกอบการปี
2551
กลับพบว่ามีความขาดแคลนเกือบสามหมื่นคน
ที่จริงแล้วแรงงานกลุ่มนี้ไม่น่าขาดแคลน
เพราะในการสำรวจเดียวกันพบว่ามี
ปวช.ว่างงานถึง 3.6 หมื่นคน)
ระดับปริญญาตรี จบปีละ 304,000
คน เรียนต่อ 24%
เข้าสู่ตลาดแรงงานปีละ
207,000 คน
ปัจจุบันใช้แรงงานปริญญาตรีราว
3.65 ล้านคน ปริญญาโท 0.46
ล้านคน รวม 4.1 ล้านคน (ปี 2551
สำรวจพบว่าต้องการ ป.ตรี 4.6
หมื่นคน ขาดแคลน 2.9 หมื่นคน
ว่างงาน 114,800 คน)
โดยอาจมีขาดแคลนบางสาขา
แต่ว่างงานมากกว่าที่ขาดแคลน
สาเหตุเป็นเพราะเรียนไม่ตรงสาขาวิชาที่ตลาดแรงงานต้องการ
ส่วน ป.โทต้องการ 656 คน
ขาดแคลน 341 คน ว่างงาน 4,000 คน
เพราะเรียนไม่ตรงเช่นกัน
จะเห็นว่าปัญหาขาดแคลนแรงงานระดับล่างสาเหตุมาจากการเริ่มตึงตัวจากปัจจัยทางประชากรและการศึกษา
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและการศึกษา
ที่ประชากรวัยแรงงานเริ่มเพิ่มน้อยลงและในที่สุดจะลดลง
และคนเหล่านี้อยู่ในตลาดแรงงาน
เชื่อมโยงสู่ระบบการศึกษาที่ส่งเสริมการเรียนในโรงเรียนเพิ่มขึ้นแต่ยังขาดการเชื่อมโยงกับส่วนของตลาดแรงงานรองรับ
จึงเกิดปัญหาเรียนไม่ตรงสาขา
และจำนวนมากขาดคุณภาพจึงไม่สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงาน
เกิดปรากฏการณ์ที่มีตำแหน่งงานว่างแต่หาคนทำงานไม่ได้
และในภาพรวมคนจบระดับสูงล้นงาน
ดร.สราวุธ
ให้ความเห็นว่าในกลุ่มแรงงานระดับล่าง
ซึ่งมีความขาดแคลนชัดเจนนั้น
การแก้ไขระยะสั้นจึงเน้นการนำแรงงานต่างด้าวมาทดแทน
ขณะเดียวกันในระยะยาวควรมีการจัดทำนโยบายการใช้กำลังคนของประเทศที่ชัดเจน
ที่สำคัญปัญหาไม่ได้อยู่ที่การผลิตกำลังคนอย่างเดียวแต่อยู่ที่การใช้กำลังคน
ต้องเปลี่ยนทิศทางการใช้แรงงานภาคอุตสาหกรรมให้ใช้แรงงานระดับสูงมากขึ้น
ซึ่งหลายประเทศเริ่มยกระดับการใช้แรงงานของตนแล้ว
เช่น
อุตสาหกรรมสิ่งทอของจีน
ความขาดแคลนแรงงานยังเกี่ยวข้องกับปัญหาโครงสร้างแรงงานที่ต้องพิจารณาไปพร้อมกันทั้งโครงสร้างรายอุตสาหกรรม
โครงสร้างการศึกษา
โครงสร้างอาชีพ
โครงสร้างอายุและอุตสาหกรรม
โครงสร้างรายภาคคือชนบทและในเมือง
เป็นต้น
ดร.สราวุธ กล่าวย้ำว่า
การผลิตกำลังคนไม่ตรงกับความต้องการนั้น
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การผลิตอย่างเดียว
แต่อยู่ที่การบริหารจัดการ
การประชาสัมพันธ์
ลักษณะอุตสาหกรรมของประเทศ
การบริหารแรงงานอย่างเหมาะสม
และตัวผู้เรียนเอง
(เลือกเรียนผิดเอง
เรียนตามกระแสค่านิยม
และขาดข้อมูล)
และความจริงแล้วการผลิตให้ตรงตามต้องการจะช่วยลดปัญหาการว่างงานและขาดแคลนแรงงานได้ระดับหนึ่ง
เนื่องจากความต้องการแรงงานไม่นิ่ง
จึงต้องคอยติดตามปรับปรุงข้อมูลความต้องการอยู่ตลอดเวลา
รวมทั้งต้องติดตามทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและตลาดแรงงานอย่างใกล้ชิดด้วย
นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับวิธีการสรรหาคนทำงานที่มีประสิทธิภาพด้วย
โดยการสำรวจปี 2551 พบว่า
การขาดแคลนแรงงานส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับวิธีการสรรหาแรงงาน
โดยสถานประกอบการขนาดใหญ่จะเข้าถึงข้อมูลแรงงานของราชการและใช้ทุกสื่อในการสรรหา
ขณะที่สถานประกอบการขนาดเล็กยังเน้นการติดป้ายประกาศหน้าโรงงานและการแนะนำจากญาติพี่น้องเป็นหลัก
ซึ่งเป็นวิธีการหาคนงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ
ความขาดแคลนแรงงานจึงมีมากในสถานประกอบการขนาดเล็ก
ดังนั้นการสื่อข้อมูลสารสนเทศด้านแรงงานจึงต้องมีการปรับปรุงให้เกิดการรับรู้กว้างขวางและเข้าถึงได้ง่าย
ดร.สราวุธ
ให้ข้อเสนอแนะว่า
ควรพัฒนาระบบข้อมูลความต้องการแรงงานที่ทันสมัยและเข้าถึงง่าย
และการวางแผนกำลังคนเชิงรุกในทุกระดับทั้งภาครัฐและเอกชน
การให้คำแนะแนวการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ
การพัฒนาบุคลากรก่อนเข้าทำงานและขณะทำงาน
การปรับทิศทางภาคอุตสาหกรรมและบริการให้สอดคล้องกับอุปทานกำลังคน
การบริหารจัดการกำลังคนทั้งในและระหว่างประเทศ
การพัฒนาคุณภาพการศึกษา
(ทั้งบุคลากร งบประมาณ
ครุภัณฑ์
และการบริหารจัดการ)
และการบังคับใช้กฎหมายทุกอย่างจริงจังจะทำให้มีความระวังเรื่องการประกอบการไม่ได้คุณภาพ
ต้องใช้กำลังคนที่มีคุณวุฒิและคุณภาพ
ปัจจุบันโลกการทำงานหรือตลาดภาคอุตสาหกรรมสมัยใหม่ต้องการคนที่คุณลักษณะหลากหลาย
ครูแนะแนวควรเข้าถึงข้อมูลตลาดแรงงานอย่างรอบด้าน
และแนะนำให้เด็กรู้ว่าปลายทางของแต่ละสาขาวิชาที่เลือกเรียนหรืออาชีพที่อยากเป็นนั้นมีเส้นทางหรือต้องมีความรู้อะไรบ้าง
ประกอบการตัดสินใจเลือกเรียน
สำหรับสาขาที่น่าวิตกสำหรับโอกาสการมีงานทำในอนาคต
ปวช.และ ปวส. ได้แก่
ธุรกิจและการบริการ
วิศวกรรมศาสตร์
การบริการส่วนบุคคล
คอมพิวเตอร์
(ทั้งปริมาณและคุณภาพ)
ส่วนปริญญาตรีขึ้นไป
เกือบทุกสาขา
ล้วนน่าวิตกทั้งสิ้น
หากยังไม่มีการกำหนดแผนการใช้กำลังคนของประเทศที่ชัดเจน.